Showing posts with label การเมือง. Show all posts
Showing posts with label การเมือง. Show all posts
Thursday, September 8, 2011

จ่ายน้ำท่วมใน30วัน

ปูยันถึงมือแน่ กทม.ปริ่มแล้ว



บัญชาการ - น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกฯและรมว.มหาดไทย และรมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมชาวบ้านและหาทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เมื่อวันที่ 7 ก.ย.
นายกฯ ยกคณะลุยตรวจน้ำท่วมชัยนาท อ่างทอง อยุธยา สั่งเพิ่มช่องทางระบายน้ำให้มากขึ้น แต่ต้องกระทบชาวบ้านน้อยที่สุด ควบคู่ชดเชยเยียวยา ย้ำครอบครัวละ 5,000 บาท พื้นที่การ เกษตรเสียหาย ไร่ละ 2,222 บาท ยันงบฯ ไม่เป็นอุปสรรค จ่ายรวดเร็วภายใน 30 วัน เล็งแผนระยะยาวแก้ จุดไหนท่วมซ้ำซาก จะปล่อยให้เป็นที่รับน้ำ แล้วหาพื้นที่ใหม่ทดแทนให้ชาวบ้าน มท.รายงานยังประสบภัย 12 จังหวัด เสียชีวิต 69 ราย น้ำเจ้าพระยาเพิ่มไม่หยุด กทม.สั่งพร้อม 24 ช.ม. ใกล้ถึงจุดรับน้ำได้เต็มที่แล้ว ที่สุพรรณฯ ลามถึงกลางเมือง 500 หลังคาเรือน กรุงเก่าทะลักจมโรงเรียน ผักไห่เกือบท่วมถึงชั้น 2 ส่วนอ่างทองจมหนัก 5 อำเภอ สิงห์บุรีขยายวงกว้าง น้ำล้นประตูระบายแล้ว

เมื่อ เวลา 12.30 น. วันที่ 7 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาด ไทย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่ง จ.ชัยนาท ประสบอุทกภัย 5 อำเภอ

นายกฯ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนมีหัวใจเดียว กัน คือต้องการปกป้องและช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด ทำให้น้ำลดลงโดยเร็ว มีความเป็นห่วงค่อนข้างมาก และเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้แม้เราจะเร่งระบายน้ำ แต่หากมีปริมาณฝนตกลงมา ก็เท่ากับเพิ่มปริมาณน้ำที่ท่วมขังอยู่ จึงจำเป็นต้องเร่งและหาช่องทางระบายน้ำให้มากขึ้น โดยขอให้กรมชลประทานเฝ้าระมัดระวังปริมาณน้ำ และควบคุมการปล่อยน้ำ เพื่อให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด ขอให้ ผวจ.ช่วยดูแลเรื่องการเยียวยา

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอให้ร่วมมือกันหาพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ เตรียมขุดลอกคูคลองไว้รองรับน้ำ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคกลาง และกทม. เพราะเชื่อว่าจะมีน้ำมากขึ้นกว่านี้แน่ ส่วนภาคอีสานและภาคเหนือที่ยังมีน้ำท่วมอยู่ ต้องพยายามหาที่รับน้ำ เพื่อให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ขอให้ทุกจังหวัดปฏิบัติตามแนวทางนี้และขอความร่วมมือจากกองทัพให้ทำงานร่วม กับผวจ. ช่วยเหลือประชาชนทั้งในจังหวัดที่มีน้ำท่วมขัง และยังไม่มีน้ำท่วม

ต่อ มาเวลา 14.30 น. นายกฯ และคณะเดินทางมายังวัดคงคาราม ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา เยี่ยมผู้ประสบภัย พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ เรือ สุขาเคลื่อนที่ สุขาลอยน้ำ และโถส้วม โดยนายกฯ กล่าวว่า การทำงานจากส่วนกลางทุกหน่วยงานขณะนี้ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อเร่งช่วยเหลือป้องกันไม่ให้ปริมาณน้ำสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไป มากกว่านี้ หรือมีผลกระทบน้อยที่สุด รัฐบาลจะดูแลเยียวยาให้ครอบครัวละ 5,000 บาท และกำลังเร่งพิจารณา เพื่อตัดจ่ายเงินช่วยเหลือให้ได้ภายใน 30 วัน

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ขณะนี้แบ่งการแก้ไขปัญหาออกเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนของพื้นที่ที่กำลังจะถูกน้ำไหลลงมา ก็จะทำคันกั้นน้ำ ขุดลอกคูคลองเพิ่มที่ระบายน้ำ และรองรับน้ำ สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่นั้นจะต้องไปดูในรายละเอียดของพื้นที่ ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ขณะที่การเยียวยาก็จะดูแลอย่างใกล้ชิด และให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว ทั้งการดูแลรายครัวเรือน ครัวเรือนละ 5,000 บาท และพืชเกษตรกรรม พร้อมทั้งสั่งการให้ ผวจ.ประสานกับทางกระทรวงแรงงาน ให้หาอาชีพเสริมให้ประชาชนที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ในช่วงนี้

ผู้ สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้ใช่หรือไม่ว่าพื้นที่ใดที่มีน้ำท่วมขังซ้ำซากจะจัดให้เป็นพื้นที่ รองรับน้ำ แล้วหาพื้นที่ใหม่ทดแทนให้ชาวบ้าน นายกฯ กล่าวว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่อยู่ หากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่รับน้ำคงต้องหาที่อยู่ใหม่ให้ประชาชน แต่หากมีบ้านจำนวนมาก ก็อาจหาวิธีสร้างแนวป้องกันน้ำ โดยประสานกระทรวงกลาโหม หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ร่วมทำงานกับ ผวจ.ลงสำรวจพื้นที่เป็นรายจังหวัด

