Showing posts with label พระเครื่อง. Show all posts
Showing posts with label พระเครื่อง. Show all posts
Thursday, September 8, 2011

พระราหูทรงครุฑองค์ที่3 พิธีเททองที่'วัดนางพระยา'



เนื่อง ในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา องค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สถาบันพยากรณ์ศาสตร์ และโครงการเบญจพุทธปาฏิหาริย์ สธ.รุ่นพระเทพรักษา จัดให้มีพิธีเจริญมหาพุทธมนต์เพื่อเกิดความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินไทย ตลอดจนประชาชนชาวพุทธ ผู้ศรัทธาพระพุทธศาสนาทางภาคใต้ของประเทศ และปวงชนชาวไทยทุกคนทุกท่านที่ได้ร่วมอนุโมทนา ในการพิธีพุทธามังคลาภิเษกเหรียญและพระผงอันศักดิ์สิทธิ์เบญจพุทธปาฏิหาริย์ สธ.รุ่นพระเทพรักษา

นับเป็นวาระที่ 3 ตลอดจนจะได้มีพิธีปลุกเสกชนวนมวลสารนวโลหะอันศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำไปหล่อเทพ พระราหูทรงครุฑ องค์ที่ 3 เพื่อประดิษฐาน ณ วัดนางพระยา จ.นครศรี ธรรมราช ณ พระอุโบสถ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร (วัดพระบรมธาตุ) จ.นครศรีธรรมราช ในวันเสาร์ที่ 10 กันยายน 2554

"อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ" ได้กล่าวถึงที่มาของโครง การสร้างเทพพระราหูทรงครุฑ 4 องค์ เพื่อประดิษฐาน 4 ทิศว่า ที่ผ่านมานั้นมีดาวสำคัญตามหลักทางโหราศาสตร์โคจรเคลื่อนย้ายมีผลต่อชะตา บ้านชะตาเมือง คือ ดาวราหู โคจรยกย้ายจากราศีธนูเข้าสู่ราศีพิจิก เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2554 ถือเป็นวันสำคัญที่เทพพระราหูโคจรได้ตำแหน่งมหาอุจและดำรงความเป็นมหาอุจไป ปีครึ่ง ซึ่งส่งผลทั้งในทางดีและทางร้ายแก่ดวงชะตาของท่านที่เกิดใน 12 ราศี และดวงชะตาบ้านดวงชะตาเมือง ตลอดจนในช่วงปลายปี 2555 จนถึงประมาณปี 2556 เป็นห้วงเวลาที่เทพพระราหูจะโคจรจากราศีพิจิกเข้าสู่ราศีตุล มีตำแหน่งเป็นราชาโชค เล็งชะตาเมืองร่วมกับเทพพระเสาร์ ในมุมทางโหรา ศาสตร์ การนี้จะเกิดทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายแก่ดวงชะตาของท่านที่เกิดใน 12 ราศีและดวงเมืองประเทศไทย

สิ่งที่ทำจะให้เกิดความเป็นสิริมงคล และให้พ้นโพยภัยจากมุมร้ายของเทพพระราหูในมุมทางโหราศาสตร์ จึงได้มีโครงการสร้างเทพพระราหูทรงครุฑ ถือว่าเป็นการสร้างเพื่ออาศัยเทวานุภาพพิทักษ์รักษา ประเทศชาติ พระพุทธศาสนา ตลอดจนปวงชนชาวไทย

การพิธีเททองหล่อเทพพระราหูทรงครุฑองค์แรก ได้ผ่านพ้นไปเรียบร้อยเมื่อวันที่ 24 พ.ค.2554 และได้ประกอบพิธีเททองหล่อเทพพระราหูทรงครุฑ องค์ที่ 2 ณ วัดพระธาตุหริภุญชัย จ.ลำพูน เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2554 เพื่อเป็นองค์เทพพระราหูทรงครุฑประดิษฐานทางภาคเหนือของประเทศไทย

