Showing posts with label บันเทิง. Show all posts
Showing posts with label บันเทิง. Show all posts
Thursday, September 8, 2011

'แบงค์'เลิฟซีน'พิ้งกี้'-โล่ง'เบลล์'ไม่หึง





โล่ง เมื่อแฟนสาว 'เบลล์-มนัญญา' ไม่หึงที่หนุ่ม 'แบงค์'อธิกิตติ์ พริ้งพร้อม ปลื้มนางเอก 'พิ้งกี้-สาวิกา' ที่เล่นละคร "ทองประกายแสด" ด้วยกัน

โดย 'แบงค์' กล่าวว่า "ดีแล้วครับ ถ้าเขาบอกว่าหึงผมคงกลัวขึ้นมาเหมือนกัน จะยิ่งเกร็งไปกันใหญ่ เดี๋ยวพอไปร่วมงานกันแล้วก็กลัวว่าคนของเราจะหึง แต่พอเบลล์บอกไม่หึง ทำให้ผมสบายใจในการทำงานมากขึ้น"

เกร็งไหมหลัง ออกตัวว่าปลื้มพิ้งกี้ แล้วเดี๋ยวต้องมาเล่นด้วยกัน "ค่อนข้างเกร็งเหมือนกันเพราะบทโหดร้ายรุนแรง มีฉากเลิฟซีนเยอะอยู่ ผมก็พยายาม เต็มที่ ช่วงแรกอาจจะต้องพูดคุยกับเขามากขึ้นเพื่อให้เกิดความสนิทสนม"

ถ้ามี ถ่ายฉากเลิฟซีนจะชวนเบลล์เข้ากองเลยไหม เพื่อความสบายใจ "ถ้าเขาไปผมคงใจไม่ค่อยดี คงเล่นลำบาก เหมือนเวลาเล่นแล้วมีคนซึ่งไม่ใช่ผู้กำกับฯ คอยมองตลอดเวลา(หัวเราะ)"

'แตงโม-ปุ๊กลุก'เมินถ่ายรูปคู่ อ้างเปล่าเกาเหลา-ทำงานยึดสปิริต





มา ร่วมบวงสรวงละคร "เพลงรักบ้าน นา" สำหรับ 2 สาว 'แตงโม'ภัทรธิดา พัชร วีระพงษ์ กับ 'ปุ๊กลุก'ฝนทิพย์ วัชรตระกูล หลังมีข่าวไม่ถูกกันซึ่งต้นตอมาจากหนุ่ม 'วี'วีรภาพ สุภาพไพบูลย์ อดีตแฟนปุ๊กลุก

ถามแตงโมเรื่องที่ต้องเล่นละครกับปุ๊กลุก แตงโมเผย "งานคืองาน ไม่มีปัญหา ตัวโมเวลาทำงานจะปกติ เวลามีเรื่องส่วนตัวจะลืมปัญหาไว้ที่บ้าน"

เมื่อถามถึงข่าวไปเที่ยว ลาวกับวี แตงโมกล่าวว่า"ไปทำงานค่ะ เปิดคลินิกวุฒิ-ศักดิ์สาขาที่ลาวมีนักแสดงไปเป็น 10 คน ส่วนข่าวที่พักห้องเดียวกันเป็นไปไม่ได้ ทุกคนมีห้องส่วนตัว ข่าวค่อนข้างแรงแต่เข้าใจได้เพราะสนิทกันจริง ทุกวันนี้ยังแฮงเอาต์ (ใช้เวลากับเพื่อนๆ) ด้วยกันเลย ไม่แปลกที่จะเป็นข่าวไม่หยุด ด้วยความบริสุทธิ์ใจยังทำตัวปกติ เวลาจะช่วยพิสูจน์เอง ความเป็นไปได้เท่ากับศูนย์ และตอนนี้โสดสนิทมา 9 เดือนแล้ว"

ถูก เม้าธ์ว่าเวลาจะนัดเจอวี ต้องขึ้นหัวบีบีเป็นโค้ดลับรูปหมารูปแมว "โมคลั่งแมวมาก จะทำอะไรจะเป็นแมวรวมถึงข้าวของเครื่องใช้ เลยไม่เข้าใจว่าไปเกี่ยวพันยังไง"

พอมีข่าวเยอะ ต้องงดเจอวีไหม "มีส่วนบ้าง แต่ถ้าเป็นกลุ่มใหญ่ไม่งด กับพี่วีเป็นพี่น้องเพื่อนร่วมงาน เป็นทุกอย่างยกเว้นแฟน และไม่เคยเกาเหลาใคร ถ้าอะไรที่ทำให้น้องเข้าใจผิดหรือคิดไปทางลบฝากขอโทษด้วย"

คิดจะคุยกับปุ๊กลุกตรงๆ ไหม "โมทำทุกอย่างสว่าง ถ้าเขาอยากรู้อะไรถามได้ตลอด"

มี ข่าวว่าถามแล้ว แต่'โม'ร้องไห้ "ไม่เคยไม่มีอะไรลึกซึ้งละเอียดอ่อนที่ก่อเป็นความรักที่จะต้องร้องไห้ และข่าวจะถอนตัวจากละครโมปรึกษาผู้ใหญ่จริง มีเหตุผลหลักคือเรื่องสุขภาพค่ะ"

ด้าน 'ปุ๊กลุก' ตอบเรื่องที่ต้องร่วมงานกับ 'แตงโม' ในละครว่า "ไม่มีผล หนูมีสปิริตในการทำงานค่ะ"

เมื่อ ก่อนมีอะไรจะปรึกษาแตงโมตลอด "เราเดินออกจากพี่วีแล้วก็ไม่มีอะไรต้องปรึกษา ตอนนั้นที่ไปปรึกษาเพราะเขาถ่ายละครเรื่องเดียวกัน หนูไม่ค่อยเจอพี่วี ก็คุยกับพี่โม"

วันนี้ทำไมไม่ให้สัมภาษณ์คู่ "อย่างที่บอกไม่ได้เกาเหลา ที่ผ่านมาไม่เคยปฏิเสธ แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องใหญ่ การสัมภาษณ์คู่จะเป็นการเชื่อมคนหลายคน มันดูอึดอัด ไม่อยากให้เป็นประเด็น อยากก้าวต่อไป"

ถ้าวีประกาศคบแตงโมล่ะ "ไม่สนใจ เป็นสิทธิของเขา"

เสร็จ การให้สัมภาษณ์ทั้งแตงโมและปุ๊กลุกก็เข้าพิธีบวงสรวงโดยไม่ยอมนั่งติดกัน ไม่มีการพูดคุยหรือแม้แต่มองหน้า และเลี่ยงที่จะถ่ายรูปคู่กัน ขณะที่ดาราหนุ่ม 'นิว-วงศกร' คั่นกลาง
Sunday, August 28, 2011

"แอฟ"มีสเต็ปชีวิต ไม่เกาะมายาจนแก่

จิรณัฏฐ์ จงประสพมงคล เรื่อง

ห่างหายไปนาน ตั้งแต่ละครเรื่อง "วนิดา" สำหรับนางเอกสาวหน้าหวาน "แอฟ"ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ ล่าสุดเจ้าตัวมีผลงานทางการแสดงเรื่องใหม่ "รอยไหม" มานำเสนอ ซึ่งออกอากาศทุกจันทร์-อังคาร ทางช่อง 3 หลังข่าว โดยเริ่ม 5 ก.ย. นี้

ในช่วงที่ว่าง หลังบวงสรวงละครเรื่อง "รักประกาศิต" เสร็จ นางเอกสาวก็มาเปิดใจให้สัมภาษณ์

l ชีวิตโดยรวมตอนนี้เป็นอย่างไร?

แอ ฟ - "มีความสุขดีค่ะ ตอนนี้ค่อนข้างลงตัวในการแบ่งเวลาในการใช้ชีวิต อย่างละครทำทีละเรื่อง เพราะต้องแบ่งคิวไว้ให้หนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ 5 แล้วก็จะได้มีเวลาศึกษางานด้านอื่นๆ ด้วย เพราะแอฟอยากลองทำงานด้านอื่นดูบ้าง"

"ซึ่งเวลาส่วนตัวบางทีก็มีน้อย บางทีก็ไม่มี แล้วแต่ช่วง อย่างพอละคร "รอยไหม" ปิดกล้อง แอฟมีเวลาว่าง 2 อาทิตย์ก่อนจะเปิดเรื่อง "รักประกาศิต" พอว่างก็มีงานอดิเรกที่ทำอยู่คือโครงการบ้านที่โบนันซ่ากับสงกรานต์ (เตชะณรงค์) น่าจะเปิดตัวสิ้นปีนี้ นอกนั้นก็ไปออกกำลังกาย นวดตัว แล้วแต่ว่านึกอยากทำอะไรให้ตัวเอง"

l ทำงานเยอะ ตอนนี้สุขภาพ โอเคหรือเปล่า?

แอ ฟ - "แอฟอึดค่ะ สังเกตว่าไม่เคยเห็นข่าวแอฟป่วยเข้าโรงพยาบาล อาจจะเป็นความโชคดีส่วนหนึ่ง และดูแลตัวเองด้วยส่วนหนึ่ง แอฟก็ทำทุกอย่างเหมือนปกติ แม้จะได้นอนน้อยกว่าคนอื่น แต่ถ้ามีโอกาสก็นอนเต็มที่ ทานอาหารครบทุกมื้อ แค่นี้ก็ถือว่าโอเคกับสุขภาพแล้ว แต่อาจจะมีแค่เรื่องแพ้ฝุ่น แพ้น้ำ แพ้โน่นนี่ เพราะเป็นคนแพ้ง่าย"

l หลังจบ "วนิดา" แอฟดูจะหายไปพักหนึ่งเลย?

แอ ฟ - "หายไปถ่ายละคร "รอยไหม" 7-8 เดือนค่ะ ขึ้นเหนือไปถ่ายกัน บางช่วงก็อยู่ยาว บางช่วงไปๆ กลับๆ เพราะไปถ่ายหลายจังหวัด ทุ่มให้การถ่ายเต็มที่"

"ส่วนงานอีเวนต์ถ้าจะรับหลักๆ คือสินค้าที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ หรือรับช่วงที่จบละครไปแล้ว เลือกงานที่เหมาะกับตัวเอง สบายใจที่จะทำ อย่างเรื่องเสื้อผ้าคุยกันก่อนว่าใส่ได้แค่ไหน ไม่ร้องเพลงนะ เคลียร์กันเลย ถ้าถ่ายละครอยู่แล้ววิ่งไปงานอีเวนต์นี่แทบไม่มี แอฟเอาสบายไว้ก่อน ไม่เร่งรีบเก็บเงิน เงินแอฟก็แทบไม่ได้ใช้เพราะอาศัยกินข้าวตามกองถ่ายค่ะ (หัวเราะ)"

l ละคร "รอยไหม" เห็นว่าจะออกอากาศแล้ว?

แอฟ - "ค่ะ จะออกอากาศ 5 ก.ย. นี้ คาแร็กเตอร์จะรับบทเป็น 2 คน 2 ชาติ ชาติที่แล้วเป็นเจ้าหญิงเชียงตุง ชื่อ เจ้านางมณีริน แต่จะแอบเปรี้ยว แก่นแก้ว เชื่อมั่นในความรัก พอเป็นชาติปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนทอผ้าชื่อ เรริน เป็นคนนิ่งๆ ทุ่มเทให้งานทอผ้า"

"เรื่องนี้อยากให้ติดตามทุก ตอน ถ้าพลาดเดี๋ยวจะทำความเข้าใจยาก ขนาดนักแสดงเองอ่านบทยังมีงงเลย ต้องถามผู้กำกับฯ ตลอด ละครเข้มข้นมากๆ มีทั้งความรัก ความแค้น มีผีเข้ามาให้ตื่นเต้นด้วย แต่ที่สำคัญที่สุดคือภาพสวย อารมณ์ละเมียดละไม ส่วนเรื่อง "รักประกาศิต" จะคนละแนวเลย"

l คิดว่าตัวเองโชคดีไหมที่ได้เล่นบทที่กลิ้งไปกลิ้งมา?

แอ ฟ - "จริงๆ สลับกันไปเรื่อยๆ กลิ้งไปกลิ้งมาบ้าง แต่คงไม่ถึงขั้นฉีกไปร้ายเลย ตรงนั้นคงยังไม่ถึงเวลา ผู้ใหญ่ยังไม่ให้เล่น แค่สลับบรรยากาศแบบเรียบร้อยกับแก่นๆ สู้คนไปก่อน"

l แต่หลายคนรอคอยจะได้เห็น "แอฟ" เล่น "เพลิงบุญ" ในบท "ใจเริง" มากเลย?

แอฟ - "จริงเหรอคะ จริงๆ บทนี้ดีมากทุกคนจะจำตัวละครตัวนี้ได้ตั้งแต่เวอร์ชั่นที่พี่หน่อย (บุษกร) เล่น เป็นบทท้าทายและดีมากสำหรับนักแสดง ถ้าใครได้เล่นคงเป็นโอกาสดีในการปล่อยพลังได้เต็มที่ ตัวละครมีหลายด้าน ถ้ามีโอกาสได้เล่นจริงๆ ถามว่าแอฟจะไหวมั้ย พูดจริงๆ ถ้าผู้ใหญ่เห็นว่าเหมาะสม แอฟก็ไม่กลัวนะ แต่อาจมีลิมิตบ้าง คงตกลงกันในเงื่อนไข เช่น เลิฟซีนได้แค่ไหน"

l คิดอยากฉีกบทบาทบ้างไหม?

แอ ฟ - "อยากค่ะ แอฟอยากเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แต่คงไม่ได้เปลี่ยนแบบพลิกตึงไปเลย สุดท้ายต้องมีลิมิตของตัวเอง เพราะแอฟยังอยากกลับมารับบทตามแนวถนัด หรือไม่ก็กลับไปเป็นตัวของตัวเองได้ คงต้องนึกถึงครอบครัว คนรอบข้าง เอาแค่ในกลุ่มแฟนคลับเอง บางคนก็อยากให้ฉีก บางคนก็ไม่อยากให้ฉีก มีหลากหลายกันไป"

l ตอนนี้มีนางเอกน้องใหม่เข้ามาเยอะมาก วางตัวเองอย่างไร?

แอ ฟ - "เหมือนเดิม ไม่ค่อยเปลี่ยนอะไรค่ะ ไม่ใช่ว่าแอฟมีละครเยอะนะ แต่รู้สึกว่าพอยิ่งโตขึ้นไม่ได้อยากทำงานเยอะ แต่อยากทำงานที่ชอบ ได้บทที่ชอบมากกว่า ถ่ายละครแต่ละเรื่องใช้เวลาอย่างน้อย 5-6 เดือน ถ้าได้เล่นบทที่ตัวเองไม่แฮปปี้ถือว่าทุกข์ทรมานมากนะ"

"อีกอย่างการ ที่น้องๆ นางเอกใหม่เข้ามาเยอะก็ดูไม่เกี่ยวกับแอฟ เพราะคนละรุ่นไปแล้ว แอฟ ก็คงไปเล่นคู่ ณเดชน์ (คูกิมิยะ) ไม่ได้ น้องญาญ่า (อุรัสยา) ก็คงจะมารับบทผู้ใหญ่อย่างแอฟไม่ได้ ทุกอย่างแล้วแต่วัย บุคลิก และความเหมาะ สมกับบทนั้นๆ แอฟว่าดีด้วยซ้ำที่มีนางเอกใหม่เข้ามาเยอะ เป็นสีสัน"

l เส้นทางการแสดงของแอฟถือว่าโตเร็วไหม?

