Showing posts with label หรรษา. Show all posts
Showing posts with label หรรษา. Show all posts
Sunday, August 21, 2011

เขื่อนเสือเต้น มหันตภัย-ผลประโยชน์



เหตุการณ์ น้ำท่วมภาคเหนือและภาคกลางตอนบนหนนี้ ดูจะเป็นปัญหาท้าทายนายกรัฐมนตรีคนใหม่ไม่ใช่น้อย เพราะนอกจากต้องวางแผนช่วยเหลือผู้ประสบภัยให้ทันท่วงทีแล้ว ยังจะต้องคิดให้หนักกับข้อเรียกร้องให้รื้อฟื้นโครงการก่อสร้าง "เขื่อนแก่งเสือเต้น" ที่จะกั้นขวางแม่น้ำยมในพื้นที่ อ.สอง จ.แพร่

ทั้งที่ข้อเท็จจริงในผลการวิจัยของนักวิชาการหลายหน่วยงานยืนยันตรงกัน "ได้ไม่คุ้มเสีย"

แต่ ด้วยมูลค่ามหาศาลของโปรเจ็กต์ยักษ์ ทั้งทางตรงและทางอ้อม บรรดานักการเมืองทั้งระดับชาติ ระดับท้องถิ่น รวมไปถึงผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ต่างออกมาผลักดันให้เกิดโครงการนี้

ทันที ที่มีข้อเรียกร้องปลุกผีเขื่อนแก่งเสือเต้น ตัวแทนชาวสะเอียบที่ต่อสู้คัดค้านเรื่องนี้มากว่า 20 ปี เดินทางเข้าพบนายกรัฐมนตรี เพื่อชี้แจงเหตุผลคัดค้าน และชี้ให้เห็นถึงข้อเสียมหาศาลของเขื่อน

ขณะเดียวกัน เครือข่ายลุ่มน้ำยมก็ออกจดหมายเปิดผนึก เสนอแนวทางแก้ไขปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้งในลุ่มน้ำยมอย่างยั่งยืน สาระสำคัญคือ ให้เร่งฟื้นฟูป่าต้น น้ำ พัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กและลำน้ำ สาขา รวมถึงสนับ สนุนให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำอย่างยั่งยืน

ใน จดหมายเปิดผนึกระบุว่า ประสบ การณ์ที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า แม้จะมีเขื่อนขนาดใหญ่ แต่ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง กลับทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี การเดินหน้าสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น จะนำไปสู่การทำลายป่าสักทองธรรมชาติผืนสุดท้ายของประเทศไทยกว่า 24,000 ไร่ และป่าเบญจพรรณอีกกว่า 36,000 ไร่ อีกทั้งผลการศึกษาวิจัยของหลายหน่วยงานก็ชี้ตรงกันว่า ไม่ควรสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น

ดังการศึกษาของกรมทรัพยากรธรณี ระบุว่าบริเวณที่จะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ตั้งอยู่ในแนวรอยเลื่อนแผ่นดินไหว สันเขื่อนที่สูงถึง 72 เมตร หากพังทลายลงมาจะเกิดคลื่นยักษ์ยิ่งกว่าสึนามิหลายเท่า

ขณะที่การ ศึกษาของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สรุปว่า การสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นจะกระทบต่อระบบนิเวศของอุทยานแห่งชาติแม่ยม เป็นอย่างมาก

ส่วนการศึกษาขององค์การอาหารและการเกษตรโลกชี้ว่า เขื่อนแก่งเสือเต้นจะช่วยเยียวยาปัญหาน้ำท่วมได้เพียง 8 เปอร์เซ็นต์ และการศึกษาของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่า และพรรณพืชแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ก็เห็นว่า การจัดการน้ำยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกหลายวิธี โดยที่ไม่ต้องสร้างเขื่อน

นายประสิทธิพร กาฬอ่อนศรี ประธานกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ บอกว่า ทุกครั้งที่มีข่าวว่าจะสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ชาวบ้านจะพากันเครียด จนกินไม่ได้ นอนไม่หลับ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกอพยพโยกย้ายไปเมื่อไหร่