พิธีเททองหล่อเทพพระราหูทรงครุฑ องค์ ที่ 3 ครั้งนี้ได้กำหนดขึ้น 2 วัน คือในวันที่ 10 ก.ย.2554 จะมีพิธีปลุกเสกชนวนมวลสาร ร่วมกับพิธีพุทธามังคลาภิเษกพระเบญจพุทธปาฏิหาริย์ สธ.รุ่นพระเทพรักษา ที่จัดสร้างโดยคณะกรรมการนักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้ารุ่นที่ 22 ณ พระอุโบสถ วัดพระมหาธาตุวร มหาวิหาร (วัดพระบรมธาตุ) จ.นครศรีธรรม ราช พิธีเริ่มเวลา 15.09 น. จะมีพิธีบวงสรวงต่อปวงเทพยดา อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ จะนำประกาศบวงสรวงปวงเทพยดา เวลา 16.30 - 19.00 น. โดยประมาณ จะมีพิธีปลุกเสกชนวนมวลสารนวโลหะ และพิธีปลุกเสกพระเบญจพระพุทธปาฏิหาริย์ สธ.รุ่นพระเทพรักษา ณ พระอุโบสถ เพื่อความเป็นสิริมงคล

ในวันที่ 11 ก.ย.2554 เวลา 09.09 น. อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ นำประชาชนสักการะขอพรจากองค์เทพพระหลักเมือง จ.นครศรีธรรมราช เพื่อความเป็นสิริมงคล เวลา 16.09 น. ณ มณฑลพิธี วัดนางพระยา จ.นครศรีธรรมราช ร่วมพิธีเจริญมหาพุทธมนต์ธัมมจักกัปปวัตนสูตร เวลา 17.39 น. อาจารย์ลักษณ์ เรขานิเทศ บวงสรวงต่อปวงเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ผู้พิทักษ์รักษาในทักษิณทิศ คือทิศใต้ เพื่อเป็นมงคลต่อผู้ร่วมพิธีที่จะได้เททองหล่อองค์เทพพระราหูทรงครุฑ และในฤกษ์มหามงคล 18.29 น. จะมีการเททองหล่อเทพพระราหูทรงครุฑเพื่อเป็นองค์ประดิษฐาน ณ วัดนางพระยา คุ้มครองปวงชนชาวไทยทางภาคใต้ โดยได้รับเมตตาจากพระเทพวินยาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดพระมหา ธาตุ (วัดบรมธาตุ) จ.นครศรีธรรมราช เป็นประธานเททอง

ผู้ เข้าร่วมพิธีสามารถร่วมบุญสร้างเทพพระราหูทรงครุฑ โดยการบริจาคทองคำ เงิน บริสุทธิ์ หรือเขียนแผ่นทองแดง เพื่อเป็นเนื้อนาบุญหล่อเทพพระราหูทรงครุฑ ให้คนได้กราบไหว้ไปร้อยปีพันปี เพื่อจะได้เกิดสิริมงคลในพิธีอันเป็นกุศลที่จะช่วยเปลี่ยน แปลงดวงชะตาชีวิตในครั้งนี้ สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0-2515-9222, 0-2938-2115-6 หรือติดตามข้อมูลข่าวสารการประกอบพิธี กรรมได้ที่ www.thefuntong.com
Sunday, August 21, 2011

เปิดแผนพัฒนามหาจุฬาฯ ผุดเครือข่ายโยงสู่ภูมิภาค



มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จัดประชุมผู้บริหารระดับสูงมหาวิทยาลัยในการจัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหา จุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระยะ 11 (2555-2559) ณ ห้องประชุม 401 อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาจุฬาฯ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา

มีพระธรรมโกศาจารย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นประธานการประชุม

พระ ธรรมโกศา จารย์ กล่าวว่า การจัดทำแผนพัฒนามหา วิทยาลัยระยะ 11 เน้น ระบบภูมิคุ้มกัน ด้วยการบริหารจัดการความเสี่ยงให้เพียงพอพร้อมรับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง ทั้งจากภายนอกและภายในประเทศ เน้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง เน้นสู่ความสมดุลและเชื่อมโยงทุกมิติของการพัฒนาอย่างบูรณาการและเป็นองค์ รวม ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา (แผน 9-10) มหาจุฬาฯ มีความเปลี่ยนแปลงและขยายตัวอย่างมาก เช่น แผนการเปิดหลักสูตรการบริหารกิจการคณะสงฆ์ (ปบส.) ปัจจุบัน หลักสูตร ปบส.เปิดอยู่ 44 จังหวัด และเมื่อเปิดแล้วก็จะยกฐานะเป็นหน่วยวิทยบริการ เมื่อมีการขยายส่วนงานออกไป จำเป็นต้องดูแลเรื่องคุณภาพการศึกษา การบริหารจัดการ