ต่อข้อถามว่ามีจังหวัดไหนที่ของบ ประมาณเพิ่มเติมบ้าง จากงบฯ ที่มีอยู่ 50 ล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า มีของบฯ เพิ่มเติมบ้าง แต่เรื่องงบฯ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ไม่จำเป็นต้องขยายวงเงิน เพราะขบวนการการอนุมัติงบฯ เพิ่มเติมทำได้รวดเร็วอยู่แล้ว แต่ขอดูที่ความจำเป็นในแต่ละพื้นที่ ความจริงปัญหาระดับน้ำในปีนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสูงกว่าที่ผ่านๆ มา แต่ปัญหาภูมิศาสตร์ของประเทศเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้มาก เพราะการระบายน้ำออกจากพื้นที่หนึ่งก็จะไปสร้างผลกระทบกับอีกพื้นที่หนึ่ง โจทย์วันนี้คือพยายามป้องกันพื้นที่ไม่ให้น้ำท่วมเข้าถึง และไม่ลืมที่จะดูแลประชาชนในเขตที่มีน้ำท่วมขัง

ต่อมาเวลา 16.30 น. นายกฯ เดินทางยัง อบต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เยี่ยมเยียน ผู้ประสบภัย และให้กำลังใจชาวบ้านที่ช่วย กันสร้างสะพานเชื่อมหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม พร้อม ทั้งมอบถุงยังชีพ เรือ สุขาเคลื่อนที่ สุขาลอยน้ำ โถส้วม และอุปกรณ์สำหรับสร้างทางเดินชั่วคราว

จากนั้นเวลา 18.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดิน ทางมายังศาลาประชาคม อ.เสนา จ.พระนครศรี อยุธยา พร้อมทั้งกล่าวขณะเยี่ยมชาวบ้านว่า อยากให้ทุกคนที่ประสบปัญหาเดือดร้อนไว้วาง ใจได้ เพราะรัฐบาลและหน่วยงานรัฐทุกหน่วยเร่งทำงานเชิงบูรณาการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการช่วยภาคครัวเรือน ครัวเรือนละ 5,000 บาท และชดเชยพื้นที่เกษตรกร จากเดิมไร่ละ 600 บาท เพิ่มเป็น 2,222 บาทต่อไร่ การให้ความช่วยเหลือครั้งนี้ รัฐบาลจะไม่รอให้น้ำลด พื้นที่ใดสำรวจและสรุปเสร็จรัฐบาลพร้อมจ่ายให้ทันที ก่อนที่นายกฯ จะเดินทางต่อไปยังชุมชนหัวแหลม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อ.พระนครศรีอยุธยา

วัน เดียวกัน นายภานุ แย้มศรี ผอ.ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะประธานการประชุมศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถาน การณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) รายงานว่า ยังคงมีอุทกภัยใน 12 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย, พิจิตร, พิษณุโลก, นครสวรรค์, พระ นครศรีอยุธยา, อ่างทอง, ชัยนาท, อุบลราชธานี, สิงห์บุรี, นครปฐม, สุพรรณบุรี และนนทบุรี มีผู้เสียชีวิต 69 ราย ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีปริมาณน้ำมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำเหนือเพิ่มมากขึ้น สูงขึ้นวันละ 10-15 ซ.ม. ต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนก.ย. ขอเตือนประชา ชนริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา บริเวณ จ.ชัยนาท, จ.สิงห์ บุรี, จ.อ่างทอง, จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.นนทบุรี เตรียมป้องกันภาวะน้ำล้นตลิ่ง เสริมแนวคันกั้นน้ำ พร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง

ด้านนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้การดูแลรักษาโรคทางกายและดูแล จิตใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 100-120 ทีม พบผู้ป่วยวันละ 1,000 ราย ร้อยละ 80 เป็นโรคน้ำกัดเท้า ยอดผู้ป่วยสะสมตลอดกว่า 1 เดือน รวม 79,328 ราย นอกจากนี้ ยังพบผู้ประสบภัยมีความเครียดสูง 531 ราย มีภาวะซึมเศร้า 1,380 ราย เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 190 ราย นอกจากจะให้เจ้าหน้าที่ออกติดตามเยี่ยมให้กำลังใจอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีบริการสายด่วน 1323 จำนวน 32 คู่สาย ให้บริการปรึกษาปัญหาทางจิตใจแก่ผู้ประสบภัยทุกจังหวัด โทร.ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจตุรงค์ ปัญญาดิลก ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลเปิดบัญชี "กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณ ภัย สำนักนายกรัฐมนตรี" เป็นบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 067-0068950 โดยผู้บริจาคที่จะโอนเงินเข้าบัญชีกรุณานำใบนำฝากที่ได้รับจากธนาคาร พร้อมทั้งระบุชื่อ สกุล ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ ส่งโทรสารให้กองคลัง สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ หมายเลข 0-2282-5296 เพื่อจะออกใบเสร็จรับเงิน และผู้บริจาคสามารถนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ต่อไป หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลข 0-2282-4130

ที่ศาลาว่าการกทม. นายสัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า ระดับน้ำขึ้นสูงสุดวัดได้เมื่อคืนวันที่ 7 ก.ย. ที่ปากคลองตลาดอยู่ที่ 1.42 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง กทม. สามารถรับปริมาณน้ำได้ 2,500-3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำดังกล่าวถือว่ามีจำนวนมากแล้ว ดังนั้น กทม.ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากปริมาณใกล้จะเต็มศักยภาพที่ กทม.รองรับได้แล้ว กทม.ยังต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เนื่องจากช่วงนี้มีปริมาณฝนตกมาก