ถ้า โครงการเกิดขึ้นจริง ชาวบ้านพันกว่าครอบครัว หรือ 5,000-6,000 คน ใน 4 หมู่บ้าน คือ บ้านดอนแก้ว บ้านดอนชัย บ้านดอนชัย-สักทอง และบ้านแม่เต้น ต.สะเอียบ จะถูกอพยพออกจากพื้นที่ ทั้งๆ ที่การแก้ปัญหาน้ำท่วมยังมีทางเลือกอีกมาก ที่ไม่กระทบกับป่าและชุมชนมากนัก เช่น การจัดการ 77 ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยมอย่างเป็นระบบ

"สิ่งที่ ถกเถียงกันมันมีทางออกอยู่แล้ว แต่ทุกรัฐบาลไม่ยอมทำ เคยมีการอนุมัติงบประมาณ 275 ล้านบาท สร้างอ่างเก็บกักน้ำแม่คำมี ที่ อ.ร้อง กวาง จ.แพร่ แต่กรมชลประทานก็คืนเงินไป โดยอ้างว่ามีปัญหาเรื่องการประมูล แสดงให้เห็นว่า มีเจตนาจะปล่อยให้น้ำท่วม หรือน้ำแล้งอยู่ทุกปี

ส่วนฝายแม่ยมก็ปล่อยน้ำออกไปหมด ไม่ทดน้ำเข้าคลองชลประทาน การปล่อยให้น้ำท่วมเพื่อจะสร้างโครงการขนาดใหญ่แบบนี้ เราคิดว่าไม่ยุติธรรมสำหรับประชาชน" ประธานกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ชี้ถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการน้ำ

ประธานกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ ระบุอีกว่า พอมีกระแสว่าจะสร้างเขื่อน พวกนายทุนจาก จ.สุโขทัย จ.พิษณุโลก จะมาหาซื้อที่ดิน เพื่อรับค่าชดเชยแพงๆ ในอนาคต

ที่ใหญ่ กว่านั้น คือนักการเมืองระดับชาติที่สามารถประมูลงานก่อสร้างได้ หรือเมื่ออนุมัติให้ก่อสร้างแล้ว องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (อ.อ.ป.) ก็ต้องตัดไม้สักทองออกจากพื้นที่ท้องอ่างเก็บน้ำ มูลค่าไม้สักทองในขณะนี้กว่า 6,000 ล้านบาท และถ้าอ.อ.ป.ไม่มีเครื่องมือ ก็ต้องจ้างบริษัททำไม้ ซึ่งล้วนเป็นของบรรดาพ่อเลี้ยง เครือญาติ ส.ส. และส.ว. ที่จะได้รับสัมปทาน

ส่วน นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ ร่วมชี้ว่า ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้เกิดจากการที่ไม่มีเขื่อนกั้นแม่น้ำยม เพราะปัจจุบันแม่น้ำยมมีฝายกั้นอยู่หลายฝาย ทั้งฝายแม่ยม อ.สอง จ.แพร่ ฝายขนาดเล็กใน จ.พิจิตร อีก 5-6 ฝาย และที่ จ.สุโขทัย อีก 4 ฝาย แต่ที่เกิดน้ำท่วม เพราะขาดการบริหารจัดการที่ดี

"ตั้งแต่ปลาย รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร มีการอนุมัติแผนจัดการน้ำใน จ.สุโขทัย ไปแล้ว 13-14 โครงการ เช่น โครงการผันน้ำจากแม่น้ำยมไปแม่น้ำน่าน สร้างฝายสะพานจันทร์ ขุดลอกแม่น้ำยม หรือยกคันดินขึ้น แต่ทั้งหมดไม่ได้รับการบริหารจัดการ ลำรางธรรมชาติถูกบุกรุกโดยเอกชน จนน้ำไม่สามารถไหลได้ตามเดิม ขณะที่ประตูผันน้ำคลองชลประทานบางแห่งก็ไม่เปิด และไม่มีการสั่งการว่าควรกระจายน้ำไปที่ไหนบ้าง"

ผู้ที่รู้ปัญหาดี คงหนีไม่พ้นคนในพื้นที่ นายเส็ง ขวัญยืน กำนัน ต.สะเอียบ แกนนำชาวบ้านที่ต่อสู้คัดค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น มาตั้งแต่ปี 2528 ยืนยันว่าถึงตอนนี้ชาวบ้านยังยืนยันหลักการเดิม คือไม่อพยพไปไหน