ดังนั้น การจัดทำแผนระยะ 11 จะต้องวิเคราะห์ตัวเองให้ชัดเจน อันไหนเป็นจุดแข็ง นำไปต่อยอด อันไหนเป็นจุดอ่อนควรปรับปรุง จุดไหนเป็นโอกาส สิ่งไหนเป็นภัยคุกคาม

พระ ธรรมโกศาจารย์ กล่าวต่อไปว่า "ในแผน 9-10 มหาวิทยาลัยได้ลงทุนด้านฮาร์ดแวร์ เน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอาคารสถานที่ มีการระดมทุนความพร้อมต่างๆ ทั้งส่วนกลาง วิทยาเขต และวิทยาลัยสงฆ์ มีการสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอที) ในแผน 11 จะต้องพัฒนาระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ คือการเรียนการสอนทางไกล ให้สอดคล้องกับการเปิดและขยายสาขาต่างๆ เพื่อลดการลงทุนด้านบุคลากร ประหยัดงบประมาณของมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการลงทุนที่ส่วนกลาง ใช้ทรัพยากรร่วมกันทั้งวิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ ทั้งในและต่างประเทศ"

พระครูสุตกิจบริหาร รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา กล่าวว่า มหาจุฬาฯ ดำเนินการจัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัยในช่วงแผนพัฒนาการศึกษาระดับอุดมศึกษา ระยะ 10 (2550-2554) เพื่อมุ่งสู่ความเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนา ที่เน้นการบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ ควบคู่ไปกับการพัฒนาจิตใจและสังคม มีวิสัยทัศน์เพื่อเป็นศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ ที่สร้างคนดีและเก่งอย่างมีสมรรถภาพ จัดการศึกษาและวิจัยดีอย่างมีคุณภาพ บริการวิชาการดีอย่างมีสุขภาพและบริหารจัดการดีอย่างมีประสิทธิภาพ โดยผ่านความการรับฟังความคิดเห็นแล้วจัดทำร่างแผน ยึดพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัย นำมาจำแนกเป็นยุทธศาสตร์ กลยุทธ์ และตัวชี้ในการดำเนินงานเป็นกรอบแนวทาง เสนอคณะกรรมการกำกับนโยบายและแผน ในครั้งนี้เป็นการจัดประชุมผู้บริหารระดับสูง เพื่อจัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัย ระยะ 11 โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ด้านการผลิตบัณฑิต, ด้านการวิจัย, ด้านการบริหารวิชาการแก่สังคม, ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมและเผยแผ่พระพุทธศาสนาและด้านการบริหารจัดการ โดยข้อสุดท้ายเป็นการเพิ่มในแผนระยะ 11"

พระครูปลัดสุวัฒนจริยคุณ (ประสาร จันทสาโร) รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ กล่าวว่า การจัดทำแผน 11 ต้องการให้มีการเขียนเป็นแผนและดำเนินการตามแผนที่วางไว้ โดยแผน 11 โดยเฉพาะด้านการประชาสัม พันธ์ จะต้องสอด คล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนา อุดมศึกษา เป้าหมายสูงสุดของบริหารมหาวิทยาลัย เพื่อกำหนดทิศทางมหาวิทยาลัยอย่างชัดเจน, สังคมต้องการอะไรจากมหาวิทยาลัย โดยประชาสัมพันธ์จะสร้างเครือข่ายวิทยุ-โทรทัศน์ เชื่อมโยงส่วนกลาง วิทยาเขต วิทยาลัยสงฆ์ เพื่อการประชาสัมพันธ์ การเรียนการสอน พร้อมกันนี้จะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ที่มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ผู้บริหารแผนฯ จะต้องคิดไกล กล้าคิด กล้าอธิบาย รวมทั้งให้ทุกส่วนงานมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ การรวมศูนย์จำเป็นต้องบริหารจัดการภายในหลักธรรมาภิบาลด้วย