ส่วนสถานการณ์ในจังหวัดต่างๆ นั้น ที่ จ.สุพรรณบุรี แม่น้ำท่าจีนในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง ทะลักท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำแล้วกว่า 500 หลังคาเรือน เนื่อง จากแม่น้ำท่าจีนสูงกว่าถนนพระพันวษาในกลางเมือง ถึง 45 ซ.ม.แล้ว เขื่อนกั้นน้ำบางจุดเริ่มทรุด และมี 2 จุดที่เป็นอันตราย คือบริเวณเขื่อนริมน้ำยังสร้างไม่เสร็จ และถนนขุนช้าง ที่นำหินคลุกไปทำแนวกั้นน้ำ เพราะคาดว่าน้ำจะเพิ่มระดับอีก 20 ซ.ม. ขณะที่ อ.บางปลาม้า น้ำทะลักถึงกลางตลาดเก้าห้อง ตลอดเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี น้ำอยู่ระดับหัวเข่า ต้องระดมสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบรรเทาปัญหาในเบื้องต้น

ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงอีก 15 ซ.ม. จนทะลักเข้าคลองต่างๆ ที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย ล่าสุดลามท่วมภายในโรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้อ ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา น้ำสูงกว่า 30 ซ.ม. ทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ต้องทำสะพานไม้ให้นักเรียนเดินขึ้นชั้นเรียนตามอาคารต่างๆ อีกทั้งห้องน้ำโรงเรียนก็ไม่สามารถใช้การได้แล้ว เหลือเพียงโรงอาหารที่น้ำยังเข้าไม่ถึง หากท่วมทางโรงเรียนจะปิดการเรียนการสอนทันที

นางพรทิพย์ แซ่โต้ว อายุ 45 ปี ชาวบ้านตลาดเก่า ต.ผักไห่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา หนึ่งในผู้ประสบภัย กล่าวว่า น้ำท่วมบ้านกว่า 2 เมตร จนอาศัยอยู่ไม่ได้ และกำลังจะท่วมถึงชั้นที่ 2 อาจต้องไปกินนอนอยู่บนหลังคา ทุกวันนี้ต้องเข็นรถกล้วยแขกลุยน้ำกว่า 1 เมตร ออกไปขายที่ตลาดใหม่ อ.ผักไห่ หากไม่ไปก็ไม่มีเงินประทังชีวิต อยากให้กรมชลประทานเร่งเปิดประตูระบายน้ำสูงขึ้นอีก 50 ซ.ม. จะช่วยผ่อนคลายความเดือดร้อนของชาวบ้านอีก 5 ตำบล ฝั่งตะวันตก อ.ผักไห่ อีกทั้งขณะนี้น้ำดื่มไม่มี น้ำที่ท่วมขังเริ่มเน่า ขยะเกลื่อน ไม่มีส้วมขับถ่าย ต้องใส่ถุงพลาสติกแล้วโยนลงน้ำ

ที่ จ.อ่างทอง สถานการณ์ยังหนัก แม่น้ำเจ้าพระยาที่หน้าที่ว่าการอำเภอป่าโมก สูงกว่าตลิ่ง 1 เมตรกว่า เจ้าหน้าที่เทศบาลนำกระสอบทรายกั้นป้องกันน้ำไหลเข้าบ้านเรือน แต่กระแสน้ำใต้ดินแรงมาก จนทะลักขึ้นเหนือดินไหลเข้าท่วมที่ว่าการอำเภอป่าโมกหลังเก่า ถนนหน้าสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และท่วมบ้านเรือนอีกหลายหลัง นอกจากนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก, ต.ศาลาแดง ต.มหาดไทย อ.เมืองอ่างทอง และ ต.ไผ่ดำพัฒนา อ.วิเศษชัย ชาญ ต่างเร่งเก็บเกี่ยวข้าวก่อนกำหนด เพื่อให้ทันก่อนที่น้ำระลอกใหม่จะมาถึง และล่าสุดมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมแล้ว 5 อำเภอ คือ อ.ป่าโมก 6 ตำบล, อ.เมือง 11 ตำบล, อ.ไชโย 7 ตำบล, อ.วิเศษชัยชาญ 5 ตำบล และ อ.โพธิ์ทอง 6 ตำบล

ขณะเดียวกัน จ.สิงห์บุรี ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งให้น้ำท่วมขยายวงกว้างมากขึ้น ลามถึงเขตเทศบาลเมืองสิงห์บุรี บริเวณบ้านบางแคใน น้ำไหลข้ามถนนมาอีกฝั่งแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเสริมคันกั้นน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำไหลข้ามถนนใต้สะพานมาอีกฝั่งในตัวเมืองสิงห์บุรี ส่วนที่ อ.อินทร์บุรี น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นประตูระบายน้ำบางโฉมศรี หมู่ 3 ต.ชี้น้ำร้าย เข้าท่วมทุ่งนาในเขตหมู่ 5 และ 6 ต.ทองเอน กว่าหลายร้อยไร่ ชาวนาต้องเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำกันโกลาหล

ด้านกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ กลุ่มเยาวชนตะกอนยม อบต.สะเอียบ กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำสรอย จ.แพร่ เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ คณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิต ชุมชนลุ่มน้ำมูน และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) ออกแถลงการณ์ปกป้องป่าสักทอง เพื่อรักษาแม่น้ำยม โดยระบุว่า จากสถาน การณ์แม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่ง ทำให้น้ำหลากเข้าสู่พื้นที่การเกษตร และที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน จ.พิษณุโลก และจังหวัดใกล้เคียง ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นอีกครั้ง โดยอาศัยสถานการณ์น้ำเป็นข้ออ้าง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกปี ทั้งฤดูแล้ง และฤดูฝน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง และหลายครั้งเมื่อนักการเมืองหายใจเข้าออกเป็นต้องน้ำลายหกด้วยผลประโยชน์ ของไม้สักทองจำนวนมหาศาล ที่จะถูกตัดโค่นจากพื้นที่หากสร้างเขื่อนแก่ง เสือเต้น

แถลงการณ์ระบุต่อว่า ความอุดมสมบูรณ์ของป่าสักทอง สัตว์ป่า และสัตว์น้ำ กำลังถูกคุกคามจากความพยายามผลักดันให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ด้วยข้ออ้างว่าจะชะลอ และแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่แม่น้ำยมตอนล่างได้ แนวคิดนี้ถูกทักท้วงและคัดค้านทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่ นักสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ ถึงความเป็นไปได้จริงทั้งประโยชน์และผลกระทบที่จะตามมา จนนักสร้างเขื่อนต่างถอยร่น และเสนอแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการสร้างเขื่อนยมบนและยมล่าง เพื่อลดกระแสการต่อต้านลง ในขณะที่ผู้ที่เสนอให้สร้างเขื่อนยมบน ยมล่าง ยังไม่รู้ว่าจะสร้างบริเวณใด ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใด เป็นเพียงการคิดโครงการในห้องแอร์ โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงของพื้นที่ และไม่ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในพื้น ที่และในสังคม

จาก การตรวจสอบข้อมูลของชุมชน เขื่อนยมบนและเขื่อนยมล่างจะมีลักษณะแบบขั้นบันได คือน้ำจากเขื่อนยมล่างจะท่วมถึงท้ายเขื่อนยมบน ซึ่งบริเวณอ่างเก็บน้ำของเขื่อนก็จะท่วมป่าสักทอง และพื้นที่การเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชุมชนชาวสะเอียบจะได้รับผลกระทบ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ดังนั้น เขื่อนยมบนและล่างก็คือเขื่อนแก่งเสือเต้น เพียงแต่สร้างวาทกรรมใหม่ เพื่อคลายอารมณ์ของคนในสังคม พวกเรามีข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน สำหรับการบริหารจัดการลุ่มน้ำยมอย่างเป็นธรรม ดังนี้ 1.ให้อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ทั่วลุ่มน้ำยมทั้ง 11 จังหวัด 2.ให้จัดการลุ่มน้ำตามสภาพความต้องการของชุมชน และสอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ โดยให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ เช่น ทำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กทั่วทั้งลุ่มน้ำยม ทั้ง 98 ตำบล และ 3.ให้จัดทำแก้มลิงในพื้นที่น้ำท่วม และลุ่มน้ำสาขาทั้ง 77 ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยม

ฝ่ายค้านดี-รัฐบาลดี


คอลัมน์ เหล็กใน


อะไรอยู่ในกรอบกติกาและมีประโยชน์ก็ต้องสนับสนุน

อย่างคณะรัฐบาลเงาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งขึ้นมาติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตัวจริง

นับจำนวนไล่เรียงมาตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เงาที่นั่งควบรมว.กลาโหมเงา

บวกกับรองนายกฯ เงา 4 คน รมต.สำนักนายกฯ เงา 3 คน รัฐมนตรีเงาครบทั้ง 19 กระทรวง ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยเงา

เบ็ดเสร็จรวม 29 ตำแหน่ง 35 คน


แถมครั้งนี้ยังมาแปลกเพราะมีการวางคนเป็นเลขาฯ และรองเลขาฯ ครม.เงา ยังไม่นับโฆษกและรองโฆษกรัฐบาลเงาอีกต่างหาก

เรียกว่าตั้งขึ้นมาประกบรัฐบาลจริงแบบตัวต่อตัว กระทรวงต่อกระทรวงกันเลยทีเดียว

หลังจากก่อนหน้านี้ในงานสัมมนาประชาธิปัตย์ มีผู้เสนอไอเดียให้สมาชิกพรรคที่สอบตกเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นส.ส.เงาด้วย

การ จัดวางทีมสแกนรัฐบาลทุกรูขุมขนนี้ สะท้อนว่าประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งนี้ มาก เพื่อไม่ให้เสียชื่อฝ่ายค้านมืออาชีพ

และเป็นไปได้ว่าประชา ธิปัตย์เล็งเห็นจุดอ่อนของ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ที่เริ่มมีโผล่ให้เห็นหลายจุดทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่ถึง 1 เดือน

ไม่ ว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรีหมื่นห้าที่รายละเอียดไม่เป็นไปตามที่หาเสียง การลดราคาน้ำมันเบนซินจนกระทบต่อแก๊สโซฮอล์

การตั้งคนเสื้อแดงเข้ามา กินตำแหน่งการเมืองจำนวนมาก การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีวาระการเมือง เคลือบแฝง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ยังไม่เด็ดขาดฉับไวพอ

รวม ถึงประเด็นต่างๆ ที่โยงใยเข้ากับชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จริงบ้างไม่จริงบ้างแต่ก็เป็นประเด็น "เรียกแขก" ได้อย่างดี อย่างกรณีปัดฝุ่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นมาใหม่ เป็นต้น

อย่างไร ก็ตามการตั้งครม.เงาขึ้นมา สิ่งที่ประชา ชนจะได้ประโยชน์ก็คือ จะเป็นการบีบบังคับให้รัฐมนตรีแต่ละคน ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามนอกลู่นอกทาง เนื่องจากรู้ตัวว่ามีคนจ้องตรวจสอบอยู่ทุกฝีก้าว

ตามสูตรที่ว่าประเทศจะมีรัฐบาลที่ดีได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีฝ่ายค้านที่ดีเสียก่อน

"ถวิล"ร้องกพค.-ย้ายไม่เป็นธรรม


คอลัมน์ รายงานพิเศษ


หมาย เหตุ - นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงเปิดใจที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีครม.มีมติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ โดยระบุจะยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบ คุณธรรม (ก.พ.ค.) เมื่อวันที่ 7 ก.ย.