"พื้นที่ นี้เราอยู่มาตั้งแต่ปู่ย่าตายาย มีป่า มีแม่น้ำ มีผักปลา หมุนเวียนกันมาทุกปี เงินแค่ 100 บาท บางครอบครัวอยู่ได้ถึง 4-5 วัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว ถ้าอพยพไปอยู่ที่อื่น ไม่รู้ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร เราต่อสู้กันมา 20 กว่าปี ไม่เคยเรียกร้องค่าชดเชยเลย เพราะถ้าคนบริหารเงินไม่เป็น ใช้ไม่กี่วันก็อาจจะหมดได้ ขณะที่ถ้าเราอยู่ในพื้นที่ของเรา ถึงไม่มีเงินสักบาทก็อยู่ได้"

แกนนำชาวบ้านบอกอีกว่า ไม่อยากให้มองคนในพื้นที่เป็นคนส่วนน้อย แต่ต้องคิดว่าคนส่วนน้อยก็มีสิทธิเสรีภาพเท่ากับคนส่วนใหญ่ นอกจากนี้ อย่ามองว่านักวิชาการที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างเขื่อนเป็นคนไม่ดี อย่าเรียกชาวบ้านว่าเอ็นจีโอ เพราะการค้านเขื่อนแก่งเสือเต้น มีเอ็นจีโออยู่ส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ชาวบ้านคัดค้านอยู่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ โดยที่ไม่ต้องมีใครมาเสี้ยมสอน หรือชี้นำ

ทางออกของ ปัญหานี้ แกนนำชาว สะเอียบเสนอว่า อยากให้คนแพร่กับคนพิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย มาจับเข่าคุยกัน เปิดเวทีเสวนา เอานักวิชาการมาเป็นคนกลางให้ความรู้ทั้ง 2 ด้าน เพราะไม่อยากสร้างความขัดแย้ง ต่อไปอีก

"ผมไม่อยากได้ยินคำพูดที่ ว่า ความชนะของคนแพร่ คือความพ่ายแพ้ของคนสุโขทัย มันไม่ใช่คำพูดที่สร้างสรรค์ ผมอยากให้ทั้งคนแพร่ และคนสุโขทัย มีชัยชนะเหมือนๆ กัน นั่นคือสิ่งที่ดีที่สุดแล้ว" กำนันสะเอียบ ตั้งความหวัง

สวนสมุนไพร สมเด็จพระเทพฯ


กนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติ

โครงการ "Senior Smile หรรษา พาเที่ยว เกี่ยวความสุข" สนับสนุนโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดแพ็กเกจทัวร์นำร่องเส้นทางสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยทริป "เที่ยวเชิงเกษตร อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน จ.ระยอง"

โดย "สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี" คืออีกหนึ่งสถานที่ท่องเที่ยวที่อยู่ในโปรแกรมและเหมาะสำหรับผู้สูงอายุ เพราะเดินทางสะดวกสบาย ทั้งยังเป็นที่รวบรวมสมุนไพรต่างๆ ไว้ให้ผู้สูงวัยได้หวนนึกถึงสูตรตำรับยาโบราณที่ใช้ในอดีต

สวนแห่ง นี้สร้างขึ้นโดย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ด้วยแนวคิดที่ว่า "มิติการเรียนรู้ด้านสมุนไพรอย่างสนุกสนาน" และเพื่อเป็นการอนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรของชาติ ให้เกิดประโยชน์แก่คนรุ่นหลัง

บนเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ รวบรวมสมุนไพรพันธุ์ต่างๆ มาปลูกไว้เป็นจำนวนมาก และพัฒนาสถานที่อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ และปลูกต้นไม้เพิ่มเติม

น.ส.ชุ ติกาญจน์ ชยางค์กุลเกียรติ เจ้าหน้าที่สวนสมุนไพรฯ ให้ข้อมูลว่า ผู้ที่มาเยี่ยมชมที่นี่ จะชอบในส่วนของการนั่งรถเอ็นจีวี ชมรอบๆ สวนสมุนไพรที่มีไว้บริการฟรี เพราะจะได้เห็นต้นสมุนไพรแบบใกล้ชิดจริงๆ บางครั้งต้นไม้บางชนิดเคยเห็นแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นต้นอะไร