ผศ.สุรพล สุยะพรหม รองอธิการบดีฝ่ายกิจการทั่วไป กล่าวว่า "แผนพัฒนามหาวิทยาลัยระยะ 11 ท้าทายความเป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนานานาชาติ จำเป็นต้องพัฒนาแผนให้สอดคล้องกับแผนชาติ, แผนอุดมศึกษา แผนพัฒนาของรัฐบาล บนฐานคิดของอธิการบดี และที่สำคัญคือต้องสามารถประเมินของ สกอ. สมศ. รวมทั้งการดำเนินงานตามแผนพัฒนาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด"

สำหรับ การจัดทำแผนพัฒนามหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ระยะ 11 (พ.ศ.2555-2559) กองแผนงานจะดำเนินการจัดทำรายละเอียดประกอบเพิ่มเติม นำเสนอคณะกรรมการกำกับนโยบายและแผน คณะกรรมการสภามหาวิทยาลัย โดยผ่านความเห็นชอบของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ประชุมผู้บริหารระดับสูง ตามลำดับก่อนจะประกาศใช้อย่างเป็นทางการต่อไป

พระพุทธสิทธิมงคล วัดประสิทธิชัย จ.ตรัง


"วัด ประสิทธิชัย" หรือที่ชาวบ้านมักเรียกกันว่า "วัดท่าจีน" สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่บ้านท่าจีน ต.ทับเที่ยง อ.เมือง จ.ตรัง ที่ดินตั้งวัดมีเนื้อที่ 19 ไร่ 95 ตารางวา

แต่เนื่องจากพื้นที่ตั้งวัดอยู่ใกล้แม่น้ำตรัง เมื่อถึงฤดูฝนน้ำจึงมักจะท่วมถึงตลอด ปัจจุบันชุมชนท่าจีนโดยรอบวัด ได้รับการพัฒนาเส้นทางคมนาคมให้มีความเจริญ จนไปมาหาสู่กับวัดได้สะดวกสบายยิ่งขึ้น

วัดแห่งนี้เดิม ชื่อว่า "วัดปอร์น" เนื่องจากมีคลองแห่งหนึ่งชื่อว่า คลองปอร์น ไหลผ่านตลาดทับเที่ยง ในตัวเมืองตรัง แล้วยังไหลผ่านวัดประสิทธิชัย ลงสู่แม่น้ำตรัง หรือเรียกกันว่าปากคลองปอร์น ซึ่งอยู่ใกล้กับทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ทุ่งปอร์น โดยบางส่วนทางเทศบาลนครตรัง ได้นำไปก่อสร้างเป็นโรงฆ่าสัตว์ และเป็นที่ตั้งสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย (สวท.) จังหวัดตรัง

ส่วนอีกชื่อหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดท่าจีน เนื่องจากบริเวณชุมชนท่าจีน โดยรอบวัดเป็นที่อยู่อาศัยของชาวจีนเป็นจำนวนมาก ซึ่งสมัยก่อนนั้นการคมนาคมไม่สะดวก ไม่มีทางรถไฟ ขณะที่ทางรถยนต์ก็ยังยากลำบาก ดังนั้น การสัญจรไปมาจึงต้องอาศัยแม่น้ำตรังเป็นหลัก

ต่อจากนั้น เมื่อมีชาวจีนที่อพยพมาตั้งหลักแหล่งทำมาค้าขายเป็นล่ำเป็นสัน ทำให้มีเรือสินค้าจากต่างประเทศและเกาะต่างๆ ทางประเทศตะวันตก บรรทุกสินค้าเข้าออกไปมาที่ชุมชนแห่งนี้อยู่เป็นประจำ จึงได้มีการจัดทำท่าเรือโดยใช้ชื่อว่า ท่าจีน

ต่อมาเมื่อมีการสร้างวัดขึ้นจึงเรียกกันว่า "วัดท่าจีน"

สำหรับการก่อสร้างวัดแห่งนี้ เท่าที่เล่าสืบต่อกันมาพบว่า เมื่อปี พ.ศ.2326 ครั้งที่มีการก่อสร้างพระเจดีย์บรรจุ "พระบรมสารีริกธาตุ" ที่จังหวัดนครศรีธรรม ราช ได้มีชาวต่างประเทศ และนักแสวงบุญ ให้ความสนใจที่จะร่วมทำบุญกันเป็นจำนวนมาก จึงเดินทางด้วยทางเรือผ่านเข้ามาตามแม่น้ำตรัง หรือสมัยนั้นเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า แม่น้ำท่าจีน