ผมรับราชการมา 30 กว่าปี ได้รับการอบรมสั่งสอนให้ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติและผลประโยชน์ประชาชน ฉะนั้นเลขาฯสมช.ทุกท่าน และสมช.ทำงานให้กับทุกรัฐบาล

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนถามผมว่ารู้สึกถูกรังแกหรือไม่ ถูกการเมืองแทรกแซงหรือไม่ เสียใจหรือไม่ จะฟ้องศาลปกครองหรือไม่

ผม ก็เป็นปุถุชนธรรมดา ย่อมมีความรู้สึกทั้งเสียดาย เสียใจ สงสัย และไม่เข้าใจ แต่ไม่รู้สึกเสียดายกับตำแหน่งนี้ เพราะถือว่าวันหนึ่งก็ต้องพ้นตำแหน่งไปตามหลักเกณฑ์ราชการ

แต่ความสำคัญอยู่ที่ อยู่แล้วได้ทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองหรือไม่

ผม กำลังปรับโครงสร้างองค์กร พัฒนา การทำงานของสำนักงานและเจ้าหน้าที่ให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เสียดายโอกาสของผมไม่มีแล้ว แต่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่สมช.ทุกคนจะทำงานต่อจากนี้ได้เป็นอย่างดี

เจ้า หน้าที่สมช.ทุกคนเติบโตเป็นเลขาฯสมช.ได้ เพียงแต่ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา ให้เกียรติ ให้ความหวัง เปิดโอกาสให้เขาเติบโตตามสายงานนี้ อย่าไปรังแก

สิ่งที่ผมเสียใจ คือ เลขาฯสมช. ควรเป็นตำแหน่งที่รัฐบาลใช้ประสานนโยบายงานด้านความมั่นคง ให้เกิดผลดีต่อความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศ

ตำแหน่งนี้ควรมี เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี แต่ที่ผ่านมากลับถูกใช้เป็นที่รองรับ แก้ไขปัญหาทางการเมือง เพื่อให้มีการแต่งตั้งตัวผบ.ตร.ตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ

ประการ ที่สอง ผมรับราชการในสมช.มา 30 กว่าปี ตั้งแต่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ จนเติบโตมาถึงตำแหน่งสูงสุดขององค์กร

แต่สุดท้ายต้องพ้นตำแหน่ง หน้าที่นี้ไปด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ความสามารถเลย นายกฯ ก็พูดชัดเจนว่าผมไม่มีความผิดหรือบกพร่องแต่อย่างใด

อีกประการ คือ การดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเพื่อให้ผมพ้นตำแหน่ง จนมีมติครม.เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ออกมาในลักษณะที่ฝ่ายการเมืองบางท่าน บางส่วนมีอคติ ลุแก่อำนาจ ท่วงทำนองเป็นไปอย่างเยาะเย้ยถากถางผม

แต่นายกฯในฐานะผู้บังคับบัญชา ไม่ได้ออกมาปกป้องหรือดูแล

อีก เรื่องที่ผมสงสัย ไม่เข้าใจ คือ ฝ่ายการเมืองบางท่านพูดทำนองว่าผมทำงานกับรัฐบาลที่แล้ว ทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำงานในศอฉ. เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วก็ไว้ใจไม่ได้ ความจริงควรทำหนังสือย้ายตัวเองตั้งแต่แรก

ยืนยันว่าผมไม่เคยทำงาน ให้พรรคการเมือง ไม่ว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ทำงานให้รัฐบาล ให้กับนายกฯ เพราะตำแหน่งขึ้นตรงกับนายกฯ

และที่มากกว่านั้น คือ ผมทำงานให้ชาติบ้านเมือง

กรณี ที่บอกให้ทำหนังสือย้ายตัวเองออกไปนั้น ผม เป็นข้าราชการประจำ มีระเบียบกฎหมายกำหนด ผมทำราชการเป็นอาชีพ พ้นตำแหน่งก็ต่อเมื่อเกษียณอายุราชการ 60 ปี

ผมมีที่มาที่ไป คือ สอบเข้ามาตามระบบคุณธรรม เลื่อนตำแหน่งแต่งตั้งตามระบบคุณธรรม และต้องพ้นตำแหน่งไปตามระบบราชการกำหนด ไม่มีหน้าที่ต้องขอย้ายตัวเองตามการเมือง

ท่านเข้ามาทุก 4 ปี บางท่านอยู่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี ถ้ายึดหลักอย่างนั้น ผมต้องย้ายตาม คงเวียนหัวแย่

ส่วนเรื่องทำงานในศอฉ.นั้น เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าไปทำ แต่เป็นไปตามหน้าที่ ตามขอบเขตกฎหมายที่กำหนด

รวม ถึงเรื่องเข้าประชุมครม. ยืนยันได้ว่าถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง พวกข้าราชการมีความเป็นมืออาชีพอยู่เสมอ ดังนั้นไว้ใจผมได้