แอฟ - "ส่วนตัวคิดว่าไม่นะ จริงๆ แอฟอยู่วงการมานานแล้ว ใช้เวลานานในการจะเป็นที่รู้จัก แอฟคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี อุ่นใจดี ไม่ได้แบบว่าเล่นเรื่องเดียวเปรี้ยง คนมุ่งจับตามอง แต่ของแอฟจะไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องประสบการณ์ทางการแสดง ชื่อเสียง ฉะนั้นความกดดันก็เลยไม่ค่อยมี เพราะได้ปรับตัวมาเรื่อยๆ นานเหมือนกันกว่าจะมีวันนี้ได้"

l คิดว่าจะอยู่วงการไปนานแค่ไหน?

แอฟ - "ยังไม่แน่ใจ รอดูช่วงจังหวะชีวิตก่อน แต่คิดว่าคงไม่อยู่ไปจนแก่เฒ่า เพราะต้องมีสเต็ปอื่นในชีวิต อย่างตอนนี้แอฟเริ่มศึกษางานด้านอื่นดูบ้าง อาจจะแบ่งเวลาไปทำอย่างอื่นบ้าง อีกหน่อยถ้าเกิดมีครอบครัวก็ไม่แน่ใจว่าถึงตอนนั้นจะให้ความสำคัญกับอะไร เป็นอันดับหนึ่ง"

"เรื่องอนาคตยังไม่แน่ใจ แต่คงไม่มาเกาะอยู่กับตรงนี้ไปตลอดแน่นอนค่ะ"



ภูมิใจได้เป็นตัวเอง

เอ่ย ชื่อ "แอฟ-ทักษอร" คนจะนึกถึงสาวหน้าหวานแบบไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันกระแสเกาหลีจะฮอตฮิตค้านกับบุคลิกของเธอ แต่เจ้าตัวก็ภาคภูมิใจกับการเป็นตัวของตัวเอง

"เราอาจจะมีคนที่เรา ชื่นชม เป็นต้นแบบ แต่เราไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนกัน บางคนบอกว่าบุคลิกแอฟไม่ได้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน อย่างตอนนี้กำลังฮิตเกาหลี แอฟก็เฉยๆ เพราะแอฟเป็นแบบนี้ ไม่ต้องพยายามจะทำให้ตัวเองเป็นไปตามนั้น เพราะแอฟคงเป็นเกาหลีไม่ขึ้น"

"ทุกอย่าง ควรจะเริ่มจากการรักตัวเอง ภูมิใจและมั่นใจในตัวเอง แล้วถึงจะทำให้ออกไปทำอะไรแล้วประสบความสำเร็จได้ เพราะถ้าไม่รักตัวเองแล้วคนอื่นจะรักจะชื่นชมในตัวเราได้ยังไง"

ถามว่ากดดันไหมกับภาพเรียบร้อยที่คนอื่นยื่นให้ จนกลายเป็นความคาดหวัง เรื่องนี้แอฟอธิบายยาว

"เมื่อ 1-2 ปีที่แล้วเรื่องนี้เป็นปัญหากับชีวิตแอฟได้ยังไงไม่รู้ แต่พอผ่านตรงนั้นมาแล้วแอฟก็รู้ว่าจริงๆ ไม่ใช่หรอก แอฟไม่สามารถทำให้ทุกคนรักแอฟได้ เพราะในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีอะไรที่ดำหรือขาวไปเลย"

"อย่างบางคนบอกว่าแอฟเรียบร้อย ก็ต้องดูว่าเรียบร้อยของคุณคือแบบไหน จริงๆ น่าจะมีกรอบของมันว่าถ้าเกินเส้นนี้ไปถึงจะเรียกว่าไม่เรียบร้อย แต่ไม่ได้หมายความว่าเรียบร้อยคือต้องใส่กระโปรงยาวถึงข้อเท้าตลอดเวลา ในเมื่อไม่มีอะไรชัดเจนขนาดนั้น เพราะฉะนั้นก็ต้องดูสิ่งแวดล้อม ดูเหตุการณ์ วาระโอกาส ณ ขณะนั้นว่าสิ่งที่ทำเหมาะหรือเปล่า"

"บางที ก็งงว่าแค่แอฟใส่กางเกงขาสั้นก็เป็นเรื่องได้ ไหนว่าเรียบร้อยไง แอฟก็อ้าว ไปเที่ยวเล่นกับเพื่อนใส่ขาสั้นไม่ได้เหรอ แล้วก็อธิบายกันลำบากว่าไม่นะ สั้นแค่นี้เอง ไม่ได้สั้นเสมอ...อะไรแบบนั้น (หัวเราะ) ตอนนั้นแอฟพยายามจะตอบคำถามอยู่ แต่ถึงตอนนี้ก็ไม่เป็นไร บางอย่างถ้าไม่เข้าใจก็ช่างเถอะ ทุกอย่างอยากให้มองบริบทโดยรวม คือถ้าแอฟใส่ขาสั้นไปพบผู้ใหญ่แบบนั้นค่อยมาตำหนิกัน"

แล้วเรื่อง เปรี้ยวสุดหรือจี๊ดจ๊าดที่สุดในชีวิตที่เคยคืออะไร แอฟตอบ "แอฟว่าการได้มาเล่นละครในบทต่างๆ หลากหลายคือที่สุดของแอฟแล้ว เพราะชีวิตจริงไม่ค่อยได้ทำอะไรแบบนี้"

"ละครก็เหมือนเป็นที่ที่ทำให้แอฟได้ไปเจออีกโลกหนึ่ง และเป็นได้โดยไม่ผิดด้วย" แอฟกล่าว



ไม่ชอบให้เรียก"ว่าที่สะใภ้โบนันซ่า"ถือเป็นการดูถูก

เป็นคู่รักที่หลายคนลุ้นว่าจะมีข่าวดีเมื่อไหร่ สำหรับนางเอกสาว "แอฟ-ทักษอร" กับแฟนหนุ่ม "สงกรานต์ เตชะณรงค์"

พอ ถามเรื่องนี้ สาวแอฟถึงกับยิ้มและกล่าวว่า "เวลาที่มีคนถามว่าเมื่อไหร่จะมีข่าวดีซักที แอฟรู้สึกดีมากเลยนะ ดีกว่าคนลุ้นให้เลิก(หัวเราะ)"

"ช่วงแรกที่คบกันมีกระแสทั้งดีและไม่ ดี ส่วนใหญ่หนักไปทางไม่ดีด้วยซ้ำ ฉะนั้นถ้าตอนนี้คนลุ้นให้มีข่าวดีก็ดีใจ แสดงว่าคนเริ่มเข้าใจและอยากเห็นเราสองคนมีความสุข ถ้าลุ้นข่าวดีลุ้นกันมาเยอะๆ เลยไม่กดดัน อย่างน้อยก็เหมือนเขาหวังดี ชีวิตก็เป็นมงคลที่มีคนคิดอะไรดีๆ กับเรา"

"จากตอนแรกที่คนปรามาสไว้ ว่าจะไปกันได้ซักกี่น้ำ แต่จนถึงปัจจุบันแอฟก็ไม่ได้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะแน่นอนขนาดนั้น อะไรก็เปลี่ยน แปลงได้เสมอ คบกันมา 2 ปีเองค่ะ แต่คนจะชอบคิดว่าคบกันนานแล้ว ด้วยความที่ช่วงแรกสนิทกันเร็ว เพราะเจอเหตุการณ์ไม่ราบรื่น คนเข้ามากดดัน ทำให้ยิ่งได้คุยกันสนิทกัน"

การคบกัน 2 ปี ดาราสาวยอมรับ ต้องมีการปรับจูนกันตลอด เนื่องจากทั้งชีวิตส่วนตัวและการทำงานมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เรื่อยๆ

ถามว่ามีคุยกันเรื่องแต่งบ้างไหม "เคยคุยบ้าง แต่คงไม่ใช่เร็วๆ นี้ รอให้พร้อมจริงๆ ดีกว่า"

ความ พร้อมของคู่แอฟวัดจากอะไร เพราะบางคนมองว่าคู่นี้พร้อมจนไม่รู้จะพร้อมยังไงแล้ว เจ้าตัวหัวเราะ "แอฟว่าสมัยนี้ ไม่ใช่พร้อมเรื่องเงินทองหรือของภายนอกอย่างเดียว แต่อยากให้พร้อมจริงๆ คือจิตใจ โดยเฉพาะผู้ชาย"

"ไม่ใช่ว่าไม่แน่ใจ ในตัวกรานต์ แต่คนเราจะแต่งงานกัน ประเด็นที่ในชีวิตจริงและในละครมักพูดเสมอคือยังไม่พร้อม ขอสร้างเนื้อสร้างตัวก่อน แต่แอฟกลับไม่คิดแบบนั้น มีตั้งหลายคู่ที่สร้างเนื้อสร้างตัวมาพร้อมกันได้ ยิ่งสร้างอะไรด้วยกันยิ่งมีความผูกพันกัน"

ตอนนี้เริ่มสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยกันแล้วใช่ไหม แอฟยิ้ม "ระดับหนึ่งค่ะ ยืนยันว่าความพร้อมทางใจสำคัญที่สุด"

พอ ถามถึงความรู้สึกที่มีคนเรียกว่า "ว่าที่สะใภ้โบนันซ่า" นางเอกสาวทำหน้าจริงจังก่อนพูดว่า "เอาจริงๆ นะไม่อยากให้คนพูดแบบนี้เลย ไม่อยากให้คนที่ได้ยินคิดไปในมุมไม่ดี ตีความไปถึงเรื่องของวัตถุเงินทอง เพราะทุกวันนี้แทบไม่มีอะไรที่ต้องพึ่งกันเลย พึ่งอย่างเดียวคือกำลังใจหรือความสุขทางใจ"

"แอฟเองก็โตแล้วไม่ใช่ เด็กๆ ทุกอย่างสร้างด้วยตัวเองได้ ถึงแอฟไม่สร้าง คุณพ่อคุณแม่ก็คงดูแลอย่างดีอยู่แล้ว ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องไปพึ่งผู้ชาย"

"แอฟเคยคุยเรื่องนี้กับ อาจิ๋ม (มยุรฉัตร) อาจิ๋มจะพูดเสมอว่าไม่ชอบให้คนคิดแบบนี้ เหมือนดูถูกนักแสดง ทั้งที่ก็รู้กันว่าอาชีพนักแสดงหาเงินได้เยอะเพราะฉะนั้นทำไมต้องคิดว่านัก แสดงต้องไปเกาะไฮโซหรือหวังพึ่งใคร ซึ่งอันนี้เป็นการดูถูกทางอ้อม น่าจะเคารพในความเป็นตัวเราด้วย"

ถามจริงๆ อยากแต่งงานไหม แอฟตอบ "แอฟว่าผู้หญิงทุกคนน่าจะอยากแต่งงานนะ แอฟเองก็ด้วย ถือเป็นอีกช่วงชีวิตหนึ่งที่ผู้หญิงทุกคนอยากให้ถึงวันนั้น เพียงแต่ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อไหร่ที่คนสองคนจะคิดว่ามันใช่แล้ว"

สุดท้ายแอฟได้ให้คำนิยมความรักของตัวเธอว่า "คือพลังที่ทำให้แอฟทำทุกอย่างได้ค่ะ"

มิน่า ถึงไม่เจ็บไม่ไข้เลย

"จ๊อบ"ชอบ"กีฬา-ดนตรี" จุดเริ่มต้นของสะสมสุดรัก

คอลัมน์ คนเบื้องหลัง
พิฐชญาณ์ เพชรธีระโรจน์ เรื่อง


ถือ เป็นผู้บริหารเลือดใหม่ที่งานชุกเอาการทีเดียว สำหรับหนุ่มหน้าใส "จ๊อบ" ณฐกฤต วรรณภิญโญ แห่ง บ.ครีเอทิส มีเดีย จำกัด ซึ่งรั้งตำแหน่งโปรดักชั่นไดเร็กเตอร์ พร้อมทั้งช่วยบริหารงาน บ.ทีวีธันเดอร์ จำกัด วันนี้ผู้บริหารหนุ่มขอพักงานมายืดเส้นยืดสายโชว์ลีลายัดลูกบาสฯ ลงห่วง รวมถึงโชว์ตีกลองชุดสเต็ปเทพ ซึ่งกิจกรรมทั้ง 2 อย่างนี้ยังนำมาซึ่งของสะสมสุดรักของ "จ๊อบ" นั่นคือโปสเตอร์นักบาสเกตบอลชื่อดังและวงดนตรีสุดคลาสสิคด้วย

เช้า นี้แดดกำลังดี "จ๊อบ" คว้าลูกบาสฯ เคาะสลับมือไปมา ก่อนจะเล็งห่วงแล้วชู้ตลงไปอย่างสวยงาม แต่เดี๋ยวจะนึกว่าลงแบบฟลุกๆ "จ๊อบ" เลยโชว์ให้ดูอีกรอบ บรรจงปล่อยลูกบาสฯ ออกจากมือ ลูกกลมๆ สีส้มนั้นก็ลงห่วงดังซวบ เชื่อแล้วล่ะว่าฝีมือไม่ธรรมดาจริงๆ พอได้เหงื่อนิดหน่อยแต่หนุ่ม "จ๊อบ" ยังไม่สะใจ เลยชวนมาตีกลองเรียกเหงื่อชุดใหญ่ คว้าไม้กลองได้ปุ๊บก็ออกลีลาสะบัดข้อมือ โซโล่จังหวะมันๆ ให้ฟัง

จากนั้น "จ๊อบ" พามานั่งมุมสบายๆ พร้อมกับยกโปสเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใส่กรอบอย่างดีมาให้ดู ก่อนเล่าว่า "โปส เตอร์ "ไมเคิล จอร์แดน" เป็นของที่สะสมมาตั้งแต่ม.2 ตอนนั้นเป็นนักบาสฯ ของโรงเรียน เลยชื่นชอบลีลาของ "ไมเคิล จอร์แดน" ชนิดที่ว่าตามดูทุกแมตช์ที่จอร์แดนลงเล่น ยุคนั้นจอร์แดนถือว่าเป็นนักบาสฯ ที่สุดยอดคนนึงเลยก็ว่าได้ ผมชอบดูการแข่งขันของเขา เพื่อที่จะนำมาปรับใช้ในการเล่นของตัวเอง"

เล่นบาสฯ อยู่ดีๆ ไหงมาสนใจตีกลองได้ "จ๊อบ" กล่าวว่า "พอโตขึ้นแล้วความสนใจในเรื่องบาสฯ ก็เริ่มลดลง กลับไปโฟกัสเรื่องอื่นมากกว่า ประกอบกับที่จอร์แดนเลิกแข่งแล้วด้วย พอดีกับว่าผมชอบดนตรีอยู่แล้ว ลองเล่นเครื่องดนตรีมาครบทุกชิ้น แต่ถูกใจการตีกลองที่สุด เลยหันมาตีเป็นจริงเป็นจัง จนถึงขั้นเป็นวงของมหาวิทยาลัยเลย"

"ผมตี กลองตั้งแต่ม.6 กลองชุดนี้เป็นของที่ผมซื้อเอง แต่บางชิ้นอาจถูกเปลี่ยนไปให้ทันสมัยมากขึ้น นอกจากตีกลองแล้วผมยังชอบเพลงถึงขนาดชีวิตนี้ขาดเสียงเพลงไม่ได้ ว่างๆ ก็จะตีกลอง แกะเพลงไปด้วย"

แล้วหนุ่ม "จ๊อบ" ก็หยิบของรักชิ้นถัดไปมาให้ดู "อันนี้เป็นโปสเตอร์วงเดอะบีตเทิลส์ครับ ถือเป็นวงที่คลาสสิคมากวงหนึ่ง แม้ว่าเดอะบีตเทิลส์จะเลิกเล่นไปนานแล้ว แต่ผลงานเพลงของเขายังมีให้ฟังจนถึงทุกวันนี้"

ถามถึงเสน่ห์ของของ ที่สะสม "จ๊อบ" บอกว่า "ผมไม่ได้สะสมเพราะความชอบอย่างเดียว แต่สะสมเพราะตัวเองเล่นจริงด้วย อย่างบาสเกตบอลหรือดนตรี ผมชื่นชอบทั้งสองอย่าง การสะสมถือเป็นงานอดิเรกที่ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดไอเดียสร้างสรรค์ในการไปทำอย่างอื่นด้วยครับ"