ส่วน นี้เราจะมีเจ้าหน้าที่คอยให้ความรู้ เกี่ยวกับการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การนำส่วนต่างๆ ไปใช้ประโยชน์ด้วย การเดินทางเข้ามาศึกษาแบบกลุ่ม ส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มของผู้ใหญ่และหน่วยงานราชการ

ขณะที่ภายในอาคาร เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพฯ 50 พรรษา จัดนิทรรศการผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ ที่ให้ความรู้ ดูสนุกและน่าติดตาม แยกออกเป็นส่วนๆ คือ ห้องการเดินทางของลูกยาง ห้องที่เด็กๆ เห็นแล้วจะต้องตื่นเต้น เพราะมีการฉายวีดิทัศน์ในรูปแบบการ์ตูนใน ตอน การผจญภัยในโลกกว้างของ "ลูกยางนาช่างสงสัย" เกี่ยวกับการเจริญเติบโตของลูกยาง ตั้งแต่หลุดออกจากต้น และโบยบินไปตกในที่ใหม่ เช่นเดียวกับการเปรียบเปรยว่า ลูกยางนาเปรียบเสมือนผู้มีหัวใจใฝ่รู้

ถัดมาเป็นห้องเจ้าฟ้านัก อนุรักษ์ เป็นห้องเก็บรวบรวมและจัดแสดงพระจริยวัตรของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และอยู่ในโซนเดียวกับห้องพลังที่ยั่งยืน ในห้องนี้จะเป็น การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ

ห่างออกไปไม่ไกลกันจะ พบกับ "บ้าน หมอยา" บ้านเรือนหลังเก่าที่ถูกจำลองมาจากวิถีชาวบ้านในสมัยก่อนที่ไม่มีโรงพยาบาล และการแพทย์สมัยใหม่ สิ่งเดียวที่พอทำได้ก็คือ การนำสมุนไพรมารักษาโรค โดยผู้ที่มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านสมุนไพรจะถูกเรียกว่า "หมอยา"

เมื่อ มีผู้ป่วยมารักษา ภูมิปัญญาโบราณ อาจจะเริ่มจากคำถามของหมอยาที่ว่า ไปกินอะไรมา เพื่อเป็นการวิเคราะห์ธาตุเจ้าเรือนของคนไข้ ที่นี่จึงมีมุม กินตามธาตุ เพื่อให้ผู้เข้าชมได้ตรวจธาตุเจ้าเรือนของตัวเองและเรียนรู้ อาหารการกินที่เหมาะกับธาตุ รวมทั้งปรับสมดุลในร่างกายด้วยการฟังเพลงประจำธาตุ ที่มีทั้งเพลงสากล ดนตรีบรรเลง และเพลงไทยเดิม

โดยเฉพาะในขณะนี้ ทางสวนสมุนไพรฯ กำลังทำโครงการผักปลอดสารพิษ ให้ผู้ที่มาเที่ยวได้เข้าชมกระบวนการเพาะปลูกอย่างใกล้ชิด หลังจากที่ผ่านมา เคยนำผลผลิตออกมาจำหน่ายบ้างแล้วในช่วงฤดูกาลของผักแต่ละชนิด ขณะนี้ดำเนินการอยู่ในช่วงทดลองและวิจัย

สุดท้าย "โลกของพืชสมุนไพร" เป็นห้องที่เปิดให้เรียนรู้ประโยชน์จากสมุนไพร ที่ใช้กับร่างกายได้ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ภายในห้องโลกสมุนไพร ได้รวบรวมสมุนไพรชนิดต่างๆ ไว้มากมาย ห้องนี้ได้จำลองสถานที่ให้เหมือนร้านขายยาแผนโบราณ โดยนำมาจัดวางแยกตามประเภท และสรรพคุณ

ไม่ว่าจะเป็น สมุนไพรบางชนิดเป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่เมื่อกล่าวถึงในนามของสมุนไพร หลายคนอาจจะยังไม่รู้เลยว่า "กระเจี๊ยบ" ที่นำมาต้มน้ำดื่มแก้กระหายกันบ่อยๆ นับเป็นสมุนไพรชนิดหนึ่ง และมีสรรพคุณอย่างไรบ้าง