ระหว่างทางจะมาแวะพักอยู่ที่ชุมชนท่าจีน จึงคิดว่าควรสร้างวัดไว้เป็นอนุสรณ์ ร่วมกันกับชาวจีนที่อยู่ในพื้นที่ ปรากฏหลักฐานที่พอจะยืนยันได้ คือ หินปะการัง ซึ่งเป็นชนิดที่มีอยู่ทั่วไปตามทะเล และตามพื้นที่ของวัดบางส่วนหากขุดลงไปก็จะพบกับหินดังกล่าว

นอกจากนี้ บริเวณที่ตั้งวัดยังมีรูปลักษณะคล้ายกับคนแก่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ยายไอ ซึ่งมีผู้บนบานศาลกล่าวให้หายจากอาการเจ็บไข้ได้ป่วยอยู่เสมอ

ส่วนเจ้าอาวาสรูปแรก คือ พระอธิการรอด จันทวัณโณ ปกครองวัดเมื่อ พ.ศ.2326 ส่วนรูปที่ 6 ซึ่งถือได้ว่าเป็นสุดยอดเกจิอาจารย์ของจังหวัดตรัง คือ พระบริสุทธศีลาจาร หรือ หลวงพ่อวัน มนโส อดีตเจ้าคณะจังหวัดตรัง ปกครองวัดเมื่อ พ.ศ.2445

ส่วนรูปที่ 8 ในปัจจุบัน คือ พระครูศรีปัญญาภรณ์ ปกครองวัดตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2547

สำหรับปูชนียวัตถุที่สำคัญ คือ พระพุทธสิทธิมงคล พระประธานที่สร้างคู่กับอุโบสถ เมื่อ พ.ศ.2479 เป็นพระพุทธรูปประทับยืน เนื้อปูนปั้น ปางสะดุ้งมาร สูง 1.65 เมตร พระเพลากว้าง 2.40 เมตร

สร้างขึ้นโดยพระยาตรัง (ทองปาน วิทยานุรัตน์) อดีตเจ้าเมืองตรัง ในสมัยที่หลวงพ่อวันยังมีชีวิตอยู่

ถือเป็นพระรูปเก่าแก่ที่มีความศักดิ์สิทธิ์และเป็นที่เคารพนับถือของชาวตรัง

หลวงพ่อสิงห์ ฐิตสัจโจ อดีตพระเกจิดังนนทบุรี

คอลัมน์ อริยะโลกที่6


"พระ ครูภาวนาวรานุศาสก์" หรือ "หลวงพ่อสิงห์ ฐิตสัจโจ" อดีตเจ้าอาวาสของวัดไผ่เหลือง หมู่ 5 ต.บางม่วง อ.บาง ใหญ่ จ.นนทบุรี และอดีตเจ้าคณะตำบลบางม่วง เขต 2 เป็นพระเกจิอาจารย์ชื่อดังนนทบุรี

อัต โนประวัติเกิดในสกุล วิระยะวงศ์ เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2493 หมู่บ้านอองชุนนิ ประเทศเกาหลี โยมบิดาชื่อ นายอนันต์ วิระยะวงศ์ เป็นอดีตทหารไทยที่ถูกส่งไปร่วมรบในสงครามเกาหลี มารดาเป็นชาวเกาหลี และเกิดที่ประเทศเกาหลี ท่านจึงเป็นลูกครึ่งไทย-เกาหลี

หลังบิดาเดิน ทางกลับประเทศไทย และอาศัยอยู่กับย่าที่ชุมชนหลังวัดบวรนิเวศวิหาร จนอายุได้ 15 ปี จึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่กับครอบครัวแม่บุญธรรมใน อ.บางเลน จ.นคร ปฐม และได้มีโอกาสเข้าไปรับใช้ พระราชธรรมาภรณ์ หรือ หลวงพ่อเงิน อดีตพระเกจิอาจารย์ วัดดอนยายหอม ได้ฝากตัวเป็นศิษย์