คอลัมน์ เพลินภาพดารา




สาวๆ เตรียม กรี๊ด เพราะวันนี้เอาใจกันสุดฤทธิ์ หยิบเอาภาพของหนุ่มฮอตลูกครึ่งจีน-เวียดนาม "ธันวา สุริยจักร" มาให้ดูกันไล่กันมาตั้งแต่ละอ่อน จนเป็นหนุ่มหล่อ



1-รูป นี้เป็นรูปครอบครัวครับ ถ่ายตั้งแต่ผมเด็กๆ ถ่ายที่ประเทศลาว รูปนี้เป็นความรู้สึกที่ประทับใจเห็นแล้วก็ให้นึกถึงที่บ้านครับ เพราะว่าช่วงหลังๆ มานี้ผมทำงานอยู่ที่ประเทศไทยตลอด นานๆ จะได้กลับไปบ้านสักครั้งหนึ่ง เห็นรูปนี้ทีไรก็คิดถึงครอบครัวครับ



2-รูป นี้ถ่ายกับน้องๆ เห็นรูปนี้ก็คิดถึงน้องๆ ผมไม่ค่อยได้กลับบ้าน พอ กลับไปแต่ละครั้งก็ไม่ค่อยได้อยู่พร้อมหน้ากันเลย เพราะว่าตอนนี้น้องสาวผมก็โตแล้วเขาไปเรียนที่ฝรั่งเศส ส่วนน้องคนเล็กเรียนที่เวียงจันทน์ นานๆ ถึงจะได้เจอกันพร้อมหน้า 3 พี่น้องสักที



3-เป็นการ ถ่ายรูปที่เมืองไทยครั้งแรก ถ่ายในสตูดิโอเพื่อส่งไปแคส ติ้งนักแสดงช่อง 7 และทำให้ผมได้เซ็นสัญญากับช่อง 7 ผมจำได้ว่าตอนที่ไปถ่ายครั้งนั้นเกร็งมาก ตื่นเต้นด้วย เป็นการถ่ายรูปครั้งแรกในวงการที่ผมประทับใจ เพราะทำให้ผมได้มาทำงานตรงนี้



4-โปส เตอร์หนังเรื่อง "ฮักนะ สารคาม" เป็น การแสดงหนังเรื่องแรกของผม คือที่ผ่านมาเวลาเราไปดูหนังจะเห็นรูปดาราในหนังเรื่องนั้นๆ อยู่ในโปสเตอร์ติดอยู่ตามโรงหนัง แต่ครั้งนี้ในโปสเตอร์มีรูปเราอยู่ด้วยก็ดีใจ และก็ตื่นเต้น ผมให้น้องสาวเก็บอะไรที่เกี่ยวกับหนังไว้ทั้งหมด



5-โปสเตอร์ ละคร "มนต์รักแม่น้ำมูล" เป็นละครเรื่องแรกของผม ได้ร่วมงานกับพี่นักแสดงเก่งๆ หลายคนอย่าง พี่จุ๋ย, พี่เวียร์ และนักแสดงคนอื่นๆ ที่สำคัญได้ทำงานร่วมกับ พี่ธงชัย(ประสงค์สันติ) ด้วย ถือว่าเป็นการแสดงละครครั้งแรกที่เป็นความทรงจำที่ดีและประทับใจ

สตรีเหล็ก

คอลัมน์ ย้อนอดีต


เมื่อ 11 ปีที่แล้ว "สตรีเหล็ก" สร้างความฮือฮาให้กับวงการภาพยนตร์ไทย เพราะสร้างจากเรื่องจริงของทีมวอลเลย์บอลชาย โดยผู้เล่นทั้งทีมเป็นกะเทย ผลงานกำกับฯ ของ "สิน"ยงยุทธ ทองกองทุน มี ปนัดดา โพธิวิจิตร และ ศศิวิมล ชินเวชกิจวานิชย์ เป็นผู้ช่วย เขียนบทโดย วิสุทธิชัย บุณยะกาญจน และ จิระ มะลิกุล จัดจำหน่ายโดยค่ายไท เอ็นเตอร์เทนเม้นท์

นำแสดงโดย "ติ๊ก"เจษฎาภรณ์ ผลดี(ชัย), สิริธนา หงส์โสภณ(ครูบี๋), "ต่อ"สหภาพ วีระฆามินทร์(มล), "ป๋อม"ชัยชาญ นิ่มพูลสวัสดิ์(จุง), "อี้"เอกชัย บูรณผานิต(วิทย์), โจโจ้ ไมอ๊อกชิ(โหน่ง) และ "โกโก้"กกกร เบญจาธิกุล(เปีย) ซึ่งหลังภาพยนตร์ออกฉาย แจ้งเกิดให้กับ "ป๋อม-ชัยชาญ" และ "โกโก้-กกกร" ทันที

"สตรีเหล็ก" ประสบความสำเร็จด้านรายได้ ก่อให้เกิดกระแสสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับกีฬา และเพศที่สาม นอกจากนี้ยังได้ออกไปฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ โดยได้รับการเสนอเข้าชิงรางวัล 12 รางวัล ได้รางวัลมา 10 รางวัล ทั้งรางวัลภาพยนตร์แห่งชาติ สุพรรณหงส์ เทศกาลภาพยนตร์นานาชาติโตรอนโต และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเบอร์ลิน

เมื่อครูบี๋ โค้ชคนใหม่ก้าวเข้ามา การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้นกับทีมวอลเลย์บอลชายประจำจังหวัดลำปาง ซึ่งยังไม่เคยรู้รสชาติของชัยชนะมาก่อนแม้แต่ครั้งเดียว โค้ชคนใหม่พยายามทุกวิถีทางที่จะสร้างทีมให้แข็งแกร่ง มล และจุง นักตบลูกยางฝีมือก๋ากั่น เข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ แต่กลับสร้างความอึดอัดให้กับคนอื่นๆ จนพากันลาออกไป เพราะทั้งคู่เป็นกะเทย คงเหลือแต่ ชัย มือเซ็ตตัวฉกาจที่พยายามทำใจ แต่ผู้เล่นแค่ 3 คน ไม่สามารถเป็นทีมได้ วิทย์, โหน่ง และเปีย เพื่อนร่วมทีมของมลและจุงสมัยเรียน จึงต้องเข้ามาช่วยเสริมกำลัง ภายใต้ชื่อทีม "สตรีเหล็ก"

เหรียญทองจากการแข่งขันกีฬาแห่งชาติที่ปากน้ำโพเกมส์ คือเป้าหมายของทีม อุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้น ตลอดเส้นทางของการเป็นแชมป์ คือสิ่งทดสอบความแข็งแกร่งของกำลังกายและกำลังใจของทีมสตรีเหล็ก ทีมที่มีเป้าหมายเหมือนกัน โดยคนที่แตกต่างกันสุดขั้ว กิตติ ผู้มีอำนาจในแวดวงกีฬา เมืองแมน อดีตสมาชิกทีมลำปาง กลายมาเป็นหัวหน้าทีมคู่แข่งตัวเก่ง ต่างเป็นเพียงส่วนหนึ่งของด่านทดสอบที่จะพิสูจน์ใจ จนกว่าจะถึงวันแห่งการเผชิญหน้าครั้งสุดท้าย โดยมีเหรียญทองเป็นเดิมพัน



พระเอก สุดหล่อ "ติ๊ก" เจษฎาภรณ์ ผลดี หนุ่มแท้ๆ เพียงหนึ่งเดียวของทีม "สตรีเหล็ก" กล่าวถึงความประทับใจที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้ให้ฟังว่า

"ตอนถ่ายหนัง "สตรีเหล็ก" สนุกดี เหมือนได้ซ้อมกีฬาด้วย ตัวผมเองชอบเล่นกีฬา จึงมีทักษะในเรื่องกีฬา "สตรีเหล็ก" ถือเป็นงานชิ้นที่ 3 ของผม การทำงานรู้สึกสบายขึ้น ส่วนหนึ่งด้วยบทไม่เครียด เจอบรรยากาศที่สนุกๆ ทุกคนเล่นเป็นกะเทยหมด มีผมคนเดียวที่เล่นเป็นผู้ชายธรรมดา แล้วหนังดำเนินเรื่องแบบสบายๆ ไดอะล็อกต่างๆ เป็นภาษาที่คนปกติพูดกันในชีวิตประจำวัน"

"ติ๊ก" กล่าวต่อว่า "จำได้ว่าตอนถ่ายทำผมหลุดขำตลอด อย่างพี่โจโจ้ตัวใหญ่ล่ำบึ้กขนาดนั้น หรือพี่ต่อที่เป็นนักร้องเท่ๆ แต่พอมาเล่นเป็นกะเทยกัน ผมก็อดขำไม่ได้ แต่ละคนเตรียมมุขมาขายผู้กำกับฯกันเพียบ เพราะหนังจะเป็นแนวตลกด้วย บรรยา กาศในกองจึงเฮฮามาก นอกจากความสนุกแล้ว หนังก็ยังให้ข้อคิด รวมถึงได้รับรางวัลทั้งในและนอกประเทศเยอะมาก ผมดีใจที่ "สตรีเหล็ก" เป็นหนังที่หลายคนยังนึกถึงและชื่นชม ภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ครับ"
Saturday, August 27, 2011

"ฟิล์ม"ลีลาพลิ้ว สอนสเกต"แก้ว"


สุธินี ภักวงษ์ทอง-เรื่อง /อนงค์ จันทร-ภาพ

เข้ม ข้นขึ้นทุกตอน สำหรับละคร "บันทึกรักซุปเปอร์สตาร์" ทางช่อง 8 อินฟินิตี้ ที่นำแสดงโดยพระเอกหนุ่ม "ฟิล์ม"รัฐภูมิ โตคง ทรัพย์ กับสาว "แก้ว"จริญญา ศิริมงคลสกุล ที่มีข่าวลือเลิฟกันนอกจอ เพราะดูสนิทกันอย่างแรง

แต่ทั้งคู่ยืนยันความสัมพันธ์เป็นเพียงพี่น้อง

ล่าสุดจังหวะดี ฉกตัว "ฟิล์ม-แก้ว" มาทำกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งทั้งคู่เลือกโชว์ลีลาการเล่นสเกตน้ำแข็งที่สยามดิสคัฟเวอรี่

เมื่อ ถึงเวลานัด "ฟิล์ม-แก้ว" มาตรงเวลาเป๊ะ หลังทักทายกัน ทั้งคู่ก็ขอตัวไปเปลี่ยนรองเท้าสเกต ระหว่างนั้น "สาวแก้ว" ดูเกร็งๆ พอถามว่า เล่นเป็นหรือเปล่า เจ้าตัวตอบ "พอเล่นได้ค่ะ"

แต่เอ๊ะ!! น้ำเสียงฟังดูแบ่งรับแบ่งสู้ยังไงชอบกล ต่างจากนักร้องหนุ่มรุ่นพี่ที่ดูกระตือรือร้นจะลงเล่นเป็นพิเศษ

พอ ทั้งคู่พร้อมก็ลงสู่ลานสเกตทันที ไอ้ที่รู้สึกตงิดๆ เมื่อตะกี้ก็มาส่งผลในตอนนี้ เมื่อหนูแก้วที่ถูกคาดหวังว่าจะเล่นได้พลิ้ว กลับดูยักแย่ยักยัน เดินเกาะขอบสนามค่อยๆ ขยับทีละก้าว ผิดกับหนุ่มฟิล์มที่เล่นได้อย่างทะมัดทะแมง ลีลาดูพลิ้ว แม้จะถ่อมตัวว่าไม่ได้เล่นมาเป็นสิบปีแล้วก็ตาม

เห็นท่าคงไม่ได้ภาพ "ฟิล์ม-แก้ว" โชว์ลวดลายการเล่นสเกตน้ำแข็งอย่างมืออาชีพ เลยต้องเปลี่ยนคอนเซ็ปต์ให้พี่ฟิล์มช่วยสอนน้องแก้วแทน

แต่ เอ๊ะ...สอนไปสอนมาดูจะไม่รอด พี่ฟิล์มรู้ตัวว่าคงทำหน้าที่ครูจำเป็นไม่ได้ ก็ทิ้งให้หนูแก้วยืนมองเด็กๆ ที่เล่นในสนามไปพลางๆ ส่วนตัวไปโชว์ลีลาอวดแฟนคลับที่มาเชียร์อยู่ข้างสนาม ปล่อยสาวแก้วยืนมองตาละห้อย

ยืนเศร้าอยู่ไม่นาน สาวแก้วก็เกิดแรงฮึด บ่นพึมพำอยู่ในลำคอ "แพ้เด็กไม่ได้!!"

ว่า แล้วน้องหนูก็แอ๊กท่าสวยให้ตากล้องจับภาพ เดี๋ยวขยับท่าโน้นท่านี้ ภาพที่ออกมาเลยสวยสมใจ นี่ถ้าใครไม่รู้ นึกว่าเล่นสเกตน้ำแข็งขั้นเทพ

ด้าน "ฟิล์ม" หันมาเห็นเลยขอร่วมเฟรมบ้าง โพสท่าสวยๆ ให้ถ่ายอีกหลายแอ๊ก

ออกลีลา กันพักใหญ่ ทั้งคู่ดูเหนื่อยอ่อนเลยขอตัวนั่งพักดื่มน้ำ พอหายเหนื่อยก็มาคุยถึงกิจกรรมวันนี้ โดย "สาวแก้ว" กล่าวก่อนว่า "วันนี้สนุกดีค่ะ จริงๆ เคยเล่นมาก่อน แต่ไม่ได้จริงจัง นี่ถ้าได้ลองเล่นอีกสักพักคงดีขึ้น โชว์หมุนตัวได้เลยค่ะ" โม้จบก็หัวเราะร่วน

หันไปเอ่ยชมฟิล์มว่าวันนี้เล่นสเกตได้ไม่เบา เจ้าตัวว่า "ผมไม่ได้เล่นนานมาก นี่ก็เล่นไม่ค่อยเก่งเท่าไหร่ เมื่อกี้จะล้มให้ได้(หัวเราะ) ล้มไปทีนึงด้วย เพราะก้มตัวไปคุยกับเด็กแล้วก้มต่ำไป"

สำหรับประสบการณ์ที่เล่นไอซ์สเกต ของหนุ่มฟิล์มมีตั้งแต่ช่วงมัธยมปลาย ช่วงนั้นไอซ์สเกตกับโรลเลอร์เบลดฮิตมาก วัยรุ่นต้องเล่นเป็น

"เมื่อ ก่อนผมไปเล่นแถวอิมพีเรียลบ่อยมาก นี่เว้นมาจะ 10 ปีแล้ว แต่ก็ยังมีเบสิกอยู่ครับ" ฟิล์มกล่าว แล้วก็วิจารณ์ถึงการเล่นสเกตของนักร้องสาวรุ่นน้องว่า "ยังพอเดินได้ แสดงว่ายังมีเบสิกอยู่"

แก้วรีบแทรก "นี่ถ้าให้เวลาอีก 10 นาที หนูหมุนตัวได้เลย" ฟิล์มไม่รอช้า แซวกลับทันควัน "อ้าวเหรอ นึกว่าพิการแล้วล้มหัวหมุน(หัวเราะ)"

วันนี้มาเล่นสเกตอีกครั้ง ฟิล์มบอกรู้สึกดี ได้มาในสถานที่ซึ่งไม่ค่อยมีโอกาสมา ตอนนี้พัฒนาใหม่ สวยมาก เป็นแหล่งท่องเที่ยวไม่อายฝรั่ง