"กระเจี๊ยบ" มีสรรพคุณเป็นยาลดไขมันในเส้นเลือด ช่วยลดน้ำหนัก ลดความดันโลหิตได้โดยไม่มีผลร้าย น้ำกระเจี๊ยบทำให้ความเหนียวข้นของเลือดลดลง ช่วยรักษาโรคเส้นโลหิตแข็งเปราะได้ดี มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ ช่วยย่อยอาหาร เพิ่มการหลั่งน้ำดีจากตับ ช่วยให้ร่างกายสดชื่น เพราะมีกรดซีตริกอยู่ด้วย บำรุงธาตุ แก้ดีพิการ แก้ปัสสาวะพิการ ขับเมือกมันในลำไส้ ลดอุณหภูมิในร่างกาย แก้โรคเบาหวาน แก้เส้นเลือดตีบตัน และยังสามารถนำมาผสมในตำรับยาอื่นได้ด้วย

ด้านนอกบริเวณสวน มีสมุนไพรกว่า 260 ชนิด ประมาณ 20,000 ต้น แบ่งเป็น 20 กลุ่ม ตามสรรพ คุณในการรักษาโรค ได้แก่ กลุ่มบำรุงเลือด กลุ่มยาแก้โรคเรื้อน กลุ่มสมุนไพรรักษาโรคมะเร็ง กลุ่มยาแก้ริดสีดวงทวาร กลุ่มยาขับปัสสาวะ กลุ่มยาบำรุงหัวใจ กลุ่มยาถ่ายพยาธิ กลุ่มสมุนไพรพิกัด (ไทย)

กลุ่ม ยาขับน้ำ นม กลุ่มพืชถอน พิษ กลุ่มยาแก้อ่อน เพลีย บำรุงกำลัง กลุ่มพืชหอมต่างๆ กลุ่มยาแก้อักเสบปวดบวม กลุ่มยาขับประจำเดือน บีบมดลูก

กลุ่ม ยาเจริญอาหาร กลุ่มยาแก้บิด ท้องเดิน โรคกระเพาะ กลุ่มยาแก้ไข้ ขับเสมหะ กลุ่มยาถ่าย ยาระบาย กลุ่มยาแก้ไข้ ลดความร้อน และกลุ่มยาแก้โรคผิวหนัง

"สมุนไพร ในสวนแห่งนี้ จะเพาะไว้สำหรับแจกให้คนทั่วไปได้นำกลับไปปลูกที่บ้าน ในโครงการต้นไม้ลดโลกร้อน นอกจากนั้นก็จะมีมหาวิทยาลัย หรือสถาบันวิจัยต่างๆ เข้ามาขอเพื่อนำไปทดลอง หรือทำวิจัย ส่วนสินค้าสมุนไพรที่เห็นจำหน่ายอยู่ จะเป็นการนำผลิตภัณฑ์จากกลุ่มโอท็อปในท้องถิ่นมาจำหน่ายทั้งหมด เพื่อเป็นการสร้างรายได้ให้กับชาวชุมชน" น.ส.ชุติกาญจน์ กล่าว

นี่ แค่ตัวอย่าง สำหรับผู้สนใจเที่ยวชม สวนสมุนไพรสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สามารถขอรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

แรงใจและไฟฝัน ชาร์ลส์ ดิกเกนส์

คอลัมน์ บุ๊กสโตร์
ผู้สื่อข่าวหรรษา


ผล งานเรื่องเยี่ยมของ ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ในฉบับภาษาไทยฉบับสมบูรณ์ครั้งแรก แปลโดย รังสิมา ดีสวัสดิ์ จากวรรณกรรมเรื่องดังเรื่องหนึ่งของดิกเกนส์ คือ Great Expectations ซึ่งได้รับยกย่องเป็น "นวนิยายคลาสสิค" เล่มหนึ่งของโลก

ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เป็นนักเขียนแนวสัจนิยมของอังกฤษ เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกในค.ศ.1860 (พ.ศ. 2403) หรือประมาณ 150 ปีมาแล้ว

