Sunday, August 21, 2011

เขื่อนเสือเต้น มหันตภัย-ผลประโยชน์



เหตุการณ์ น้ำท่วมภาคเหนือและภาคกลางตอนบนหนนี้ ดูจะเป็นปัญหาท้าทายนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากต้องวางแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทันท่วงทีแล้ว ยังจะต้องคิดให้หนักกับข้อเรียกร้องให้รื้อฟื้นโครงการก่อสร้าง "เขื่อนแก่งเสือเต้น" ที่จะกั้นขวางแม่น้ำยมในพื้นที่ อ.สอง จ.แพร่

ทั้งที่ข้อเท็จจริงในผลการวิจัยของนักวิชาการหลายหน่วยงานยืนยันตรงกัน "ได้ไม่คุ้มเสีย"

แต่ ด้วยมูลค่ามหาศาลของโปรเจ็กต์ยักษ์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม บรรดานักการเมืองทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น รวมไปถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ต่างออกมาผลักดันให้เกิดโครงการนี้

ทันที ที่มีข้อเรียกร้องปลุกผีเขื่อนแก่งเสือเต้น ตัวแทนชาวสะเอียบที่ต่อสู้คัดค้านเรื่องนี้มากว่า 20 ปี เดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงเหตุผลคัดค้าน และชี้ให้เห็นถึงข้อเสียมหาศาลของเขื่อน

ขณะเดียวกัน เครือข่ายลุ่มน้ำยมก็ออกจดหมายเปิดผนึก เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในลุ่มน้ำยมอย่างยั่งยืน สาระสำคัญคือ ให้เร่งฟื้นฟูป่าต้น น้ำ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและลำน้ำ สาขา รวมถึงสนับ สนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ใน จดหมายเปิดผนึกระบุว่า ประสบ การณ์ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง กลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การเดินหน้าสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น จะนำไปสู่การทำลายป่าสักทองธรรมชาติผืนสุดท้ายของประเทศไทยกว่า 24,000 ไร่ และป่าเบญจพรรณอีกกว่า 36,000 ไร่ อีกทั้งผลการศึกษาวิจัยของหลายหน่วยงานก็ชี้ตรงกันว่า ไม่ควรสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ดังการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่าบริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งอยู่ในแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว สันเขื่อนที่สูงถึง 72 เมตร หากพังทลายลงมาจะเกิดคลื่นยักษ์ยิ่งกว่าสึนามิหลายเท่า

ขณะที่การ ศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สรุปว่า การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะกระทบต่อระบบนิเวศของอุทยานแห่งชาติแม่ยม เป็นอย่างมาก

ส่วนการศึกษาขององค์การอาหารและการเกษตรโลกชี้ว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นจะช่วยเยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ และการศึกษาของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก็เห็นว่า การจัดการน้ำยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกหลายวิธี โดยที่ไม่ต้องสร้างเขื่อน

นายประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี ประธานกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ บอกว่า ทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ชาวบ้านจะพากันเครียด จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกอพยพโยกย้ายไปเมื่อไหร่

ถ้า โครงการเกิดขึ้นจริง ชาวบ้านพันกว่าครอบครัว หรือ 5,000-6,000 คน ใน 4 หมู่บ้าน คือ บ้านดอนแก้ว บ้านดอนชัย บ้านดอนชัย-สักทอง และบ้านแม่เต้น ต.สะเอียบ จะถูกอพยพออกจากพื้นที่ ทั้งๆ ที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมยังมีทางเลือกอีกมาก ที่ไม่กระทบกับป่าและชุมชนมากนัก เช่น การจัดการ 77 ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบ

"สิ่งที่ ถกเถียงกันมันมีทางออกอยู่แล้ว แต่ทุกรัฐบาลไม่ยอมทำ เคยมีการอนุมัติงบประมาณ 275 ล้านบาท สร้างอ่างเก็บกักน้ำแม่คำมี ที่ อ.ร้อง กวาง จ.แพร่ แต่กรมชลประทานก็คืนเงินไป โดยอ้างว่ามีปัญหาเรื่องการประมูล แสดงให้เห็นว่า มีเจตนาจะปล่อยให้น้ำท่วม หรือน้ำแล้งอยู่ทุกปี

ส่วนฝายแม่ยมก็ปล่อยน้ำออกไปหมด ไม่ทดน้ำเข้าคลองชลประทาน การปล่อยให้น้ำท่วมเพื่อจะสร้างโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ เราคิดว่าไม่ยุติธรรมสำหรับประชาชน" ประธานกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ชี้ถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ

ประธานกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ ระบุอีกว่า พอมีกระแสว่าจะสร้างเขื่อน พวกนายทุนจาก จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จะมาหาซื้อที่ดิน เพื่อรับค่าชดเชยแพงๆ ในอนาคต

ที่ใหญ่ กว่านั้น คือนักการเมืองระดับชาติที่สามารถประมูลงานก่อสร้างได้ หรือเมื่ออนุมัติให้ก่อสร้างแล้ว องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ก็ต้องตัดไม้สักทองออกจากพื้นที่ท้องอ่างเก็บน้ำ มูลค่าไม้สักทองในขณะนี้กว่า 6,000 ล้านบาท และถ้าอ.อ.ป.ไม่มีเครื่องมือ ก็ต้องจ้างบริษัททำไม้ ซึ่งล้วนเป็นของบรรดาพ่อเลี้ยง เครือญาติ ส.ส. และส.ว. ที่จะได้รับสัมปทาน

ส่วน นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ ร่วมชี้ว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้เกิดจากการที่ไม่มีเขื่อนกั้นแม่น้ำยม เพราะปัจจุบันแม่น้ำยมมีฝายกั้นอยู่หลายฝาย ทั้งฝายแม่ยม อ.สอง จ.แพร่ ฝายขนาดเล็กใน จ.พิจิตร อีก 5-6 ฝาย และที่ จ.สุโขทัย อีก 4 ฝาย แต่ที่เกิดน้ำท่วม เพราะขาดการบริหารจัดการที่ดี

"ตั้งแต่ปลาย รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีการอนุมัติแผนจัดการน้ำใน จ.สุโขทัย ไปแล้ว 13-14 โครงการ เช่น โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยมไปแม่น้ำน่าน สร้างฝายสะพานจันทร์ ขุดลอกแม่น้ำยม หรือยกคันดินขึ้น แต่ทั้งหมดไม่ได้รับการบริหารจัดการ ลำรางธรรมชาติถูกบุกรุกโดยเอกชน จนน้ำไม่สามารถไหลได้ตามเดิม ขณะที่ประตูผันน้ำคลองชลประทานบางแห่งก็ไม่เปิด และไม่มีการสั่งการว่าควรกระจายน้ำไปที่ไหนบ้าง"

ผู้ที่รู้ปัญหาดี คงหนีไม่พ้นคนในพื้นที่ นายเส็ง ขวัญยืน กำนัน ต.สะเอียบ แกนนำชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น มาตั้งแต่ปี 2528 ยืนยันว่าถึงตอนนี้ชาวบ้านยังยืนยันหลักการเดิม คือไม่อพยพไปไหน

"พื้นที่ นี้เราอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย มีป่า มีแม่น้ำ มีผักปลา หมุนเวียนกันมาทุกปี เงินแค่ 100 บาท บางครอบครัวอยู่ได้ถึง 4-5 วัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ถ้าอพยพไปอยู่ที่อื่น ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เราต่อสู้กันมา 20 กว่าปี ไม่เคยเรียกร้องค่าชดเชยเลย เพราะถ้าคนบริหารเงินไม่เป็น ใช้ไม่กี่วันก็อาจจะหมดได้ ขณะที่ถ้าเราอยู่ในพื้นที่ของเรา ถึงไม่มีเงินสักบาทก็อยู่ได้"

แกนนำชาวบ้านบอกอีกว่า ไม่อยากให้มองคนในพื้นที่เป็นคนส่วนน้อย แต่ต้องคิดว่าคนส่วนน้อยก็มีสิทธิเสรีภาพเท่ากับคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ อย่ามองว่านักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนเป็นคนไม่ดี อย่าเรียกชาวบ้านว่าเอ็นจีโอ เพราะการค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น มีเอ็นจีโออยู่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ชาวบ้านคัดค้านอยู่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาเสี้ยมสอน หรือชี้นำ

ทางออกของ ปัญหานี้ แกนนำชาว สะเอียบเสนอว่า อยากให้คนแพร่กับคนพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย มาจับเข่าคุยกัน เปิดเวทีเสวนา เอานักวิชาการมาเป็นคนกลางให้ความรู้ทั้ง 2 ด้าน เพราะไม่อยากสร้างความขัดแย้ง ต่อไปอีก

"ผมไม่อยากได้ยินคำพูดที่ ว่า ความชนะของคนแพร่ คือความพ่ายแพ้ของคนสุโขทัย มันไม่ใช่คำพูดที่สร้างสรรค์ ผมอยากให้ทั้งคนแพร่ และคนสุโขทัย มีชัยชนะเหมือนๆ กัน นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว" กำนันสะเอียบ ตั้งความหวัง

No comments:

Post a Comment