ด้วยความเอา จริงเอาจังในการศึกษาธรรมะโดยตั้งใจศึกษาเล่าเรียนสรรพวิชาต่างๆ ด้วยความความอดทน กระทั่งหลวงพ่อเงิน เห็นความตั้งใจในการปฏิบัติธรรม จึงได้ถ่ายทอดวิชาวิปัสสนากรรมฐาน การเจริญภาวนาสมาธิ รวมทั้งการลงอักขระเลขยันต์ต่างๆ ซึ่งหลวงพ่อเงินเป็นพระอาจารย์รูปแรกของหลวงพ่อสิงห์

ต่อมา หลวงพ่อเงินแนะนำให้ไปร่ำเรียนวิชาเตโชกสิณ หรือ กสิณไฟ จากหลวงพ่อเต๋ คงทอง วัดสามง่าม โดยได้เขียนจดหมายฝากฝังไปให้ด้วย อีกทั้งยังได้เรียนวิทยาคมเพิ่มเติมจากหลวงพ่อสำเนียง วัดเวฬุวนาราม หนึ่งในศิษย์สาย พระครูวิมลคุณากร หรือ หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า จ.ชัยนาท

ท่านตัดสินใจอุปสมบทในปี พ.ศ.2530 ณ พัทธสีมาวัดเฉลิมพระเกียรติ ต.บางศรีเมือง อ.เมือง จ.นนทบุรี มี พระอมรเวที เป็นพระอุปัชฌาย์ (พระธรรมกิตติมุนี เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรีในปัจจุบัน) ได้รับฉายาว่า ฐิตสัจโจ

หลังอุปสมบท ท่านได้เดินธุดงค์แสวงหาความรู้ต่างๆ เพิ่มเติม รวมทั้งวิชาโหราศาสตร์ กระทั่งเดินทางมาที่วัดไผ่เหลือง เป็นวัดร้างเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา อายุหลายร้อยปี

หลวงพ่อสิงห์ เห็นว่ามีทำเลดี แวดล้อมด้วยต้นไผ่เหลือง จึงตัดสินใจจำพรรษาและพัฒนาวัดไผ่เหลืองจนเจริญรุ่งเรือง ก่อนเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดสัจจธรรมาราม"

หลวงพ่อสิงห์ อุทิศตนพัฒนาท้องถิ่น ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านย่านใกล้เคียง ได้ชื่อว่ามีความเมตตาสูง เป็นที่เคารพนับถือของญาติโยมทั้งไกลและใกล้

ลำดับ สมณศักดิ์ พ.ศ.2535 เป็นพระปลัดฐานานุกรมในพระอมรเวที รองเจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี พ.ศ.2540 เป็นพระครูวินัยธร ฐานานุกรมในพระธรรมวโรดม วัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม

พ.ศ.2545 เป็นพระครูปลัดกิตติวรวัฒน์ ฐานานุกรมในพระธรรมกิตติมุนี เจ้าคณะจังหวัดนนทบุรี พ.ศ.2546 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรฝ่ายวิปัสสนาธุระที่ พระครูภาวนา วรานุศาสก์

หลวง พ่อสิงห์ ได้รับการยกย่องยอมรับจากบรรดาลูกศิษย์ลูกหาผู้ใกล้ชิดว่า เป็นพระหมอดูที่ดูดวงได้แม่นยำที่สุดคนหนึ่งของประเทศ นอกจากนี้ ยังได้ชื่ออีกว่าเป็นพระอาจารย์ที่ชำนาญในเรื่องของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน จนมีชื่อเสียงโด่งดังข้ามประเทศ ถึงกับมีกลุ่มลูกศิษย์ลูกหาที่มีชื่อเสียงในแวดวงชั้นสูงหลายคน อาทิ นายสันติ ภิรมย์ภักดี เแห่งเบียร์สิงห์ ไม่เว้นแม้แต่นักกีฬาระดับโลกอย่าง วีเจย์ ซิงก์โปรกอล์ฟชาวฟิจิ ที่เคยบินลัดฟ้ามาฝากตัวเป็นศิษย์ ศึกษาเล่าเรียนวิปัสสนากับท่าน จนคว้าตำแหน่งโปรกอล์ฟมือหนึ่งของโลกมาแล้ว