เหตุการณ์ในท้องเรื่องเกิดขึ้นในยุควิกตอเรียน สมัยท้องถนนมหานครลอนดอนปูด้วยหินกรวด ได้ยินเสียงเกือกม้ากุบกับก้องไปทั่ว ผสานเสียงหวูดและควันจากเรือกลไฟ อันเป็นสภาพแวดล้อมที่ดิกเกนส์คุ้นเคยตั้งแต่เยาว์วัย

เล่าเรื่องเด็กหนุ่มนามฟิลลิป หรือพิพ ลูกกำพร้าที่อาศัยอยู่กับพี่สาวในหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งของอังกฤษ ต่อมาโชคชะตาทำให้เขาโคจรพบสาวงามนาม เอสเตลลา หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไป

เอสเตลลา เสมือนสายลมชื่นพัดกระพือให้ฟิลลิปเกิดความปรารถนาอย่างแรงกล้า ในการไขว่คว้าหาชีวิตใหม่ที่ดีกว่าเดิม และออกเดินตามความฝันของตัวเอง

นอกจากความรักที่ลึกล้ำตราตรึงใจแล้ว ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ ยังเสียดสีการแบ่งแยกชนชั้นในสังคมวิกตอเรียนของอังกฤษอย่างจงใจ โดยเฉพาะการตีราคาคนจากภายนอก ความหรูหราร่ำรวยฟุ่มเฟือย มากกว่าจะประเมินถึงจิตใจ และคุณงามความดีในส่วนลึกอย่างแท้จริง

วรรณกรรมเรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ ละครเวที ตลอดจนซีรีส์โทรทัศน์ไม่ต่ำกว่า 250 ครั้ง

ภาพยนตร์เวอร์ชั่นล่าสุดของฮอลลีวู้ดออกฉายเมื่อพ.ศ.2541 นำแสดงโดยพระ เอกหนุ่มมาดเซอร์ อีธาน ฮอว์ก และ กวินเน็ธ พัลโทรว์

พร้อมเพลงประกอบสุดแสนไพเราะ Life In Mono ที่เชื่อว่ายังดังก้องกังวานอยู่ในความทรงจำ และในหัวใจของทุกๆ คน ที่รักในเนื้อหาและความสวยงามของภาพ ยนตร์เรื่องนี้

แต่นั่นเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของความสวยงามที่ทีมงานผู้สร้างภาพยนตร์ตีความจากหนังสือต้นฉบับเท่านั้น

ชาร์ลส์ ดิกเกนส์ เขียนวรรณกรรมเรื่องนี้มากว่าร้อยปี แต่สิ่งที่เขาสะท้อนไว้ในเรื่องนี้ไม่ได้ล้าสมัยแต่อย่างใดเลย

เพราะว่าเขาเขียนเรื่องของ "คน" โดยเฉพาะผู้คนในสังคมชั้นสูงที่ให้ความสำคัญกับเปลือกนอก มากกว่า "ความงดงาม" ของหัวใจ

และนอกจากความรักน่าประทับใจของตัวละครเอกในเรื่องแล้ว

"แรงใจและไฟฝัน" จะเรียกน้ำตาแห่งความสุขจากผู้อ่านผู้มีหัวใจรักบริสุทธิ์ได้อย่างแน่นอน



....เปิด บุ๊กสโตร์ "ข่าวสด" อาทิตย์นี้กับอนุสาร "อสท" พาเที่ยว "บึงกาฬ" จังหวัดน้องใหม่ที่แยกออกมาจากหนองคายสดๆ ร้อนๆ มีคำขวัญจังหวัดว่า "สองนางศาลศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์หลวงพ่อใหญ่ แหล่งน้ำใสหนองกุดทิง สุดใหญ่ยิ่งแข่งเรือยาว หาดทรายขาวเป็นสง่า น่าทัศนาแก่งอาฮง งามน้ำโขงที่บึงกาฬ สุขสำราญที่ได้ยล"