ส่วนการได้มาเล่นสเกตกับแก้ว นั้น ฟิล์มเผย "น้องน่ารักอยู่แล้ว ผมชอบอยู่กับเขา เพราะส่งมุขอะไรกันดี ทำให้เวลาคุยกันแล้วมันสนุกดี อย่างวันนี้เรามาเล่นสเกตด้วยกันก็สนุก เล่นแบบตัวใครตัวมันหน่อยเพราะเดี๋ยวจะล้ม"

เชื่อแล้วว่าเล่นแบบตัวใครตัวมัน เพราะเล่นปล่อย "หนูแก้ว" มองตามตาละห้อยซะขนาดนี้



ข่าวกุ๊กกิ๊กนอกจอมาจากกระแสละคร

เดิมสนิทกันอยู่แล้ว เพราะเป็นพี่น้องร่วมค่ายอาร์เอส แต่ยิ่งสนิทกันมากขึ้นเมื่อจับคู่เล่นละครเรื่อง "บันทึกรักซุปเปอร์สตาร์" ทางช่อง 8 อินฟินิตี้ ด้วยกัน

โดย "ฟิล์ม-รัฐภูมิ" เปิดม่านก่อนว่า "เราถ่ายละครกันทุกวัน ถ่ายไปออนไป ถ่ายหนักมาก บางทีไปงานคอนเสิร์ตหรือทำงานข้างนอกมา ต้องกลับมาถ่ายใหม่ยันตี 2 ตี 3 ซึ่งเราทำงานกันหนักก็เพื่อให้มันออกมาดีที่สุดครับ"

เล่นละครเรื่องนี้ด้วยกัน ทำให้ต้องอยู่ด้วยกันตลอด แก้วพยักหน้า "ใช่ค่ะ ในเรื่องจะเจอพี่ฟิล์มเยอะมาก ถ่ายทุกวันก็เจอทุกวันเลย"

เม้าธ์พี่ฟิล์มให้ฟังหน่อยได้ปะ สาวแก้วทำหน้าเอ๋อเหมือนไม่กล้า ก่อนจะหันไปทางฟิล์มขออนุญาต พอฟิล์มพยักหน้า เจ้าตัวไม่รอช้า

"พี่ เขาชอบแกล้ง บางทีชอบเปิดเผยมากจนแก้วตกใจ อย่างฉากใส่ชุดว่ายน้ำจะเดินแก้ผ้าในคอนโดฯ ไม่อายคนอื่น" จากนั้นก็หันไปทางฟิล์ม "แล้วไม่ถามคนอื่นเลยว่าอยากดูมั้ย"

ถาม ฟิล์มว่าทำไมถึงแกล้งน้องแบบนั้น ฟิล์มหัวเราะ "ไม่หรอก เนื่องจากโลเกชั่นมันดี ในเรื่องพระเอกเป็นคนรวยมีคอนโดฯ หรู ผมเลยทำเป็นห้องนอนตัวเองไปเลย มีบางฉากผมชอบเล่นมุขสด ผู้กำกับฯให้ทำท่าฉี่ ผมเลยเล่นจริงเปิดก้นให้ดู (หัวเราะ)"

แก้วเห็นไหม "พอดีว่าหลับตาทันค่ะ"

แหม...ฟิล์มก็เล่นแรงไปป่ะ เจ้าตัวตอบเนียนๆ "ก็แบบนี้แหละครับ สนิทกันมาก"

มาถึงตา "ฟิล์ม" เม้าธ์ "แก้ว" บ้าง ฟิล์มหันไปทำตาเจ้าเล่ห์ใส่ พร้อมว่า "มันเยอะเดี๋ยวนึกก่อน" ทำท่านึกอยู่สักพักก่อนบอกว่าไม่มี

ถามถึงข่าวคราวที่มีออกมาตั้งแต่เปิดกล้องว่ากุ๊กกิ๊กกันนอกจอ แก้วบอก ไม่ซีเรียส เพราะเป็นกระแสละคร ความจริงสนิทกันอยู่แล้ว

ฟิล์มถูกใจอะไรแก้วถึงสนิทกันมาก นักร้องหนุ่มกล่าวชม "เขาเป็นเด็กดีและจริงใจ ขยันทำงานรักพ่อรักแม่ ผมชอบอยู่แล้ว"

แก้วล่ะ ถูกใจพี่ฟิล์มตรงไหน "เขาเป็นรุ่นพี่ที่เราปลื้ม ทำงานเก่ง เฟรนด์ลี่ รักครอบครัวค่ะ"

อยู่ในกองฟิล์มเจ้าชู้ไหม ฟิล์มแทรก "บอกเลยว่าเจ้าชู้ แต่ผมจริงใจ"

แก้ว ว่าจริงไหมที่พี่เขาพูด แก้วตอบ "ก็คงอย่างนั้น แก้วว่าผู้ชายต้องมีความเป็นแบบนี้อยู่แล้ว แล้วแต่ว่าจะแสดงออกมาในทางไหนมากกว่าค่ะ"

ตอบแบบนี้ก็เข้าทางพี่ฟิล์มเลยหนูแก้วเอ๋ย

จบง่าย

คอลัมน์ บอกต่อ


หลัง โต้เรื่องที่นางเอกสาว 'ชมพู่'อารยา เอ.ฮาร์เก็ต พูดเรื่องต้นทุนสูงกว่าไปวันก่อนว่าแบ่งชนชั้น ทั้งที่จุดเริ่มต้นมาไม่ต่างกัน แถมชี้ทำตัวเป็นเรยาเหมือนที่เล่นในละคร

มา ล่าสุด ก่อนที่สาวชมพู่จะตอกกลับ สาว 'ออย'ศรุตา เรืองวิริยะ ก็ควงแฟนหนุ่ม 'บุตร' สุริยะ อัศวนิก มาร่วมงานประกวดออกแบบลายเสื้อ "This is RBAC" ปี 2554 ที่มหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต

พร้อมบอก ขอหยุดสงครามน้ำลายมหากาพย์อันนี้สักที เพราะตอบกันไปมา ต่างมีอารมณ์ ฉะนั้นขอเป็นฝ่ายยุติก่อน ไม่จองเวรจองกรรม เลิกแล้วกันไป ถ้าเคยทำอะไรชาติที่แล้วก็อโหสิกรรมให้ จะไม่ตอบเรื่องนี้แล้ว

จาก นั้นก็เผยสาเหตุที่ควงหวานใจมางานว่า "มาให้กำลังใจค่ะ แล้ววันนี้เรามีงานต่อด้วยกัน เขาก็มาขับรถให้" พูดเสร็จก็โบ้ยอยากให้ถามแฟนหนุ่มบ้าง งานนี้ทำเอานักข่าวออกอาการมึน ว่าเกี่ยวกันไหม

คำตอบจากดาราสาวคือ "มันกระทบต่อการใช้ชีวิตของเรา คนในวงการที่มาตัดผมกับบุตรก็ถาม เลยอยากให้บุตรพูดให้ทุกคนเข้าใจว่าความสัมพันธ์ยังดีอยู่ ไม่ได้คบกันเพื่อสร้างภาพหรือสร้างกระแส ทุกอย่างธรรมชาติ"

ออยกล่าวอีกว่า "หลังให้สัมภาษณ์วันก่อนก็ไม่จบ มีคำถามเดิมๆ คำถามจี้ๆ มาตอกย้ำ ทำให้ต้องตอบอะไรแรง"

ตอน นี้เวลาตอบคำ ถาม ดาราสาวว่า "ต้องคิดเยอะขึ้น มานั่งคิดว่าเราพูดแรงมากเลยเหรอ เพราะคนในวงการบอกแรงมาก แต่ต้องเข้าใจว่าบางคำถามค่อนข้างแรง เราก็ต้องตอบกลับไปแรง ตอนนี้เดินไปไม่รู้จะโดนทุเรียนเมื่อไหร่ เข้าใจว่าลุกส์เราแรง เลยมีเอฟเฟ็กต์กลับมา"

"ก็อยากบอกผ่านสื่อว่า ขอโทษถ้าคำพูดออยทำให้ใครหลายคนไม่พอใจ" ออยกล่าวพร้อมยกมือไหว้ และเผยต่อว่า "จะเป็นแฟนคลับหรืออะไรก็ตาม ทุกคนต้องมีอารมณ์ไม่ว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับใคร ยังไงขอโทษด้วยแล้วกัน"

จบง่ายดีแฮะ

"เจสัน โมมัว" พระเอกก้ามปูคนใหม่

คอลัมน์ สตาร์ต่างแดน


แม้ Conan the Barbarian หนังแอ�กชั่น สุดอลังการจะทำรายได้ในสัปดาห์แรกของการเข้าฉายต่ำกว่าประมาณการไปมาก แต่ "เจสัน โมมัว" พระเอกของเรื่องกลับได้รับการพูดถึงเป็นอย่างมาก ว่าเขานี่แหละ ที่จะมาเติมเต็มสิ่งที่ฮอลลีวู�ดขาดหายไปหลายปี นั่นก็คือ พระเอกนักบู๊รูปร่างสวยงามชนิดที่เกิดมาเพื่อเล่นแอ�กชั่นโดยเฉพาะ

เพราะ หลังจากยุคของ อาร์ โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์, ซิลเวส เตอร์ สตอลโลน หรือแม้แต่ บรู๊ซ วิลลิส ฮอลลีวู�ดก็ไม่สามารถหาใครมาแทนที่ได้จริงๆ เสียที ไม่ว่าจะเป็น เดอะร็อก หรือ วิน ดีเซล ก็ดูจะไม่ใช่ตัวจริงซักเท่าไหร่...ความหวังของแฟนหนังจึงไปตกที่ คริส เฮมส์ เวิร์ธ จาก "ธอร์ เทพเจ้าสายฟ้า" และ "เจสัน โมมัว" คนนี้

โจเซฟ เจสัน นามาคาเอฮา โมมัว หรือ เจสัน โมมัว เกิดเมื่อ 1 ส.ค. 1979 ปัจจุบันอายุ 32 ปี เขาเกิดที่ฮาวาย สหรัฐ มีพ่อเป็นชาวฮาวายพื้นเมืองและแม่มีเชื้อสายอเมริกัน ไอริชและเยอรมัน เขาคว้าตำแหน่ง "นายแบบแห่งปีของฮาวาย" เมื่ออายุ 20 ปี และผันตัวมาเป็นนายแบบในเวลาต่อมา

หลังจากนั้นโมมัวก็ได้โชว์ฝีมือ การแสดงครั้งแรกในบท "เจสัน" ใน ซีรีส์ Baywatch ซึ่งส่งให้มีงานแสดงอย่างต่อเนื่อง แต่เกือบทั้งหมดเป็น ซีรีส์ มีภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวคือ Johnson Family Vacation ในปี 2004 ซึ่งก็เป็นแค่บทเล็กๆ เท่านั้น

สำหรับชาวอเมริกัน โมมัวจึงไม่ถือเป็นนักแสดงหน้าใหม่ แต่ก็ไม่ใช่นักแสดงมีชื่ออะไรมากมาย ยิ่งสำหรับคอหนังบ้านเราด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ น้อยคนนักที่จะรู้จักเขา

เพราะ ฉะนั้นถ้าจะพูดแบบคนบันเทิงเกาหลีก็คงจะต้องพูดว่า "Conan the Barbarian" คือการเดบิวต์อย่างเต็มตัวของเขาและไม่ใช่การเดบิวต์แบบธรรมดา เพราะหนังเรื่องนี้ใช้ทุนสร้างกว่า 90 ล้านดอลลาร์ แถมบท "โคแนน" ก็เคยส่งให้ อาร์ โนลด์ ชวาร์เซเน็กเกอร์ ดังเป็นพลุแตกมาแล้ว เมื่อ 29 ปีก่อน

นั่นหมายความว่า โอกาสก้าวขึ้นซูเปอร์สตาร์นักบู๊ ในครั้งนี้ มาพร้อมกับความกดดันอย่างมหาศาล

"ผม ก็ไม่รู้ว่าผลตอบรับมันจะเป็นยังไง แต่ไม่สนใจมันจะดีกว่า ผมเองก็ชอบอาร์โนลด์นะ ผมต้องกลับไปดูภาคเก่าๆ เพราะมันสร้างความประทับใจให้คนดูเอาไว้มาก แต่หนังมันก็ 30 ปีมาแล้ว ยังไงเราก็ควรจะสร้างใหม่ ผมหวังว่าทุกคนจะรักหนังเรื่องนี้"

"ผมรู้ ดีว่ามันเป็นภาระที่หนักแค่ไหน แต่ผมก็จะไม่รับงานนี้แน่ถ้าผมไม่มั่นใจว่าทำได้และทำได้ดีกว่าที่เคยดูภาค เก่ามา อาร์โนลด์บอกผมว่าเขาชอบมัน ซึ่งทำให้ผมดีใจและมั่นใจมาก ขึ้น ตอนนี้ผมกำลังทำงานกับสตอลโลน เขาดูมันแล้วและเขาก็ชอบมันเหมือนกัน"

12 ปีในโลกบันเทิง ภาพลักษณ์ของโมมัวค่อนข้างชัดเจนว่าเหมาะกับบทแอ�กชั่นมากกว่าซีนอารมณ์ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะรูปร่างที่สมบูรณ์แบบ หลายคนจึงมั่นใจว่าเขาจะมาทดแทนพระเอกกล้ามโตรุ่นพี่อย่างชวาร์เซเน็กเกอร์ และสตอลโลนได้สบายๆ

ส่วนโมมัวก็ยอมรับว่าเขาชอบบทแอ�ก ชั่นมากกว่า แม้จะดูเหมือนไม่ต้องแสดงอารมณ์มากแต่ตัวละครแต่ละตัวก็มีคาแร็ก เตอร์ที่ต่างกัน ส่วนเรื่องของการรักษารูปร่างให้ดีตลอดเวลา ก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบาก เพราะเขาชอบออกกำลังกายอยู่แล้ว พูดง่ายๆ ว่า การเป็นพระเอกนักบู๊ไม่มีอะไรที่เป็นเรื่องยากสำหรับเขาเลยแม้แต่น้อย

งั้นก็ถึงเวลาต�อนรับซูเปอร์สตาร์กล้ามโตคนใหม่เสียแล้ว

"ฝ้าย"พาตะลอนเกาะเกร็ดถิ่นเดิม เขียนลายปั้นโอ่ง-เยือนร้านประจำ

คอลัมน์ วันนี้ที่เดิม


เป็น นักร้องนำของวงแอมฟายน์ ของค่าย อาร์เอส ที่กำลังมีซิงเกิ้ลเพลง "น้ำตาจะไหล" ให้ฟังกันอยู่ขณะนี้ สำหรับสาว "ฝ้าย" ณัฐหทัย แสงเพชร ที่วันนี้จะพาไปตะลุยถิ่นเก่าที่ๆ เคยประทับใจ เพื่อย้อนอดีตและรำลึกก่อนที่เธอจะมามีชื่อเสียงอย่างในทุกวันนี้

เพราะ เธอเกิดและโตที่ จ.นนทบุรี ชีวิตของนักร้องสาวคนนี้จึงผูกพันกับที่นี่ตั้งแต่เกิด และครั้งนี้ได้ควงคุณแม่ "ชลิตา แสงเพชร" ไปร่วมรำลึกความหลังด้วย

จุด แรกที่พาไปคือ เกาะเกร็ด หลังจากที่ นั่งเรือข้ามฟากไปยังวัดปรมัยยิกาวาส สอง แม่ลูกนำชมสถานที่ต่างๆ พร้อมเลือกซื้อสินค้า อาทิ แว่นตา ขนม ดูการแกะสลักไม้เป็นรูปไดโนเสาร์ ดูการนำขวดพลาสติกเก่ามาตัดตกแต่งลวดลายจนกลายเป็นของใช้ใหม่ๆ น่ารัก และวิธีการทำก็ง่ายแถมถ�าซื้ออุปกรณ์สอนให้ฟรีด้วย ทำเอาสองแม่ลูกต้องควักเงินจ่ายไปหลายอัฐ