ตำแหน่ง ที่ผมถูกย้ายไปนั้น เหมาะสมหรือไม่ แม้เป็นระดับ 11 เป็นตำแหน่งนักบริหารระดับสูง ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์เท่ากัน ดูเผินๆ เหมือนว่าผมไม่ได้เสียหาย

แต่ถ้าดูที่มาของการย้าย ถามว่าถูกต้องตามระบบคุณธรรมหรือไม่ ต้องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) พิจารณา

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เคยเอ่ยว่าจะย้ายออกจากตำแหน่งผบ.ตร. ก็ต่อเมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสม สมศักดิ์ศรี

เข้า ใจว่าตำแหน่งที่ถูกเสนอไปให้ท่าน คือ ตำแหน่งที่ผมถูกย้ายไปลงนั่นเอง และท่านไม่รับ มารับตำแหน่งเลขาฯสมช.เพราะสมศักดิ์ศรี แต่ตำแหน่งนั้นไม่สมศักดิ์ศรี

เมื่อพล.ต.อ.วิเชียรพิจารณาอย่างนั้นแล้ว ผมจะพิจารณาได้อย่างไรว่าเหมาะสมกับผม

ที่ ผมบอกว่าตำแหน่งผมจะต้องย้ายไปเทียบเท่าปลัดกระทรวงนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะย้ายไปปลัดกระทรวงอื่นๆ ผมมีความเป็นสุภาพบุรุษพอว่า ถ้าเรื่องจะจบ ต้องจบที่ผม ไม่ไปแย่งหรือเบียดตำแหน่งต่างๆ ที่อื่นเป็นอันขาด

ผมทำงานด้านความมั่นคงมาชั่วชีวิตราชการ ไปทำงานที่อื่นได้อย่างไร ถ้าให้ไปกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็ต้องไปโกงภาษีอากรแน่นอน เพราะไม่ได้ศึกษามาทางด้านนั้น

พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนด ให้มี ก.พ.ค. เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็น ธรรม ไปร้องขอความเป็นธรรมจากก.พ.ค. ที่เป็นกรรมการอิสระได้

ท่านที่รังแกผมก็ต้องต่อสู้กับความเที่ยงแท้แน่นอนของกฎแห่งกรรมและกฎธรรมชาติ

ระบบ ราชการเรามีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี ถูกออกแบบ มาให้ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ฉะนั้นกรุณาใช้ระบบคุณธรรม ใช้เหตุและผล อย่าใช้อคติ ความรัก ความชังเข้ามาทำให้ตรงนี้เกิดการไขว้เขวไป

เพราะจะกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการทั่วประเทศ

ข้า ราชการระดับปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่าระดับ 11 นั้นจะมี ว.15 ออกมา ซึ่งครม.มีเหตุผลให้ชะลอไปก่อน เนื่องจากมีกลไกคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ มาทำหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรอง

แต่ผมอยากให้รีบนำ ว.15 มาใช้ จึงขอร้องไปยังเลขา ธิการก.พ. จะเกิดประโยชน์กับข้าราชการประจำเป็นอย่างมาก

ว.15 คือ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า จะมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาและส่งชื่อให้รัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีจะพิจารณาต่างจากตรงนั้นไม่ได้

เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น

-ตำแหน่งเลขาฯสมช.เคยมีตำรวจหรือไม่

ที่ผ่านมาไม่เคยมี ส่วนพล.ต.อ.วิเชียรจะเป็นได้หรือไม่ ไม่ทราบ

กรณี ที่ผมออกมาเรียกร้อง ไม่ได้ต้องการเป็นไอดอลให้กับข้าราชการคนใด ไม่ต้องการเป็นแบบอย่างให้เกิดการต่อสู้ของข้าราชการประจำ เพียงแต่คิดจะรักษาเกียรติของตัวเองและข้าราชการให้ดีที่สุด

แต่ถ้า จะมีอานิสงส์ไปถึงเพื่อนข้าราชการคนอื่นก็เป็นเรื่องดี มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม ผมไปร้องก.พ.ค.ก็ไม่จำเป็นต้องชนะ เพียงแต่ได้ต่อสู้เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ผลเป็นอย่างไรก็น้อมรับ

-พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ทำความเข้าใจมั้ย

เกรงใจท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาผมพยายามสงบสติอารมณ์ ไม่พูดอะไรตอบโต้เพราะให้เกียรติท่านที่กำกับ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกฯ

ท่าน มาพูดเรื่องต่างๆ กับผม โดยไม่ได้บังคับอะไร บอกว่าเป็นสิทธิส่วนตัว กราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรให้กระทบต่อเกียรติของท่าน

-รัฐบาลนี้ไม่พอใจการทำงานที่มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ

ไม่ ทราบ แต่พวกเราไม่มีความสุขที่คนไทยต้องมาตายและบาดเจ็บ เราก็เสียใจ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนั้น โดยพินิจพิจารณาใคร่ครวญเป็นอย่างดี

ไม่มีความปรารถนาใดๆ ที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ขณะนี้กระบวนการยุติธรรมก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลอยู่ แล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วง

กรณีร้องเรียนก.พ.ค.นั้น ผมคงร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติงานของนายกฯ และ ครม.