....บึงกาฬอยู่ทางเหนือสุด ของแดนอีสาน มีพื้นที่ติดแขวงบอลิคำไซของสาธารณรัฐประชา ธิปไตยประชาชนลาว อุดมด้วยความงด งามตามธรรมชาติ ผืนน้ำ ขุนเขา และวัฒนธรรมประเพณีของคนสองฝั่งโขง มีสถานที่ท่องเที่ยวน่าสนใจหลายแห่ง เช่น ตลาดนัดไทย-ลาว เขตรักษาสัตว์ป่าภูวัว, น้ำตกถ้ำฝุ่น, น้ำตกเจ็ดสี, ศาลเจ้าแม่สองนาง, บึงโขงหลง, แก่งอาฮง และวัดสำคัญๆ เช่น วัดภูทอก, วัดอาฮงศิลาวาส, วัดสว่าง อารมณ์ (ศรีธน) ฯลฯ

....พ่อเมือง สมพงษ์ อรุณโรจน์ปัญญา บอกว่า นอกจากแหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติอันงดงามแล้ว อีกอย่างที่บึงกาฬโดดเด่นเหนือกว่าที่อื่นก็คือ อากาศสดชื่น แจ่มใส เย็นสบายตลอดปี เพราะตั้งอยู่ตรงจุดละติจูดที่สูงที่สุดในภูมิภาคอีสาน ที่สำคัญมีแม่น้ำโขงและภูวัว เป็นเครื่องฟอกอากาศอย่างดี หนาวนี้เตรียมวางโปรแกรมได้เลย

....แต่งบ้านกันหน่อย "ลิฟวิ่ง เอ็ทเซ็ททร้า" เปิดบ้านงานศิลป์ของคู่สามีภรรยาแห่งออสเตรเลีย ตกแต่งด้วยงานศิลปะบนผนังและประติมากรรม อ่านเทคนิคจัดวางและแขวนรูปภาพ เลือกซื้อโซฟา แบบไหนที่ใช่

...."วิภาษา" แนะนำ ฌีลส์ เดอเลิซ นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้มีอิทธิพลสูงยิ่งในปลายศตวรรษ 20 มีผลงานหลายสาขา ทั้งปรัชญา วรรณกรรม ภาพยนตร์ ศิลปะ ผลงานสำคัญสองเล่มของเขาว่าด้วยระบบทุนนิยมกับจิตเภท

....อมรินทร์ ธรรมะ "โยคะ ธรรมะ สมดุล ชีวิต" โดย วรรณวิภา มาลัยนวล นำเสนอเรื่องโยคะที่เกี่ยวโยงกับธรรมะและชีวิต เพื่อดึงศาสตร์โยคะมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในชีวิตประจำวัน นอกเหนือจากการฝึกฝนท่าทางร่างกายในแบบที่เรียกว่า "อาสนะ" ในห้องเรียนโยคะ

...."1 พระอาจารย์ 9 มารร้าย ปิดอบายใน 1 พรรษา" เรื่องราวของพระอาจารย์ นวลจันทร์ กิตฺติปญฺโญ พระวิปัสสนาจารย์ชื่อดัง กับ 9 พระลูกศิษย์ ก่อนบวชแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา ใช้ชีวิตผิดๆ สุดขั้ว กระทั่งมาฝึกวิปัสสนากับพระอาจารย์ก็พบแสงสว่างในชีวิต

....อมรินทร์ คอมมิกส์ วางเรื่องชุดวิทยาศาสตร์แสนอร่อย "สูตรลับตำรับดาวินชี" เติมความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แก่เด็กๆ ผ่านสูตรอาหารของ เลโอนาร์โด ดาวินชี อัจฉริยะด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะของโลก เด็กๆ จะได้เรียนรู้ทฤษฎีวิทยาศาสตร์สนุกๆ มากมายที่ซ่อนอยู่ในสูตรลับตำรับดาวินชี ทั้งยังช่วยให้เกิดทัศนคติที่ดีกับวิชาวิทยาศาสตร์ด้วย สิราภา เสริมสันติวาณิช แปล

....นานมีบุ๊คส์ มีชุด Who? การ์ตูน บุคคลสำคัญของโลก "เจ.เค.โรว์ลิ่ง" ชีว ประวัตินักเขียนสตรีชื่อดังแห่งศตวรรษ ผู้ทำให้ "แฮร์รี่ พอตเตอร์" เป็นขวัญใจของเด็กๆ ทั่วโลก ด้วยยอดขายถล่มทลายมากกว่า 400 ล้านเล่ม ส่งผลให้เธอกลายเป็นมหาเศรษฐีใหม่อีกคนของโลกในพริบตา อารีวรรณ ธรรมธร แปล