แล้วเพราะที่นี่ขึ้นชื่อ เรื่องการปั้นโอ่งและยังมีการปั้นโอ่งขายกันอยู่ สาว "ฝ้าย" เลยเกิดสนใจอยากลองทำบ้าง งานนี้เลยไม่รอช้ารีบเรียกมอเตอร์ ไซค์รับจ้างให้ไปส่งที่โรงงานจ๋อมแจ๋ม หรือที่ชาวบ้านเรียก บ้านลุงเติมดินเปรอะ ซึ่งเป็นโรงงานเดียวที่ยังคงทำอยู่

พอไปถึงได้เห็น "ช่างตี๋" กำลังนั่งเขียนลายของโอ่งอยู่ "ฝ้าย" ก็คันไม�คันมือจึงไปขอช่วยเขียนด้วย โดยไม่รอช้าจัดแจงเปลี่ยนกางเกงก่อนลงมือทำ โดยมีช่างตี๋ช่วยสอนวิธีเขียนลาย จากนั้นเธอก็ลงมือทำเองแต่ยังไม่เสร็จ หมดเวลาซะก่อนเพราะต้องไปชมที่อื่นอีก ช่างตี๋เลยบอกว่าวันหลังให้กลับมาเอาจะเก็บไว้ให้

จากนั้นไปปั้น โอ่งต่อโดย "ลุงเติม" เจ้าของโรงงานเรียกช่างมือดีมาช่วยเทรนสาว "ฝ้าย" อย่างใกล้ชิด โดยใช้เวลาอยู่ที่นี่เกือบครึ่งช.ม. ก็ต้องเดินทางไปที่อื่นต่อ เลยขอตัวไปล้างมือล้างไม้พร้อมลาลุงเติมนั่งเรือข้ามฟากกลับฝั่ง

ระหว่าง นั่งเรือข้ามฟากกลับฝั่ง 5 แยกปากเกร็ด "ฝ้าย" ก็บอกว่า "เกาะเกร็ดเป็นที่ที่ฝ้ายมาเที่ยวบ่อยมาก เพราะใกล้บ้านและมีของกินอร่อยมาก ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ทั้งของทั้งคนจะเต็มไปหมด และราคาก็ไม่แพงด้วย บางทีว่างๆ ไม่มีอะไรทำก็จะมาเที่ยวเล่น มากับที่บ้านบ้าง มาคนเดียวบ้าง มาแล้วสดชื่นดีและมีความสุขดีค่ะ"

เมื่อข้ามฟากเรียบร้อยแล้ว "ฝ้าย" พาไปกินข้าวที่ร้าน "เหมือนฝัน" ย่านแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นร้านอาหารประจำของครอบครัว ซึ่งแม่ของเธอมากินตั้งแต่ยังไม่แต่งงาน ขับรถออกจาก 5 แยกปากเกร็ดมุ่งตรงไปปากทางเข้าเมืองทอง กลับรถนิดเดียวก็ถึงร้าน เมื่อเข้าไปในร้าน เสียง "พี่พร" พนักงานต�อนรับที่คุ้นเคยกับบ้านนี้อย่างดีก็เข้ามาทักทายอย่างเป?นกันเอง พร้อมจดรายการอาหารที่สั่ง มีตั้งแต่ แกงเขียวหวานเนื้อ, พอร�กช็อพ, ยำวุ้นเส้น ฯลฯ ตบท้ายด้วยขนมปังเย็น ซัดกันแบบเต็มอิ่มเพราะคอนเฟิร์มทุกอย่างอร่อยจริง

ด้าน "พี่พร" เล่าว่า "ทุกครั้งที่น้องฝ้ายและครอบครัวมากินที่ร้านก็จะสั่งอาหารไม่หนีไปจากที่ กินในวันนี้ ตอนเด็กน้องฝ้ายจะไม่ค่อยพูด นิ่ง ชอบนั่งอ่านหนังสือ มีหัวเราะบ้างเวลาที่พี่กับแม่แซวกัน บ้านนี้จะชอบมานั่งกินหลังเลิกเรียน ไม่นึกว่าวันหนึ่งเขาจะมาเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังเพราะตอนนั้นเขา ไม่มีแววเลย ตอนนี้ได้เห็นเขาร้องเพลงทีไรน้ำตาจะไหลด้วยความปลื้ม เพราะเรารู้สึกว่าเหมือนกับเขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเรา เป็นคนดังที่เรารู้จัก ถึงตอนนี้น้องฝ้ายพูดเก่งขึ้น ร่าเริง สดใส ดีใจแทนเขาจริงๆ ที่ประสบผลสำเร็จ และอยากจะให้น้องเขาเป็นแบบนี้ตลอดไปค่ะ"

สมแล้วที่เป็นขาประจำกันจริงๆ

รักนอกจอ




หลัง จากออกมาปฏิเสธข่าวสัมพันธ์ระหว่าง ลี มิน โฮ และ ปาร์ก มิน ยอง คู่พระนางจากซีรีส์สุดฮิตเรื่อง "ซิตี้ ฮันเตอร์" หลายต่อหลายครั้ง ล่าสุดเอเยนต์ของ ลี ทนกระแสกดดันไม่ไหว ตัดสินใจยอมรับแล้วว่าพระเอก หนุ่มสุดฮอตกำลังคบหาดูใจอยู่กับสาวปาร์ก แต�เป็นความสัมพันธ์ในช่วงเริ่มต้น ไม่ใช่ความรักที่เร่าร�อนอย่างที่สื่อเกาหลีเขียนถึงแต่อย่างใด

จะรักแบบไหน สาวไทยก็เศร้าอยู่ดี
Tuesday, August 23, 2011

'สหฯ'ผิดหวังรายได้ 'พุ่มพวง'สวนกระแส วอนโรงภาพยนตร์เข้าใจหัวอกคนทำหนัง




หวัง ไว้ค่อนข้างสูงกับรายได้หนัง "พุ่มพวง" แต่ต้องผิดหวังและเสียความรู้สึกเพราะชนกับหนังต่างประเทศฟอร์มยักษ์ และโรงฉายที่ไม่สอดคล้องกับกระแส ซึ่งในเรื่องนี้ 'เอ๋'อวิกา เตชะรัตนประเสริฐ ผอ.ฝ่ายการตลาด สหมงคลฟิล์ม เผยว่า

"จริงๆ แล้วรายได้มาถึงตอนนี้ก็ถือว่าโอเค ซึ่งก็ยังฉายอยู่ในโรงในบางรอบ แต่ก็เหลือน้อยลงแล้ว แต่ช่วงฉายแรกๆ เป็นช่วงที่มีหนังฟอร์มใหญ่ๆ หลายเรื่องมาฉายพร้อมกัน แต่รายได้ตอนนี้ประมาณ 50 ล้านบาท ถือว่า โอเคไม่ขาดทุน"

ต่อข้อถามว่าเสียกำลังใจหรือเปล่าเพราะหนังมีเสียง ตอบรับในทางบวก แต่โรงฉายน้อย บอสสาวกล่าวว่า "ทุกคนคงรู้สึกไม่ต่างกัน ก็รู้สึกนิดนึงเหมือนกันว่า ก่อนหนังฉายมีกระแสค่อนข้างดี คนชมเยอะ โอเคช่วงเปิดตัวก็มีโรงฉายพอสมควร แต่ว่าไม่ได้เยอะมากเท่าที่กระแสมันมาตอนนั้น จริงๆ แล้วทางทีมงานกับเซลส์ก็พยายามต่อรองขอเพิ่มโรงในบางจุด แต่สุดท้ายก็ได้มาเท่าที่ได้"

"มันเป็นจังหวะด้วย พอดีหนังของเราไปชนกับหนังฟอร์มใหญ่อย่าง แฮร์รี่ พอตเตอร์ เราก็ต้องเข้าใจในธุรกิจของโรงหนังด้วย แต่รายได้ที่ออกมาก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร ถ้าเกิดตามกระแสที่มีออกมาบางคนบอกว่าน่าจะได้สัก 80 ล้านบาท หรือ 100 ล้านบาท หลายๆ คนมองว่าน่าจะเป็นหนังที่คนไทยมาดูกันเยอะ เพราะคุณพุ่มพวงก็เป็นบุคคลที่ทุกคนรัก ประกอบกับกระแสหนังที่ออกมาฟีดแบ็กค่อนข้างโอเค"

เจอเหตุการณ์แบบนี้ อยากให้ทางโรงหนังช่วยเหลือหนังไทยอย่างไรบ้าง "ถ้าในมุมของคนทำหนังไทยนะคะ ก็อยากให้ช่วยดึงโปรแกรมของหนัง จริงๆ แล้วตัวของหนังเองมันเริ่มทำงานตอนที่หนังเข้าฉายไปประมาณสัปดาห์ที่สอง กระแสหนังจะมาหลังจากที่หนังฉายไประยะหนึ่งแล้ว อยากให้โรงหนังช่วยในแง่ที่ว่าสัปดาห์ที่ 1-2 ให้เป็นช่วงเวลาที่เลี้ยงหนังไทยเอาไว้นิดนึงค่ะ"

'โอเด็ต'เลิกแฟน-ย้ายกลับไทย ทำงงไม่รู้จัก'โย'-เลิกคุยแต่ร่วมงานได้




"เลิกกับแฟน มันคงไม่มีความสุข คิดถึงเมืองไทย อาหารไทย เพื่อนๆ ครอบครัว หมา มันเลยไปด้วยกันไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะดันทุรังอยู่ทำไม โอเด็ตเลยเลือกกลับเมืองไทยดีกว่าค่ะ" นางแบบสาวหุ่นชะลูด 'โอเด็ต เฮนเรียต แจ๊คโคมิน' เปิดใจในงานเปิดคอนโดฯ "PRIMA" ที่พัทยา ถึงสาเหตุที่ย้ายกลับมาอยู่เมืองไทย จากที่ก่อนหน้านี้ไปปักหลักทำงานกับแฟนหนุ่มที่ประเทศมาเลเซีย

จาก นั้นนางแบบสาวก็เผยอีกว่า "โอเด็ตเพิ่งกลับมาอยู่เมืองไทยไม่กี่วันนี้เองค่ะ ตอนนี้จะย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยถาวรแล้วค่ะ ตั้งแต่กลับมาเมืองไทยวันแรกก็มีงานเลยค่ะ"

ว่าแต่เคลียร์กับแฟนแล้ว นางแบบสาวแง้ม "ค่ะ ตอนนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ยังแคร์กันอยู่ ยังมีความรู้สึกดีๆ ให้แก่กัน แต่ถ้าเราเป็นแฟนกันมันไปกันไม่รอด เราเลิกกันมาได้สามเดือนแล้วค่ะ เราพยายามปรับกันมาหลายรอบ แต่เราพูดภาษาเขาไม่ได้ ทานอาหารเขาไม่ได้ เราไม่รู้จักใครเลย แล้วทุกครั้งที่กลับมาเมืองไทยเราก็รู้สึกมีความสุขมาก จึงรู้สึกว่าชีวิตนี้เราคงไปไหนไม่รอดแล้ว เรากลับมาเมืองไทยดีกว่าค่ะ"

เข็ด กับหนุ่มต่างชาติไหม "ไม่หรอกค่ะ ไม่ได้เจาะจงว่าต้องเป็นฝรั่ง หรือคนไทย คนจีน ขอแค่พูดภาษาเดียวกัน คุยกันรู้เรื่อง เข้าใจกันแค่นี้ก็พอค่ะ"

สาเหตุ ที่เลิกกันเพราะจับได้ว่าเขาเป็นไฮโซเกย์หรือเปล่า โอเด็ตปฏิเสธ "ไม่นะคะ แล้วก็ไม่เคยบอกว่าเขาเป็นไฮโซด้วย เราคบกับเขาไม่ได้มองที่เงินของเขา เราคบเขาเพราะเขา เข้าใจความรักที่เรามีให้กัน"

อย่างนี้จะมีรีเทิร์นไหม "ไม่มีค่ะ เลิกแล้วเลิกเลย"

ตอนนี้ 'บอล ภราดร' ก็โสดแล้วจะมีโอกาสกลับมาคบกันไหม "ไม่ค่ะ"

ความ สัมพันธ์กับนางแบบสาวรุ่นพี่ 'โย'(ยศวดี หัสดีวิจิตร) ที่ก่อนหน้ามีปัญหากันเรื่องเงินค่าโทรศัพท์ ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง โอเด็ตทำเฉไฉ "โยไหนคะ"

'โย-ยศวดี' ไง "โยไหนคะ ไม่รู้จักค่ะ"

บอกว่า ไม่รู้จักกลัวจะมีปัญหามากกว่าเดิมไหม "ยังจะมีปัญหาอีกเหรอ มันจบไปนานแล้วค่ะ ถึงบอกว่าไม่รู้จัก ไม่อยากจำแล้ว เรื่องพวกนี้มันไม่มีประโยชน์ค่ะ"

ไม่กลัวมีผลกับงานเหรอ โอเด็ตกล่าวว่า "งานก็คืองานค่ะ โอเด็ตไม่พูดเรื่องนี้ดีกว่าค่ะ"

ก่อนหน้านี้มีการคุยกับเขา "ไม่คุยค่ะ แต่ก็ร่วมงานได้เพราะงานก็คืองานค่ะ"

Monday, August 22, 2011

'พิ้งกี้'ไม่กล้าเทียบฝีมือ'ธัญญ่า' เล่น'ทองประกายแสด'เมินภาพตอกย้ำ



"กี้ อยู่วงการแสดงมา 18 ปี เราโตแล้ว อาชีพเราคือนักแสดง ฉะนั้น เวลาได้รับบทท้าทายแล้วได้รับการกลั่นกรองจากผู้ใหญ่ กี้ก็รับเล่น ตอนหลังมารู้ว่าพี่เขาเล่นไว้ ก็ไม่เป็นไร เราเป็นนักแสดง แล้วมันเป็นเวอร์ชั่นใหม่ เล่นตามทิศทางที่ผู้กำกับฯ กำหนดค่ะ" นางเอกสาว 'พิ้งกี้'สาวิกา ไชยเดช เผยถึงบทในละคร "ทองประกายแสด" ของช่อง 8 อินฟินิตี้ ที่ผลิตโดยบริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) ที่ตนเองรับเล่น ซึ่งเป็นบทเดียวกับที่นักแสดงสาว 'ธัญญ่า'ธัญญาเรศ รามณรงค์ เคยแสดงไว้ก่อนหน้านี้

ถามว่ากลัวจะโดนเปรียบเทียบไหม พิ้งกี้ กล่าวว่า "ไม่กล้าค่ะ หนูยังไม่เก่งขนาดนั้น แต่จะพยายามพัฒนาฝีมือ"

ถือว่าเรื่องนี้เป็นบทที่แรงที่สุดในชีวิตเลยหรือเปล่า "ในอนาคตอาจจะมีอีกก็ได้ไม่ทราบ ตอนนี้ถามว่ามันแรงมั้ย ถ้าได้อ่านบทประพันธ์ เรื่องนี้นางเอกน่าสงสาร แล้วจะรู้ว่าทำไมไม่เจอความรักสักที มันเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสงสารค่ะ"

อ่านบทแล้วมีอะไรหนักใจบ้าง "หนักใจตรงพัฒนาการตัวละครที่มันค่อยๆ ก้าวจากหนึ่งไปถึงสิบ ซึ่งจากหนึ่งไปถึงสิบจะทำอะไรที่แตกต่าง"

รับบทแบบนี้จะยิ่งตอกย้ำข่าวที่ผ่านมาไหม "ห้ามความคิดไม่ได้ เราทำดีที่สุด ต่อไปในอนาคตบทอาจแรงหรือน้อยกว่านี้ เราเล่นมาทุกบทบาทแล้ว การมาเล่นบทแบบนี้ก็ไม่เป็นไร เราเป็นนักแสดง จะเป็นเรื่องแบบไหนเราก็เล่น บทมันท้าทายดี เป็นเรื่องที่ฉีกคาแร็กเตอร์กี้ที่ผ่านมาค่ะ"