สำหรับวัตถุมงคลของหลวงพ่อสิงห์ที่มีชื่อเสียง ได้แก่ เหรียญรูปเหมือนรุ่นแรกปี"35 สมเด็จแสนล้าน และพระกริ่งขุนช้าง นอกจากนี้ทางหลวงพ่อสิงห์ยังมีโครงการที่จะจัดสร้างอุทยานอริยสงฆ์ของวัดไผ่ เหลือง เพื่อประดิษฐานองค์หลวงปู่ทวดขนาดหน้าตักกว้าง 12 เมตร และรูปเหมือนหลวงพ่อเงิน วัดดอนยายหอม ขนาดหน้าตัก 10 เมตร ซึ่งเป็นพระอาจารย์ที่สอนท่านในเรื่องวิปัสสนากรรมฐานด้วย

หลวงพ่อ สิงห์ มรณภาพอย่างสงบ เมื่อคืนวันที่ 29 ธันวาคม 2552 ที่โรงพยาบาลธนบุรี 1 หลังอาพาธเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลืองและต้องไปเข้ารับการรักษาตัวที่โรง พยาบาลดังกล่าว จนกระทั่งมรณภาพ สิริอายุ 59 ปี

แม้หลวงพ่อสิงห์ ได้มรณภาพมาเป็นเวลาเกือบ 2 ปี สังขารของท่านได้บรรจุภายในวัดสัจจธรรมาราม (วัดไผ่เหลือง) โดยในวันที่ 27 สิงหาคม 2554 คณะศิษย์จะได้ย้ายสังขารที่ไม่เน่าเปื่อยของหลวงพ่อสิงห์ บรรจุที่โลงแก้ว เพื่อให้ลูกศิษย์ได้ไปกราบไหว้

เหรียญหลวงปู่บุญมา

คอลัมน์ เปิดตลับพระใหม่


"พระ ครูประโชติบุญญาคม" หรือ "หลวงปู่บุญมา ปัญญาปัชโชโต" อดีตเจ้าอาวาสวัดดงแคน อดีตเจ้าคณะตำบลแวงดง ต.แวงดง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม เป็นพระเกจิอาจารย์สืบสายธรรมจาก หลวงปู่รอด พรหมสโร พระเกจิชื่อดังยุคเก่าของมหาสารคาม

เกิดเมื่อปี พ.ศ.2467 ณ บ้านดงแคน ต.แวงดง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม

เมื่ออายุ 20 ปี เข้าพิธีอุปสมบท ณ อุโบสถวัดบ้านหนองกุง อ.นาเชือก จ.มหา สารคาม มีหลวงปู่รอด พรหมสโร เป็นพระอุปัชฌาย์

หลวงปู่บุญมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านดงแคน เป็นเจ้าคณะตำบลแวงดง และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทในราชทินนามพระครูประ โชติบุญญาคม

มรณภาพอย่างสงบ เมื่อปี พ.ศ.2553 สิริอายุ 86 พรรษา 66

วัตถุมงคลของหลวงปู่บุญมามีการจัดสร้างจำนวนน้อยมาก เนื่องจากท่านไม่อยากให้จัดสร้างเท่าใดนัก แต่ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงจากนักสะสมนิยมพระเครื่อง เป็นเหรียญที่จัดสร้างขึ้นในปี พ.ศ.2535

วัตถุมงคลรุ่นนี้ วัดดงแคน ร่วมกับญาติโยมบ้านดงแคน จัดสร้างขึ้นเป็นที่ระลึกเนื่องในงานมุทิตาสักการะหลวงปู่บุญมา สิริอายุครบ 68 ปี

โดยท่านได้แจกให้แก่ญาติโยมที่ร่วมบริจาคทำบุญพัฒนาสาธารณูปโภคสาธารณูป การกับทางวัด

ลักษณะเป็นเหรียญรูปไข่มีหูห่วง จำนวนการสร้างไม่เกิน 3,000 เหรียญ เป็นเนื้อทองแดงอย่างเดียว

ด้านหน้าเหรียญ ขอบเหรียญเป็นลายกระหนกสวยงามมาก บริเวณกลางเหรียญเป็นรูปเหมือนหลวงปู่ หน้าตรงครึ่งองค์ ด้านล่างมีตัวอักษร เขียนว่า "พระ ครูประโชติบุญญาคม"