"เติ้ง"อำ"มาร์ค" ไม่ยอมไปบึงฉวาก

"เติ้ง"อำ"มาร์ค" ไม่ยอมไปบึงฉวาก

คอลัมน์ ลับพอสมควร
กนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติ รายงาน


เสธ.หนั่น เปิดบ้านสนาม บินน้ำ ฉลองครบรอบ 76 ปี ชื่นมื่น

ยืนเคียงคู่ เจ๊หวี-ฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ ภรรยา ต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ตรงหน้าประตูบ้าน

คนดังจากหลากหลายวงการทั้ง ข้าราชการ คนใกล้ชิด นัก การเมือง หอบกระเช้าของขวัญทยอยเข้าอวยพรไม่ขาด

รวมทั้งอดีตนายกฯ ต่างวัย "มาร์ค"อภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ "บิ๊กเติ้ง"บรรหาร ศิลปอาชา ที่เพิ่งมีข่าวตุ๊บป่องกันเมื่อไม่นานมานี้

เกือบ 3 โมงเช้า หัวหน้ามาร์ค ก็มาถึงงานพร้อม เสี่ยต่อ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน แม่บ้านปชป.

มอบกระเช้าอวยพร โอบกอดกันตามธรรมเนียมเสร็จสรรพก็ตรงเข้าห้องรับรอง ตามคำเชื้อเชิญของเจ้าภาพ

ไม่ถึง 5 นาที บิ๊กเติ้ง ก็ตามติดมาพร้อมกระเช้าดอกไม้ อวยพรกันไม่กี่คำก่อนปรี่ไปที่ห้องรับรองเช่นกัน

ปะหน้า หนุ่มมาร์ค กล่าวทักทายกันเสร็จ บิ๊กเติ้ง งัดมุขอำทันที

"ท่านอดีตนายกฯไม่รักผมแล้ว"

หนุ่มมาร์ค ตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่อุทาน

"โธ่..ท่าน"

บิ๊กเติ้ง แย็บต่อ

"ชวนไปบึงฉวาก ก็ไม่ไป"

"ไม่หรอกท่าน" หนุ่มมาร์ค ออกตัว

อำเสร็จ บิ๊กเติ้งเปลี่ยนมาเล่นมุขปลอบใจ

"กายห่าง ใจอย่าห่างนะท่าน อนาคตยังอีกไกล เอาใจช่วย"

ไปเที่ยวบึงฉวากให้ได้เนี่ยนะ (อิอิ)
Sunday, August 28, 2011

เปิดคำพิพากษา 2คดีแรกเสื้อแดง ยิงฮ.-เผาศาลากลาง ทั้งยกฟ้อง-จำคุก

คอลัมน์ แฟ้มคดี


หลัง ผ่านเหตุ การณ์นองเลือดเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 มานานกว่า 1 ปี พร้อมผู้เสียชีวิต 91 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และมีอีกนับร้อยที่ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่ได้รับการประกันตัว

ส่วน หนึ่งเพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และอีกส่วนปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีส่วนโดยตรงกับเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดง

อย่างไรก็ ตามเมื่อพรรคเพื่อไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล จึงเริ่มคืนความเป็นธรรมให้กลุ่มเสื้อแดงหรือนปช. โดยไม่ยื่นเรื่องคัดค้านการประกันตัว ประกอบกับการที่ศาลสืบพยานไปจำนวนมาก และเชื่อว่าผู้ต้องหาไม่เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

จึงเริ่มให้ประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งส่วนใหญ่โดนคดีก่อการร้าย หรือฝ่าฝืนพ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน

เริ่มจากเสื้อแดงอุดรธานี ที่ส.ส.ใช้ตำแหน่งและเงินสดจำนวนหนึ่งยื่นประกันตัวออกมาชุดแรกรวม 22 คน

พร้อมกันนี้ก็ให้ส.ส.ในพื้นที่ซึ่งมีผู้ต้องหาถูกคุมขัง เดินเรื่องช่วยประกันตัวเป็นจังหวัดๆ ไป

ขณะ เดียวกันคดีเกี่ยวกับคนเสื้อแดงซึ่งศาลสืบพยานจนสามารถมีคำพิพากษาออกมาโดย มีอยู่ 2 คดีที่ได้รับความสนใจ และศาลชั้นต้นพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว

ยกฟ้องคดี 3 เสื้อแดงยิงฮ.

คดี ที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดคดีหนึ่งคือกรณีพนักงานสอบสวนจับกุม นางนฤมล หรือ จ๋า วรุณรุ่งโรจน์, นายสุรชัย หรือ ปลา นิลโสภา และ นายชาตรี หรือ หมู ศรีจินดา ผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยกล่าวหาว่ามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง

และกล่าวหาว่าทั้งหมดร่วมกันใช้อาวุธสงครามยิงใส่เฮลิคอปเตอร์ของทหาร ระหว่างปฏิบัติการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

ทั้ง 3 คนถูกจับกุมและคุมขังมานานกว่า 1 ปี โดยนางนฤมลสารภาพในชั้นศาลสอบสวนครอบครองประทัดยักษ์ 1 อัน ส่วนนายสุรชัยรับว่าใช้ป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมขับเข้าไปในการชุมนุมเมื่อวัน ที่ 10 เมษายน บริเวณถนนราชดำเนิน ส่วนข้อหาอื่นๆ ให้การปฏิเสธ

กระทั่งวันที่ 25 สิงหาคม ศาลจังหวัดพระโขนง กรุงเทพฯ นัดอ่านคำพิพากษา มีบรรดากลุ่มแนวร่วม นปช.มาร่วมฟังแน่นห้องพิจารณา