ไม่กลัวคนจะติดภาพ "ต่อไปก็ต้องมีอีก เรื่องต่อไปอาจจะเล่นเป็นคนบ้าก็ได้ เดี๋ยวก็ผ่านไปค่ะ"

เมื่อก่อนเป็นนางเอกช่องใหญ่ ตอนนี้กลายเป็นนางเอกวิกเคเบิลรู้สึกอย่างไรบ้าง นางเอกสาวกล่าวว่า "ตอนแรกทางอาร์เอสติดต่อเราไปเล่นสองเรื่อง เรื่องทองประกายแสด เขียนบทก่อน อีกเรื่องเป็นคอมเมดี้ ถือเป็นทางเลือกใหม่ ทุกบ้านก็ติดจานแล้ว ซึ่งต่อไปในอนาคตมันเป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ เราไม่ได้มองว่าเป็นเคเบิล มันเป็นค่าย เป็นการนำเสนอคนดูเหมือนกัน ในอนาคตก็จะมีช่องฟรีทีวีที่กำลังคุยกันค่ะ"

ถ้าอาร์เอสให้เซ็นสัญญาล่ะ "แค่ได้มาเล่นก็ดีใจแล้ว"

รับเรื่องนี้ถือเป็นใบเบิกทางการกลับมารับละครไหม "กี้คิดว่า จังหวะ ตอนที่กี้อยู่อินเดียจังหวะไม่ตรงกัน ตอนนี้ก็กลับมาเล่น"

จะกลับไปเล่นหนังที่อินเดียอีกไหม "กับที่โน่นเราได้ทำหน้าที่เต็มที่แล้วค่ะ กับที่โน่นมันต้องใช้เวลาค่ะ"

ตอนนี้มีหนุ่มอินเดียมาจีบบ้างไหม "ยังไม่มีค่ะ หนุ่มไทยก็ยังไม่มี เพราะไม่ค่อยได้ไปไหนสักเท่าไร แต่ก็ไม่ปิดนะคะ"

ถ้าเป็นหนุ่มอินเดียได้ไหม "ได้ค่ะ ไม่รู้สิ ไม่ปิดตัวเองค่ะ"
Sunday, August 21, 2011

"เจมส์"หลงเสน่ห์โสด ชีวิตรัก12ปีเป็นบทเรียน




การ เลิกกับแฟนสาว "เอ๊ะ"ศศิกานต์ อภิชาตวรศิลป์ ที่คบกันมานานถึง 12 ปี ถือเป็นอีกสเต็ปหนึ่งของชีวิต โดยที่นักร้องหนุ่ม "เจมส์" เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ไม่รู้สึกเลยว่าชีวิตรักผิดพลาด หรือไม่ประสบความสำเร็จ

นอก จากความรู้สึกที่ใจหายเพราะผูกพันกันมาตลอด 12 ปีแล้วนั้น ทั้งคู่ยังรู้สึกได้ว่าทุกอย่างชัดเจนขึ้น ไม่ต้องมานั่งอึดอัดหรือคิดมาก

การแยกจากกันเป็นหนทางที่ดีที่สุด ถือได้ว่าเป็นบทเรียนให้กับทั้งตัวเองและใครอีกหลายคน

คบกัน 12 ปี ทำไมเพิ่งมาตัดสินใจเลิก?

เจมส์ - "ช่วงเป็นแฟนกันปีที่ 1-3 มีแต่หวานชื่น กินข้าวดูหนัง แยกย้ายกลับบ้าน เรียกช่วงฮันนีมูน มาปีที่ 4-5 รักและสนิทกันมากขึ้น เริ่มคิดถึงอนาคต คิดอะไรที่ลึกมากกว่าว่าชอบดูหนังเรื่องอะไร ชอบกินอะไร เริ่มเห็นแล้วว่าทัศนคติไม่เหมือนกัน"

"พอปีที่ 7-8 เริ่มคุยกัน พยายามปรับ ตั้งใจแก้ปัญหา ปีที่ 8-10 หาทุกวิถีทางเพื่อทำให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องการจะแต่งงานหรืออะไรต่างๆ นานา แต่พอหยุดคิด ตั้งสติ ค้นพบว่าวิธีการที่เราพยายามแก้ปัญหามันไม่ใช่ มองว่าแต่งงานอยู่กันไปเดี๋ยวอะไรก็ดีขึ้น แต่ถ้าแต่งแบบไม่ปรับตัวก็อาจเลิกกันง่าย จึงตอบคำถามว่าทำไมถึงเพิ่งมาคิดได้ในปีที่ 12 จริงๆ ไม่ใช่"

"เรา ใช้เวลาตัดสินใจ 4 ปี ตั้งแต่เริ่มคุยครั้งแรกว่าไม่ใช่ แต่ไม่ได้พูดออกมา ต่างคนต่างคิด ไม่เลือกวิธีการเลิกกันตอนนั้น เราเลือกวิธีปรับ แต่ปรับแล้วไม่ได้ สุดท้ายถึงได้เลือกวิธีเลิก"

หลายคู่คบนานแล้วเลิกเพราะเบื่อ เป็นแบบนั้นไหม?

เจมส์ - "ไม่ครับ ทั้งผมและเอ๊ะไม่ใช่คนเบื่อง่าย เหตุผลเรื่องเบื่อหรือมีมือที่สามไม่ใช่เลย"

แต่เจมส์มีข่าวเยอะมาก เดี๋ยวสาวคนโน้นคนนี้?

เจมส์ - "มีจริงๆ ก็ดีซิ ภาพผมกับเอ๊ะเป็นแฟนกันชัดเจนมากไปจีบใครจะติดล่ะ เรื่องความเจ้าชู้ ถามว่ามีคิดมั้ย ก็มี เห็นใครสวย ชม ชอบมี หยุดแค่ความคิดแค่นั้นไม่ผิด แต่ถ้าคิดแล้วทำด้วยอันนี้ไม่ดี"

นอกจากข่าวเจ้าชู้ยังมีข่าวชอบผู้ชาย?

เจมส์ - "อันนี้ยิ่งไม่มีมูลใหญ่ คงมาจากกระแสละครเวทีกินรีสีรุ้ง ตอนนั้นเล่นเสร็จไปไหนมีคนแอบกระซิบสรุปว่าเป็นใช่มั้ย ไปหาหมอที่โรงพยาบาล พยาบาลคุยอยู่ดีๆ ก็มาดึงเราไปคุยที่มุมเพื่อถามว่าผมเป็นใช่มั้ย(หัวเราะ) ก็บอกเขาไม่ได้เป็น พอเอาไปพูดต่อเลยกลายเป็นประเด็นว่าไม่แต่งเพราะไม่ชอบผู้หญิง จริงๆ ไม่ใช่"

กับเอ๊ะติดต่อกันบ้างไหม?

เจมส์ - "คุยตลอด เราแค่ตัดพาร์ตเรื่องอนาคตร่วมกัน ที่เหลือเหมือนเดิม ปรึกษาตลอด เรื่องข่าวมีคุยบ้าง ก่อนหน้านี้เขามีข่าวกับคุณแม็กซ์ (จักรกฤต เบเนเดทตี้) ก็ยินดีด้วย ผมไม่รู้ว่ายังไง การที่เขาจะเริ่มต้นใหม่กับใครผมคงไม่ได้ไปแนะนำ ปล่อยตามความคิดเขา ไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ว่าใครดีไม่ดี บางทีเขาอาจจะดีกับเอ๊ะก็ได้ มีแต่ความรู้สึกเป็นห่วงในแง�เพื่อน"

มีโอกาสจะกลับมาคบกันอีกไหม?

เจมส์ - "คงยาก เพราะระยะเวลาคงพิสูจน์แล้วว่าเราคงไม่ใช่เนื้อคู่กัน เขาดีทุกอย่าง เพอร์ เฟ็กต์หมด แต่เขาไม่เหมาะกับเรา ด้วยนิสัยหลายอย่างไม่ลงตัว ไม่ควรฝืนกันต่อไป"

ไม่มีใยเส้นสุด ท้ายที่ทำให้กลับมาคบกันเลยเหรอ?

เจมส์ - "ไม่มี เรารู้จักกันมา 12 ปี ตอนจากลายังมีรอยยิ้ม ผมอยากแนะนำคนที่เจอเหตุการณ์อย่างคู่ผม ถ้าไม่ใช่ก็คุยกัน ยังเป็นเพื่อนกันได้ เราคิดแล้วว่าถ้ายังฝืนต่อไป แต่งงานกันไป ถ้าเราทนได้ก็คงขมขื่น ถ้าต้องทนเพราะกระแสข่าวคงไม่มีความสุข แต่ถ้าทนไม่ได้คงต้องเลิกกัน แล้ววันที่เลิกพ่อแม่ต้องเสียใจมากกว่านี้ ตอนนี้เลิกกันไปเอ๊ะยังเป็นสาวเนื้อหอม แต่ถ้าเป็นวันที่แต่งงานแล้วเลิกกันก็ลำบาก ผลเสียต่างกันมาก"

มีอุทาหรณ์อะไรให้คู่อื่นๆ บ้าง?

เจมส์ - "ผมใช้คำว่าเลิกดีกว่าหย่ากัน มันเจ็บแน่นอน เพราะมันผูกพัน แต่ถ้าแต่งกันไปแล้วหย่ามันยิ่งกว่าเจ็บ จะพาคนอื่นเจ็บไปด้วย"

เรียกว่าเป็นบทเรียนให้รักครั้งใหม่ได้ไหม?

เจมส์ - "แน่นอน เหมือนว่าเราได้เรียนรู้ ผมมีแฟนแต่ละคนคบไม่เคยต่ำกว่า 7 ปี แฟนคนแรกผมคบกัน 7 ปี เป็นคนนอกวงการ แฟนคนที่สองคบมา 12 ปี ไม่เคยคบใครสั้นๆ เพราะฉะนั้น 19 ปี ได้เรียนรู้อะไรเยอะ ทำให้ความรักที่จะเกิดขึ้นครั้งใหม่ต้องมีความเข้าใจค่อนข้างสูง"

"ต่อ ไปถ้ามีแฟนอาจไม่คบนานเหมือนครั้งก่อนๆ ก็ได้ เพราะผ่าน 19 ปีมาแล้ว มันรู้มันเห็นแล้วว่าอันไหนเป็นปัญหา ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าเวลาจะเริ่มรักใหม่ใช้เวลาสั้นมากในการศึกษา แต่ก็กะเกณฑ์ไม่ได้ ทุกอย่างปล่อยตามธรรมชาติ"

นี่เป?นครั้งแรกใช่ไหมที่โตเป็นหนุ่มแล�วได้เจอชีวิตโสด?

เจมส์ - "ใช่ครับ(หัวเราะ) มันได้อีกรสชาติ มีเสน่ห์ของความเป็นโสดอยู่ ชีวิตโสดตื่นเต้นสนุกสนานดี ไม่เคยใช้ชีวิตโสดเลย พอโตมาเริ่มมีแฟนก็คบยาวไม่มีพัก จบ 7 ปีก็มาต่ออีก 12 ปี ก็คุยกับเอ๊ะ เขาก็บอกชีวิตโสดสนุก เอาอย่างนี้ดีกว่าตอนไม่โสด เพื่อนมีได้แค่ผู้ชาย แต่พอโสดเพื่อนเป็นผู้หญิงใครก็ได้ รู้สึกโลกนี้มันกว้างขึ้น"

มีช่วงเวลาเหงาไหม?

เจมส์ - "มีเคว้งๆ บ้างบางอารมณ์แต่ไม่มาก บางทีดึกๆ เมื่อก่อนฟังเพลงพวกแอบเหงา ไม่ค่อยอิน เพลงคนไม่มีแฟน ฟังก็เฉยๆ แต่เดี๋ยวนี้เพลงพวกนี้เข้าใจฟีลแล้ว"

ตอนนี้มีสาวในสเป๊กบ้างไหม?

เจมส์ - "ไม่มีหรอก ขอแค่พอดีกันเท่านั้นไม่มากไม่น้อยเกิน สเป๊กมากเดี๋ยวมันไม่ได้"

มุมมองความรักเปลี่ยนไปไหม?

เจมส์ - "เหมือนเดิม คือการอยู่ด้วยความเข้าใจกัน ผมกับเอ๊ะเราเป็นคู่ที่เข้าใจกันที่สุด เข้าใจกันถึงขนาดว่าแยกจากกันดีกว่า เข้าใจถึงขนาดว่าไม่ได้ห่วงความสุขตัวเองเป็นหลัก บางคนรู้ว่าไปด้วยกันไม่ได้ แต่ฉันแยกไม่ได้ เพราะเดี๋ยวฉันเป็นทุกข์ เดี๋ยวฉันเสีย พ่อแม่ฉันเสีย ผมยังภูมิใจว่าผมเคยมีคนที่รักกันแบบแฟน แล้วเราเข้าใจเขามากที่สุด เพราะฉะนั้นมุมมองความรักผมยังเหมือนเดิม ความรักคือสิ่งที่คนสองคนเข้าใจกัน แต่การจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้มั้ยมีปัจจัยหลายอย่าง"

คู่เราจากกันทั้งที่รักกันอยู่หรือเปล่า?

เจมส์ - "รักครับ แต่รักแบบเพื่อน เราเป็นคู่ที่เข้าใจกันมากๆ จนสามารถแยกจากกันได้ เพราะเรารู้ว่าเราไปด้วยกันไม่ได้ก็ต้องแยกจากกัน"

เลิกทั้งที่ยังรัก!!