ด้านหลังเหรียญ ยกขอบ ใต้ห่วงเขียนว่า "วัดดงแคน" บริเวณกลางเหรียญเป็นอักขระยันต์ 6 แถว เด่นในทุกด้าน และจากด้านขวาของเหรียญโค้งลงไปด้านล่างวนขึ้นไปด้านซ้าย เขียนว่า "กิ่ง อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม" (ขณะนั้น อ.ยางสีสุราช ยังมีฐานะเป็นกิ่งอำเภอ)

เหรียญรุ่นนี้หลวงปู่บุญมาได้นั่งปรกอธิษฐานจิตในกุฏิของท่านนานหลายเดือน การันตีได้ในความเข้มขลัง

เหรียญรุ่นดังกล่าวมีพุทธคุณโดดเด่นรอบด้าน เคยมีผู้ที่มีเหรียญหลวงปู่บุญมาห้อยคล้องคอ แคล้วคลาดจากภยันตรายมาได้อย่างหวุดหวิด

จัดเป็นวัตถุมงคลอีกรุ่นหนึ่งของเมืองมหาสารคาม ที่ราคาเช่าหายังไม่สูงเท่าใดนัก เหรียญสวยอยู่หลักร้อยกลาง สวยน้อยราคาอยู่หลักร้อยต้น

หาเช่าบูชาได้ตามศูนย์พระเครื่องในเมืองมหาสารคามบางแห่ง

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯเสด็จ พระราชทานเพลิง"พระเทพโพธิวิเทศ"

คณะ สงฆ์วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เขตพระนคร กรุงเทพฯ แจ้งว่า ด้วยพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.9) อดีตเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย และหัวหน้าพระธรรมทูตสายประเทศอินเดีย ได้มรณภาพด้วยโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง เมื่อช่วงเช้าวันที่ 28 พฤษภาคม 2554 หลังจากได้เข้ารับการรักษาตัวอยู่ที่ตึกวชิรญาณ ชั้น 4 ห้อง 407 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กรุงเทพมหานคร สิริอายุ 83 พรรษา 63 สร้างความเศร้าสลดใจของบรรดาคณะศิษย์เป็นอย่างยิ่งนั้น

ศิษยานุศิษย์ กำหนดการพิธีบำเพ็ญกุศลออกเมรุพระราชทานเพลิงศพ พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล) อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา อินเดียหัวหน้าพระธรรมทูต สายประเทศอินเดีย วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม 2554 เวลา 14.00 น. พระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ 85 รูป รับทักษิณานุปทาน เวลา 16.00 น. พระราชาคณะ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ เวลา 19.00 น. พระพิธีธรรม 4 รูป สวดพระอภิธรรม ในพระบรมราชานุเคราะห์ วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม 2554 เวลา 10.00 น. พระราชาคณะ 10 รูป สวดพระพุทธมนต์ (ในพระบรมราชานุเคราะห์) เวลา 10.30 น. สมเด็จพระราชาคณะถวายพระธรรมเทศนา 1 กันฑ์ (ในพระบรมราชานุเคราะห์) เวลา 11.00 น. ถวายภัตตาหารเพลพระสงฆ์ 200 รูป เวลา 14.00 น. พระราชาคณะ 10 รูป บังสุกุล (ในพระบรมราชานุเคราะห์) เชิญหีบศพขึ้นรถวอประเทียบ จากตำหนักสมเด็จ คณะ 1 วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ ไปยังเมรุวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร แห่เวียนรอบเมรุ แล้วเชิญขึ้นตั้งบนจิตกาธาน เวลา 17.30 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชทานเพลิงศพ วันอังคารที่ 23 สิงหาคม 2554 เวลา 07.00 น. พระราชทานผ้าไตรและภัตตาหาร 3 หาบในการเก็บอัฐิ (ในพระบรมราชานุเคราะห์) เวลา 10.30 น. พระราชาคณะ 10 รูป เจริญพระพุทธมนต์ฉลองอัฐิ เวลา 11.00 น. ถวายภัตตหารเพลพระสงฆ์สามเณรทั้งอาราม
 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.