....ชุด วิทยาศาสตร์ และชุดสอนภาษา "แก๊งซ่าท้าทดลอง" เล่ม 10 ตอน "ปริศนาความร้อน" ลี จิตจำรัสรัตน์ แปล และ "เอล วิส & ลักกี้ คู่ซี้อังกฤษสุดฮา" ตอน "ไวยา กรณ์สุดซ่า vs วลีสุดแซบ" กนกพร ชื่นบาน แปล

....ล่าสุดของ ชัยกร หาญไฟฟ้า นักเขียนมือรางวัล "แปดขา สามคน บนโลกสองใบ" เรื่องของกระแตกำพร้าสองตัวที่ใช้ชีวิตร่วมกับคนอย่างเป็นธรรมชาติ โดยแพรวเยาวชน

....จากวีเลิร์น "เปิดห้องเรียนวิชาความสุข" สรุปเนื้อหาจากหลักสูตรยอดนิยมของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ที่นักศึกษาแห่ลงทะเบียนเรียนกันมืดฟ้ามัวดิน และพลิกโฉมการเรียนการสอนของสถาบันเก่าแก่ของอังกฤษแห่งนี้ไปตลอดกาล เขียนโดย ดร.ทาล เบน-ชาฮาร์ อาจารย์สาขาจิตวิทยา เจ้าของหลักสูตร พรเลิศ อิฐฐ์ แปล

....เนื่องในวาระครบรอบ 1 ทศวรรษรางวัล "พานแว่นฟ้า" โดยสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ประกาศรางวัล "พานแว่นฟ้าเกียรติยศ" 10 รางวัล ดังนี้ 1."ขอบฟ้าขลิบทอง" โดย อุชเชนี (ประคิณ ชุมสาย ณ อยุธยา) 2."คุณภาพแห่งชีวิต ปฏิทินแห่งความหวังจากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน" ป๋วย อึ๊งภากรณ์ 3."แด่วัยอรุณของชีวิต" ทวีปวร (ทวีป วรดิลก) 4."ทานตะวันดอกหนึ่ง" เสนีย์ เสาวพงศ์ (ศักดิชัย บำรุงพงศ์) 5."ธรรมาธิปไตย : หลักปฏิบัติศาสนาและศีลธรรม" (ตัดตอนจาก คู่มือมนุษย์ ฉบับปฏิบัติธรรม) โดย พุทธทาสภิกขุ หรือพระธรรมโกศาจารย์ (เงื่อม อินทปัญโญ) 6."นักกานเมือง" ลาว คำหอม (คำสิงห์ ศรีนอก) 7."เปิบข้าว" (ตัดตอนจาก วิญญาณหนังสือพิมพ์ คำเตือนจากเพื่อนเก่าอีกครั้ง) โดย จิตร ภูมิศักดิ์ 8."หมาตำรวจ" ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช 9."อาชญากรผู้ปล่อยนกพิราบ" ดอกประทุม (กุหลาบ สายประดิษฐ์) และ 10."อีศาน" โดย นายผี (อัศนี พลจันทร)

...."ความ ต่ำต้อยน้อยหน้าของศิลปะแขนงต่างๆ ทุกแขนงมันมีสาเหตุมาจากข้อจำกัดทางประวัติศาสตร์ของสังคมไทย ที่มันไม่เปิดโอกาสให้เรียนรู้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมูลค่าและคุณค่า ที่แท้จริง ตอนนี้คิดได้แต่เพียงว่ามูลค่าเท่านั้นคือความสุข คุณค่าไม่ถูกนำเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่กลับไปคิดว่าหากมีมูลค่าคุณค่าก็จะตามมาเอง เช่น ถ้ามีเงินก็มีคนยกมือไหว้ นี่คือที่มาของความไร้วัฒนธรรม" (สถาพร ศรีสัจจัง, วารสารหนังสือใต้ดิน, มี.ค.2549)

....พบกันใหม่อาทิตย์หน้า สวัสดี
 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.