ไม่ตีกรอบชีวิต

ที่ ผ่านมาชีวิตงานของหนุ่ม "เจมส์" เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ดูพลิกผัน เริ่มจากการเป็นนักร้อง นักแสดง ผู้บริหาร แล้วกลับมาเป็นนักแสดงอีก ซึ่งเจมส์อธิบายว่า

"ชีวิตคนแต่ละช่วงเหมือนเราได้เรียนรู้กับมัน เหมือนเป็นโอกาส ได้ไปศึกษาได้เรียนรู้ ถึงจะเป็นช่วงเวลายาวบ้างสั้นบ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกว่าช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้วไม่ดี"

ต่อข้อถามถึงงานเพลง ที่ดูจะพักยาว นักร้องหนุ่มรับว่า "ช่วงนี้คงต้องใส่เกียร์ว่างไว้ก่อน ด้วยสภาวะของวงการเพลงตอนนี้ยังหาความชัดเจนไม่ได้ในเรื่องทิศทาง ผมอยากให้ทิศทางเพลงนิ่งสักนิดถึงจะเริ่มงานใหม่ เพราะแฟนเพลงก็ยังรองานเราอยู่ การจะกลับมาทำงานเพลงอีกทีอยากให้ทุกอย่างนิ่ง ตัวเองมีไฟมีไอเดียใหม่ๆ มานำเสนอ"

เพราะชีวิตที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะอยู่กับงานเพลง พอทิ้งช่วงไปนาน เขายอมรับว่าคิดถึงมันมาก "ผมบอกได้เลยว่าไม่มีอาชีพไหนที่มันมีความรู้สึกเหมือนกับการได้อยู่บนเวที ร้องเพลง มันมีความสุขที่สุดครับ"

วันนี้ "เจมส์" อายุ 33 ปีเต็มแล้ว ถามว่าอนาคตของตัวเองวางไว้อย่างไร นักร้องหนุ่มจาระไนให้ฟังว่า "จริงๆ เคยวางเป็นขั้นบันไดเลยนะว่า อายุ 30 ปีจะอย่างนั้น 35 ปีจะอย่างนี้ 40 ปีจะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายแล้วรู้สึกว่ามันไม่สนุกกับการวางแผน มันเหมือนว่าเราเดินไปในสวน แล้วก้มหน้าก้มตาเดินเพื่อไปเด็ดดอกไม้กลางสวนอย่างเดียว มันไม่มีความสุข"

"ตอน นี้ผมเลยเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ ตั้งใจทำสิ่งที่อยู่รอบๆ บริเวณ 5-10 เมตรนี้ แล้วเต็มที่กับแต่ละเหตุการณ์ไป มันก็จะส่งผลให้อีก 5-10 ปีดีเอง เราไม่ตีกรอบกับชีวิต เพราะมันทำให้เราลืมรายละเอียดบางอย่างไป ตอนนี้เราก็ตั้งใจจะไปเด็ดดอกไม้กลางสวนเหมือนเดิม แต่ระหว่างทางก็ชื่นชมต้นไม้ใบหญ้าไปด้วยครับ"

เปรียบเปรยซะเห็นภาพเลย



พักงานบริหารมุ่งมั่นสู�นักแสดงมืออาชีพ

เพราะ ยังตัดใจทิ้งงานแสดงไม่ลง ทำให้นักแสดงหนุ่ม "เจมส์"เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ต้องเลือกว่าจะทำงานอย่างไหนก่อนกัน ระหว่างงานเบื้องหน้าในการเป็นนักแสดง กับงานเบื้องหลังที่เป็นผู้บริหาร

เขา เลือกอย่างแรก โดยให้เหตุผลว่า "เวลาที่เราทำงานบริหารหรืออะไรต่างๆ ถ้าใจยังรักตรงนี้อยู่มันก็ไม่สามารถเดินสายนี้ได้เต็มตัวจริงๆ คือมองว่าขณะที่เราบริหารสถาบันมีฟ้า เรายังแอบไปเป็น "กินรี"อยู่ รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับงานบริหาร เลยคิดว่าเราควรเลือกอะไรสักอย่าง"

"พี่ บอย-ถกลเกียรติ สอนผมว่าถ้าเราจะเลือกอะไรที่เรารัก ทำแล้วมีความสุขกับมัน กับงานบริหารเจมส์อายุ 40 ปี กลับมาทำก็ยังไม่สาย เลยคิดว่าต้องตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง เพราะตอนย้ายบ้าน (อาร์เอส) มาอยู�บ้านใหม่ (แกรมมี่) อันนั้นก็ถือว่าครั้งใหญ่"

พอตัดสิน ใจจะออกจากงานบริหารผู้ใหญ่ว่าอย่างไรบ้าง "คุยกับผู้ใหญ่ท่านก็เข้าใจและเห็นด้วย เพราะได้มีโอกาสชมงานแสดงของเรา เขาก็บอกว่าการที่จะกลับไปไม่ได้มีปัญหาเลย เพราะเขายังเห็นเรามีศักยภาพทำงานในด้านงานแสดงอยู่"

คนชอบพูดว่า อายุงานของนักแสดงจะสั้น อันนี้รู้สึกอย่างไร "นักแสดงที่ไม่เข้าใจอายุงานจะสั้น นักแสดงที่มาโดยกระแส แบบนี้อายุงานจะสั้น แต่ถ้าเรามองคนที่เป็นนักแสดงมืออาชีพจริงๆ เขาอยู่ด้วยใจ อยู่ด้วยความที่เป็นของแท้ ผมมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นเช่นนั้น ในอนาคตอยากเป็นนักแสดงแบบนั้น"

วางแผนให้กับอายุงานแสดงไว้ขนาดไหน เจมส์กล่าวว่า "ไม่ได้วางแผนอะไรเลย ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่จริงๆ แค่อยากได้คำว่านักแสดงเจ้าบทบาท มากกว่าที่จะเป็นพระเอกพระรอง ผมว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น แต่ถ้าเราเดินเข้าไปสวมบทไหน เล่นเป็นผู้ร้ายคนก็ด่ากันทั้งเมือง เล่นเป็นกะเทยข่าวก็ลงโครมครามว่าเป็นเกย์ (หัวเราะ) ผมว่าผมมีความสุขกับการที่เป็นอย่างนั้นมากกว่า เป็นบทพ่อ บทแม่ผมเล่นได้หมด แต่ขอให้เป็นบทที่มีอะไรให้เราได้แสดง ให้มีความสำคัญในเรื่องนั้น ผมไม่ยึดติด"

เพลงกับแสดง ชอบงานไหนมากกว่ากัน "เสน่ห์มันต่างกัน ถ้าให้เลือกว่าชอบอะไรมากกว่าคงเลือกยาก ตัวเรามีความรักทั้งสองอย่าง กับการแสดงเหมือนเราเจอโดยบังเอิญ มาค้นพบเพราะผู้ใหญ่มอบงานให้ ถึงรู้ว่าเราชอบ แต่ร้องเพลงรู้มาตั้งแต่เด็กว่าเราชอบ"

ตอนนี้จะ มุ่งงานแสดงอย่างเดียวหรือเปล่า เจ้าตัวกล่าวว่า "หลักๆ ทำอยู่ 2 อย่าง คืองานแสดง และธุรกิจส่วนตัวอีกนิดหน่อย ซึ่งตอนนี้ยังไม่เปิดตัวว่าเป็นอะไร แต่อยู่ในวงการบันเทิงนี้ เป็นสายการตลาดซะมากกว่า"

"ผมเป็นคนทำธุรกิจมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ทำมาเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้วางแผนอะไร เพียงแค่ชอบและเราก็โตมากับที่บ้านที่ค้าขาย ทำด้วยใจรัก ไม่ได้คิดว่าจะเกษียณตอนไหนแล้วค่อยทำธุรกิจ เพราะเราก็ทำมาเรื่อยๆ"

จุด สูงสุดที่เราอยากยืนในวงการนี้คืออะไร "ขอแค่เป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดละครหรือคนดู สมมติว่ามีบทบาทหนึ่งที่นึกไม่ออกว่าใครจะเล่นบทนี้ได้ แล้วมีชื่อผมอยู่ในนั้นผมจะมีความสุขมากแค่นั้นพอ ไม่ต้องแบบว่าต้องรวย ต้องดัง ต้องมีงานอีเวนต์เยอะ อันนั้นไม่หรอกครับ"

"ถ้าเป็นฝรั่งก็ อยากเป็นแบบฌอน เพนน์ ซึ่งไม่ค่อยอยากได้รางวัลอะไรกับเขา แต่ว่าผลงานของเขาแต่ละเรื่องที่เล่นมันสุดยอด"เจมส์ทิ้งท้าย

"ตะวันเดือด"ดาราล้นจอ ผสม"บู๊-ดราม่า"สัดส่วนลงตัว






ออก อากาศวันแรกละคร "ตะวันเดือด" ช่อง 3 ของผู้จัด "นก"ฉัตรชัย เปล่งพานิช ในนามค่ายเมตตามหานิยม ไม่ใช่แค่ได้ตัวเลข เรตติ้งที่เปิดตัวได้สวยอย่างเดียว แต่ยังได้กระแสคำชมจากคอละครกลับมาไม่น้อย

"ตะวันเดือด" เป็นงานกำกับฯ ละครเต็มตัวครั้งแรกของ "หนุ่ม"อรรถพร ธีมากร โดยมีผู้กำกับฯ รุ่นใหญ่ "อุ๋ย"นนทรีย์ นิมิบุตร เป็นพี่เลี้ยง พร้อมควบตำแหน่งโปรดักชั่นดีไซน์

ในส่วนนักแสดงนั้นมีดาราระดับแถว หน้า ล้นจอ ทั้งรุ่นเล็ก และรุ่นใหญ่มากฝีมือ ปริญ สุภารัตน์ (ภูตะวัน), ธนวรรธน์ วรรธนะภูติ (สิงห์), อุรัสยา สเปอร์บันด์ (เพชรรุ้ง), ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง (พลอยขวัญ), ศรัณยู ประชากริช (เดชา), จอนนี่ แอนโฟเน่ (จรัญ) สมชาย เข็มกลัด (สาโรจน์), อนุวัฒน์ นิวาตวงศ์ (ศักดา), ดอม เหตระกูล (ณรงค์)

นอกจากเนื้อเรื่องที่เข้มข้น บวกกับรวมนักแสดงที่มีชื่อเสียง ทำให้ละครถูกพูดถึงตั้งแต่เริ่มออกอากาศ รวมถึงเป็นละครที่ถูกจับตาอยู่ในขณะนี้

"นก ฉัตรชัย" ผู้จัดละครที่มีโลโก้แอ๊กชั่น เผยถึงที่มาของ "ตะวันเดือด" ว่า "จริงๆ แล้วได้เรื่องย่อมาอ่านแล้วรู้สึกว่าน่าจะขยายให้แปลกได้ เพราะโครงเรื่องสนุกอยู่แล้ว คือพ่อนางเอกจะเอาไร่พ่อพระเอก เลยจ้างโจร มาฆ่า แล้วมีเพื่อนมาช่วยพระเอกไป พระเอกคิดว่าคนที่ฆ่าพ่อตัวเองคือพ่อนางเอก ถ้าแค่นี้ก็จะธรรมดาไป เลยคิดเพิ่มเรื่องว่าถ้ามีเมืองหนึ่งขึ้นมา แล้วในเมืองเกิดความโลภเพราะเชื่อว่าในไร่นางเอกมีสายแร่พลอยอยู่ มันก็จะทำให้เรื่องเข้มข้นขึ้น"

"จากนั้นก็คิดกับพี่อุ๋ย (นนทรีย์)ว่าจะเพิ่มอะไรดี ก็ใส่เมืองเข้าไป ตั้งชื่อเมืองภูพระกาฬ ก็สร้างให้เป็นเมืองคาวบอย ตะวันเดือดจึงเป็นแนวดราม่าแอ๊กชั่น สัดส่วนของสองอย่างนี้พอๆ กัน"

กับการระดมพลนักแสดงระดับแถวหน้ามา ไว้ในเรื่องเดียวกันไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่งผู้จัดดีกรีพระเอกเผยว่า "สำหรับนักแสดงรุ่นเด็ก 4 ตัวหลักๆ คือ หมาก (ปริญ), ญาญ่า (อุรัสยา), มิ้นต์ (ชาลิดา) และโป๊ป (ธนวรรธน์) อย่างหมากเคยแคสติ้งไว้ตั้งแต่ตอนเหนือเมฆ ภาคแรก ส่วนตัวเพชรรุ้งพอญาญ่าแต่งตัว ปุ๊บเขากลายเป็น เพชรรุ้งเลย ตัวละครพลอยขวัญ ก็เหมาะกับมิ้นต์ จะเด็กๆ ใสๆ ส่วนโป๊ปนี่มานาทีสุดท้าย แคสต์ถึงขั้นเอาลูกชาย (น้องดอม) มาแคสต์ด้วย ก็เล่นไม่ได้ แต่พอโป๊ปมาเขาก็คว้าไปเลยเพราะมันใช่ อีกคนคือ บีม (ศรัณยู) มาเแคสต์คนสุดท้ายแล้วก็ได้ไป"

"ส่วนนักแสดงรุ่นใหญ่เป็นเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ กัน ดีใจที่ได้ จอนนี่ (แอนโฟเน่) กลับมาเล่น เพราะเขาห่างจากละครไป 9 ปีแล้ว ส่วน พี่ตู่ (นพพล) ก็เล่นกันมาตั้งแต่เหนือเมฆ แล้วก็ได้ เต๋า (สมชาย) มาเล่นด้วย พอดีไปงานแต่งงาน มอส (ปฏิภาณ) แล้วเจอเต๋า คิดว่าเจอแล้ว ก็ได้เต๋ามา เขาเต็มที่มาก"

"หลายคนชอบบอกว่าผมใช้นักแสดงเปลือง ส่วนตัวเป็นคนไม่อยากเอานักแสดงประกอบมาเล่น รู้สึกว่า ตัวละครทุกคนสำคัญกับเนื้อเรื่องหมด มาฉากเดียวแล้วตายก็ยังใช้นักแสดงดังๆ"

ไม่ เว้นแม้กระทั่งคนใกล้ตัว "นก สินจัย" ก็มาร่วมแจมด้วย "จริงๆ ละครเรื่องนี้มีคนอยากเล่นเยอะ ชาคริต (แย้มนาม) กัปตัน (ภูธเนศ) ก็อยากเล่น รวมถึงพี่นกหญิง (สินจัย) แล้วคอสตูมดีไซน์ก็จับเอาลูกสาวมาแต่งตัวเข้าฉากไปด้วย"

อลังการอีก อย่างก็เห็นจะเป็นเมืองคาวบอย "ภูพระกาฬ" ที่เนรมิตขึ้นมาใหม่ในไร่ที่ จ.สระบุรี ซึ่ง "นก ฉัตรชัย" เล่าว่า "ผมกับพี่อุ๋ยตระเวนดูมาหมดแล้วไปได้ที่ไร่ใบคาน จ.สระบุรี ก่อนสร้างเมืองก็มาวาดกันบนกระดาษ เวลาผมทำงานจะมองภาพเป็นหนังไม่ใช่ละคร งบประมาณการทำ ก็จะสูง แต่ผมอยากให้คนดูคุ้มค่า นอกจากเนื้อเรื่องที่สนุกแล้วยังได้ดูฉากสวยๆ ด้วย"

ในด้านเสื้อผ้า ตัวละครก็เนี้ยบ "ทีมสไตลิสต์ดูแล จะดีไซน์มาแล้วมาเสนอให้ผมดู แต่ทุกครั้งก็จะคุยกัน เช่นว่าทำไมหมากถึงใส่กางเกงกึ่งทหาร เพราะสาโรจน์คนที่เอาหมากไปเลี้ยงเป็นทหาร หมากก็จะซึมซับ เสื้อก็จะเป็นเชิ้ตสก๊อต ใส่ทับเสื้อยืด มีผ้าพันคอ และหมวกปีกกว้างแบบคาวบอย"

"ส่วนเสื้อผ้าของญาญ่าจะหวานและแข็งปนกัน เพราะคาแร็กเตอร์ของเพชรรุ้งมี 2 บุคลิก บางขณะชุดก็จะหวาน บางขณะก็ใส่อะไรที่ดูขึงขัง เช่น มีแจ๊กเกตหนังหรือกั๊กหนัง ส่วนมิ้นต์เอามาจากนางเอกทอยส์สตอรี่ ผมถักเปีย 2 ข้าง กางเกงยีนส์ เสื้อเชิ้ต สวมแจ๊กเกตยีนส์ทับ ทางโป๊ปจะเป็นกางเกงผ้า เสื้อเชิ้ต เสื้อยืด"

ในส่วนของผู้กำกับฯ "หนุ่ม อรรถพร" ที่นั่งเก้าอี้กำกับฯ ละครเต็มตัวผู้จัด เผยว่า "ผมเห็นหนุ่มเป็นผู้ช่วยพี่อุ๋ย ซึ่งเรื่องนี้พี่อุ๋ยเป็นโปรดักชั่นดีไซน์ ผมเห็นงานที่หนุ่มเคยทำ ในขณะที่พี่อุ๋ยทำกองหลักอยู่ เขาก็จะแจกงานให้หนุ่มไปทำ หนุ่มก็ทำได้ดี เลยส่งเขาขึ้นเป็นผู้กำกับฯ เต็มตัว โดยมีพี่อุ๋ยเป็นพี่เลี้ยง งานออกมาเขาละเอียดหลายจุด แต่ก็ไม่มี คนไหนสมบูรณ์ทั้งหมด สำหรับการกำกับฯ เรื่องแรกก็คงไม่ได้ให้ 100% แต่อยากให้คนดูตัดสินว่าผลงานที่หนุ่มทำเป็นยังไง"

"ละครเรื่องนี้ ทีมงานและนักแสดงทุกคนเต็มที่มากๆ อยากให้คนดูแล้วรู้จักตัวเองและคนรอบข้างมากขึ้น รู้ว่าความดีกับความเลวควรจะวางไว้ตรงไหน ค่อนข้างวางตัวละครไว้สนุก และเชื่อว่าตัวละครแต่ละตัวจะเล่าเรื่องให้คนดูได้รับอรรถรสจนรู้สึกประทับ ใจหรือไม่ก็สะอึกไปเลย"

กระแสละครก็คงจะเดือดสมชื่อ

คอลัมน์ เพลินภาพดารา



วันนี้ ต้องยกพื้นที่ของ"เพลินภาพดารา" ให้กับนักร้องน้องใหม่ "มิณทร์ ยงสุวิมล" แห่งค่ายอาร์ เอส เจ้าของซิงเกิ้ล "คอนเน็กท์" เพราะแฟนคลับหนุ่มน้อยเรียกร้องเข้ามาเยอะ แล้วจะไม่จัดให้ได้ไง

1-ตอน นี้อายุประมาณ 5 ขวบครับ อยู่อนุบาล 2 โรงเรียน Shrewsbury International ช่วงนั้นมิณทร์กับเพื่อนๆ ชอบพวกอุลตร้าแมน มดแดงแปลงร่าง ก็จะชอบทำท่านี้กัน

2-ไปเที่ยวเชียงใหม่กับครอบครัว แต่จำไม่ได้ว่าเขาเรียกว่าอะไรครับ แต่เขาทำเป็นแปลงทดลอง เพื่อให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเรียนรู้วิถีชาวนาและให้ลองปลูกข้าวดูว่าทำยัง ไง ตอนปลูกรู้สึกสนุกดีครับ เพราะไม่เคยทำมาก่อน

3-ตอนนี้ อายุประมาณ 9-10 ขวบ ถ่ายกับน้องชายที่ดิสนีย์แลนด์ โอซาก้า ประเทศญี่ปุ่นครับ รู้สึกเสียดายที่ไม่ค่อยได้เล่นเครื่องเล่นเท่าไหร่ เพราะมีเวลาน้อยและคิวยาว แต่ที่ชอบและอยากเล่นอีกคือ สเปซเมาน์เท่น เป็นรถไฟเหาะที่วิ่งเร็วๆ ครับ

4-ถ่ายปีที่แล้วครับ เป็นสัปดาห์ที่ 5 ก่อนรอบชิงชนะเลิศในรายการเดอะเทรนเนอร์ 2 เป็นโจทย์แบตเทิลที่เพื่อนๆ ซีซั่น 1 มาแข่งกัน เป็นสัปดาห์ที่รู้สึกสนุกมาก เพราะนอกจากจะได้เจอเพื่อนๆ แล้วยังได้เสียงเชียร์เสียงกรี๊ดดังมากครับ

5-ก้าวแรกของการ เป็นศิลปิน กว่าที่งานจะออกมาได้นอกจากจะต้องเรียนร้อง-เต้น เรียนแอ๊กติ้ง เข้าห้องอัด แล้ว เรายังต้องฝ่าด่านการถ่ายรูปด้วย รู้สึกตื่นเต้น และออกเขินๆ เพราะโพสท่าไม่เป็น กว่าจะผ่านไปได้ก็เล่น เอาพี่ๆ ลุ้นกันตัวโก่ง
Saturday, August 20, 2011

‘พิ้งกี้’หวนละคร ซ้ำรอยบท‘ธัญญ่า’ ออกตัวไม่กล้าเทียบฝีมือ


 เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ที่บริษัท อาร์เอส จำกัด ซ.ลาดพร้าว 15 โทรทัศน์ดาวเทียมช่อง 8 อินฟินิตี้ ได้จัดพิธีบวงสรวงละครเรื่อง “ทองประกายแสด” โดยครั้งนี้มีนางเอกสาวชื่อดัง “พิงกี้”สาวิกา ไชยเดช ที่รับบทนางเอกของเรื่องมาร่วมบวงสรวงด้วย

 หลังพิธีบวงสรวงเสร็จ นางเอกสาวเปิดใจถึงการรับเล่นละครเรื่องนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้บทนี้นักแสดงสาว ‘ธัญญ่า’ธัญญาเรศ รามณรงค์ เคยเล่นไว้ว่า ตอนแรกที่อาร์เอสติดต่อให้เล่นเรื่องนี้ บอกว่าเรื่องนี้ทำมาหลายเวอร์ชั่นแล้ว อ่านบทแล้วน่าสนใจ คือตนอยู่วงการแสดงมาประมาณ 18 ปี โตแล้ว อาชีพตนคือนักแสดง เพราะฉะนั้น เวลาได้รับบทท้าทายแล้วได้รับการกลั่นกรองจากผู้ใหญ่แล้วจึงรับเล่น ตอนหลังมารู้ว่าพี่เขาเคยเล่นไว้ ก็ไม่เป็นไร เราเป็นนักแสดง แล้วมันเป็นเวอร์ชั่นใหม่ บทและทิศทางพี่ชุพี่ชุ (ชุดาภา จันทเขต) ผู้กำกับฯ เป็นคนกำหนด ก็เล่นตามทิศทางที่กำหนดไว้




 ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กลัวจะโดนเปรียบเทียบหรือเปล่า นางเอกสาวกล่าวว่า ไม่กล้า เพราะตัวเองยังไม่เก่งได้ขนาดนั้น แต่พยายามพัฒนาฝีมือขึ้นเรื่อยๆ

 ถือว่าเรื่องนี้เป็นบทที่แรงที่สุดในชีวิตเลยไหม พิ้งกี้ตอบว่า ในอนาคตอาจจะมีอีกก็ได้ไม่ทราบ ตอนนี้ถามว่าแรงไหม ถ้าได้อ่านบทประพันธ์ เรื่องนี้นางเอกน่าสงสาร แล้วจะรู้ว่าทำไมไม่เจอความรักสักที มันเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าสงสารมาก


 ต่อข้อถามว่า อ่านบทแล้วมีอะไรหนักใจหรือไม่ นางเอกสาวกล่าวว่า หนักใจตรงพัฒนาการตัวละคร ที่ค่อยๆ ก้าวจากหนึ่งไปถึงสิบ ซึ่งจากหนึ่งไปถึงสิบจะทำอะไรที่แตกต่างกันออกไป ทำให้ต้องเล่นอะไรที่หลากหลายขึ้นมาก
 ผู้สื่อข่าวถามว่า รับบทแบบนี้จะยิ่งตอกย้ำข่าวที่ผ่านมาหรือเปล่า นางเอกสาวตอบว่า ห้ามความคิดไม่ได้ เราทำดีที่สุด เราเป็นนักแสดง จะเป็นเรื่องแบบไหนก็เล่น

 ตอนรับเรื่องนี้นึกย้อนถึงตอนที่เรามีข่าวด้วยหรือเปล่า พิ้งกี้กล่าวว่า ไม่ใช่เลย ตนกับพี่ก้องเราทำงานกันมานานมาก ส่วนทางเฮียฮ้อ-สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ไม่เคยเจอเป็นการส่วนตัว ต้องขอบคุณทางผู้ใหญ่ที่ให้โอกาส เรื่องนี้ฉีกคาแรคเตอร์ของตนที่ผ่านมา ส่วนที่ถามว่าไม่กลัวจะติดภาพแบบนี้หรือ อยากบอกว่า เชื่อว่าต่อไปต้องมีคนจ้างให้เล่นแบบนี้อีก ซึ่งเดี๋ยวก็ผ่านไป

 ต่อข้อถามว่าเมื่อก่อนเป็นนางเอกช่องใหญ่ แต่ตอนนี้กลายเป็นนางเอกวิกเคเบิ้ลรู้สึกอย่างไรบ้าง พิ้งกี้กล่าวว่า “ตอนแรกทางอาร์เอสติดต่อเราไปเล่นสองเรื่อง เรื่องทองประกายแสด เขียนบทก่อน อีกเรื่องเป็นคอมเมดี้ ถือเป็นทางเลือกใหม่ ทุกบ้านติดจานแล้ว ซึ่งอนาคตเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ไม่ได้มองว่าเป็นเคเบิ้ล มันเป็นค่าย เป็นการนำเสนอให้คนดูเหมือนกัน ในอนาคตก็จะมีช่องฟรีทีวีกำลังคุยกันค่ะ”

 ถามต่อว่า ถ้าอาร์เอสให้เซ็นสัญญาจะเซ็นไหม นางเอกสาวกล่าวว่า ตอนนี้แค่ได้มาเล่นก็ดีใจแล้ว ขอเล่นให้เต็มที่ก่อนแล้วกัน

 รับละครเรื่องนี้ถือเป็นใบเบิกทางการกลับมารับละครไหม “กี้คิดว่า จังหวะ ตอนที่กี้อยู่อินเดียจังหวะไม่ตรงกัน ตอนนี้ก็กลับมาเล่น ฝากไว้ด้วยกับละครเรื่องนี้ ก่อนเล่นเรื่องนี้ได้กลับไปเรียนการแสดงกับพี่ชุ เพราะเราก็ไม่ได้เก่งมาจากไหน

 หวั่นใจกับฉากเลิฟซีนหรือเปล่า นางเอกสาวกล่าวว่า “กี้พยายามทำเต็มที่ แต่คงมีเขินบ้างเพราะไม่เคยเล่นบทแบบนี้ พี่ชุจะพยายามไม่ให้ดูแรงค่ะ”

 ถามถึงเรื่องหนุ่มๆ ที่เข้ามาจีบ พิ้งกี้กล่าวว่า “ยังไม่มีค่ะ เพราะไม่ค่อยได้ไปไหนสักเท่าไร แต่ก็ไม่ปิดนะคะ”

นกอุษณีย์ไม่มั่นใจกอล์ฟจีบรึเปล่า ยันไม่เข็ดหนุ่มในวงการ



 เมื่อ 19 ส.ค. ดาราสาว ‘นก’อุษณีย์ วัฒฐานะ  ให้สัมภาษณ์ในงานของไคร่า ที่โรงแรมแกรนด์ มิลเลนเนียม ถึงความสัมพันธ์กับหนุ่ม ‘กอล์ฟ’อนุวัฒน์ ชูเชิดรัตนา น้องใหม่ในวงการ ที่มีข่าวว่ามาดามใจหลังเลิกกับหนุ่ม ‘วินนี่’ ว่า ไม่มีอะไร เป็นเพื่อนกัน คุยกันนานเป็นปีแล้ว เพราะถ่ายละครด้วยกัน 3 เรื่องติด คือ ตำรวจเหล็ก, โบ๊เบ๊ และ ดอกแก้ว เหมือนว่าสนิทกันเป็นแก๊ง

 ต่อข้อถามว่าหนุ่มกอลฟ์เข้ามาจีบไหม ดาราสาวกล่าวว่า “ไม่มั้งค่ะ เราเป็นเพื่อนกันค่ะ ไปถามเขาดีกว่ามั้ย เดี๋ยวบอกว่าจีบแล้วเขาบอกไม่จีบทำยังไง ถามว่าอยากเปลี่ยนจากเพื่อนมาเป็นคนรู้ใจมั้ย นกว่าอาจจะไม่ เพราะเราขอโสดสักพักก่อน นกไม่ได้คิดว่าเราจะพัฒนาไปยังไง ตอนนี้เป็นเพื่อนที่ยังคุยอยู่เรื่อยๆ  ถ้าวันข้างหน้ามันพัฒนาอะไรยังไงเดี๋ยวค่อยว่ากัน ตอนนี้ทุกคนเป็นเพื่อนหมด เพราะนกแฮปปี้ที่ใช้ชีวิตโสด”





 นักข่าวซักต่อว่า เท่าที่คุยกันรู้สึกว่าใช่ไหม ดาราสาวนิ่งเงียบใช้ความคิดก่อนกล่าวว่า “ขอเวลานิดนึงแล้วกันเนอะ ไม่ต้องรีบค่ะ”

 ต่อข้อถามว่าเห็นภาพหลุดคู่กันหรือยัง นกตอบว่า “เห็นแล้วค่ะ เราทราบอยู่แล้วว่ามี แต่ก็ไม่ได้อะไร เพราะรูปไม่มีอะไร แค่ไปเดินเที่ยวตลาดเฉยๆ”

 เมื่อถามถึงข่าวบางกระแสบอกว่ากอล์ฟชอบไม้ป่าเดียวกัน ดาราสาวหัวเราะ “สรุปว่าอย่างงั้นก็เพื่อนกันมั้ง เขารับบทในละครเป็นเกย์ แต่อันนี้เป็นเรื่องส่วนตัวเราไม่อยากยุ่ง แต่เท่าที่เห็นเขาทะโมนจะตาย ดูเป็นผู้ชายนะ”


 นักข่าวถามว่า เข็ดคนในวงการไหมเพราะซ้ำรอยมา 2 คนแล้ว นกกล่าวว่า “ไม่ค่ะ จริงๆ นกชอบคนที่ทำงานอาชีพคล้ายๆ กัน เพราะคุยกันรู้เรื่องกว่า”

‘เอมมี่’ฟิตหุ่นถ่ายแบบเซ็กซี่ ผลงานหวือที่สุด


 เมื่อวันที่ 19 ส.ค. ดาราสาว ‘เอมมี่’มรกต กิตติสาระ ให้สัมภาษณ์ในงานของซาบีน่า ที่เดอะ มอลล์ บางกะปิ เมื่อนักข่าวทักว่า ผอมลง

 “ที่ผอมลงเพราะตอนนี้ถ่ายละคร 3 เรื่อง หมู่บ้านสำราญรัก, กระบือบาล และฟ้าจรดทราย ซึ่งเดือนหน้าประมาณอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนกันยาฯ จะไปถ่ายฟ้าจรดทรายที่อียิปต์แล้วไปอาทิตย์นึง เรื่องถ่ายเซ็กซี่ถ่ายไปแล้วเป็นเล่มครบรอบ 2 ปี ส่วนจะเป็นเล่มไหนต้องไปหากันเอง 1 กันยาฯ น่าจะได้เห็นกัน อย่างเล่มอื่นที่ติดต่อมาค่อนข้างเยอะเหมือนกัน แต่เราปฏิเสธไปเพราะถ่ายมาเยอะแล้ว พักก่อน ถามว่าเซ็กซี่ขนาดไหนเรียกว่าไม่เห็นเสื้อผ้าเลย ไม่แน่ใจว่าเรียกชุดว่ายน้ำได้หรือเปล่า ที่สุดแล้วเท่าที่เคยถ่ายมา มีต่างหูกับรองเท้านอกนั้นไม่มีอะไรอย่างอื่นแล้ว”



 นักข่าวถามว่า หนุ่มคนสนิท “เต้-วิทย์รัชต์” ว่าอย่างไรบ้างถ่ายเซ็กซี่ ดาราสาวกล่าวว่า “ไม่ได้บอกค่ะ มี่ว่าช่วงนี้ไม่ค่อยได้อะไรกับใครมากกว่า เวลานอนยังไม่มีเลย ไม่ค่อยมีเวลาคุยอะไรกับใครมากมาย อย่างมากถ้าว่างก็จะไปกับกลุ่มเพื่อน ถามว่าความสัมพันธ์คืบหน้าบ้างหรือเปล่า คงยาก เพราะไม่มีเวลาจริงๆ เมื่อก่อนเคยได้ยินคนบอกว่าทำงานไม่มีเวลา มี่ก็จะบอกบ้าเหรอ แต่นี่มี่ไม่มีเวลาของจริง”

 เมื่อถามว่า ตอนนี้ลุ้นยากหรือ นักแสดงสาวตอบ “ตอนนี้ทุกคนเป็นเพื่อนค่ะ ถ้าเจอมี่กับใครที่ไหนก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตอนนี้ทุกคนอยู่ในฐานะเพื่อน มี่โสดแบบนี้มานานแล้ว จริงๆ แล้วมี่ชอบคนนอกวงการมากกว่า ด้วยงานและด้วยเป็นคนชอบชีวิตส่วนตัวมาก เลยเลือกที่จะคบคนนอกวงการมากกว่าค่ะ”























 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.