ผู้ พิพากษาอ่านคำบรรยายฟ้องของพนักงานอัยการที่เป็นโจทก์โดยย่อว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันครอบครองอาวุธปืนอาก้า 5 กระบอก, อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก, อาวุธปืนคาร์ไบน์ 1 กระบอก, ซองกระสุนปืน 17 อัน, ลูกระเบิดขว้างชนิดสังหาร 8 ลูก, ลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 4 นัด, ระเบิดแก๊สน้ำตา 3 ลูก, เครื่องกระสุนปืนขนาดต่างๆ 860 นัด, ระเบิดแสวงเครื่องประกอบเอง 10 ลูก, และขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุน้ำมันเบนซิน ประ กอบเป็นระเบิดเพลิง 102 ขวด นอกจากนี้ ในวันที่ 10 เม.ย.2553 จำเลยที่ 2 ปลอมและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถปลอม จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์ แล้วเห็นว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยทั้ง 3 กระทำผิดฐานครอบครองอาวุธปืนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าแม้เจ้าพนักงานชุดจับกุมจะปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถาน การณ์ฉุกเฉิน และพบของกลางในบ้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงเรื่องการจับกุมดังกล่าว รายงานกลับไปยังศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) อีกทั้งหมายคำสั่งค้นก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ายึดสิ่งของใด

พยานลอยๆ-ยังน่าสงสัย

นอก จากนี้ขณะตรวจค้นมีการถ่ายภาพปืนกลเล็กที่นำไปซ่อนไว้ในถุงกอล์ฟ กว่า 20 ภาพแต่กลับไม่มีภาพดังกล่าวส่งให้แก่พนักงานสอบสวน และไม่มีถุงกอล์ฟ หรือถุงดำ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในพยานของกลาง จึงเป็นเหตุให้สงสัยว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ไม่นำส่งหลักฐานดังกล่าวให้พนักงาน สอบสวน อันเป็นข้อพิรุธถึงการสอบสวนของพยานโจทก์

คำพิพากษาระบุต่อ ว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยอีกประการว่า จำเลยที่ 2 ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ ในทางนำสืบโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานว่า จำเลยที่ 2 ปลอมทะเบียนรถ และใช้รถคันดังกล่าวในวันที่ 10 เม.ย.2553 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดตามฟ้อง

ส่วนที่โจทก์มีพยานอ้าง ว่าเห็นจำเลยทั้ง 3 ใช้อาวุธสงครามยิงใส่เฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่ในระหว่างการชุมนุมของ นปช.นั้น แต่โจทก์กลับไม่มีหลักฐานว่าจำเลยทั้ง 3 ครอบครองปืนตามฟ้องหรือไม่อย่างไร จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3

ใน ท้ายของคำพิพากษายังระบุด้วยว่า ทั้งนี้ 1 ในองค์คณะผู้พิพากษามีความเห็นแย้ง เนื่องจากในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 รับเป็นเจ้าของประทัดขนาดใหญ่ ขณะที่จำเลยที่ 2 รับว่ากระทำผิดฐานใช้เอกสารปลอม แต่เนื่องจากความเห็นของผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยเป็นผลร้ายแก่จำเลย จึงต้องยอมตามผู้พิพากษาเสียงข้างมาก จึงขอถือให้เป็นความเห็นแย้ง โดยให้ขังจำเลยทั้ง 3 ไว้ในระหว่างฝ่ายโจทก์อุทธรณ์

ทันทีที่ศาลมี คำพิพากษา บรรดากลุ่มแนวร่วม นปช.ที่มาร่วมฟังพากันตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจ ขณะที่จำเลยทั้ง 3 ต่างยิ้มแย้มดีใจ และเมื่อคณะผู้พิพากษาลงจากบัลลังก์แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงกรูเข้าไปสวมกอดจำเลย และมีหลายคนร้องไห้ด้วยความดีใจ

ขณะเดียวกันกลุ่ม นปช.ประสานไปยังแกนนำเพื่อให้ช่วยประกันตัวจำเลย เพื่อออกมาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ในกรณีที่อัยการยื่นเรื่องเข้าไป

ศาลอุบลฯตัดสินคดีแรก

ก่อน คดีที่ศาลพระโขนงจะนัดตัดสิน คดีเกี่ยวกับกลุ่มเสื้อแดงคดีแรกที่มีคำพิพากษาออกมาคือคดีที่ จ.อุบลราชธานี เป็นคดีเกี่ยวกับก่อการร้ายและเผาศาลากลางจังหวัดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ตำรวจและทหารจับกุมผู้ต้องหาก่อนส่งฟ้องเป็นจำเลยรวม 21 คน

ศาลอุบลราชธานีมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา และเพราะเป็นคดีแรกที่มีการตัดสินทำให้กลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่และจังหวัด ใกล้เคียง รวมทั้งแกนนำเดินทางมาร่วมฟังจำนวนมาก

ศาลจึงสั่งติดตั้ง ทีวีวงจรปิดถ่ายทอดการอ่านคำพิพากษา ภายในเต็นท์ให้สมาชิกคนเสื้อแดงราว 200 คน นั่งฟังการอ่านคำพิพากษาบริเวณข้างบันไดทางขึ้นศาล

ผู้พิพากษา ขึ้นบัลลังก์อ่านคำบรรยายฟ้องโจทก์ต่อความผิดของจำเลยทั้ง 21 คน ฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย และความผิดต่อเจ้าพนักงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยร่วมกันฝ่าฝืนพ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน บุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลาง โดยใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานราว 3 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น

ก่อนมีคำ พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตมี 4 ราย คือ น.ส.ปัทมา มูลมิล, นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ, นายสนอง เกตุสุวรรณ และนายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ จำเลยคดีเผาศาลากลาง แต่ทั้งหมดให้การเป็นประโยชน์กับรูปคดี จึงลดโทษเหลือจำคุก 33 ปี กับ 4 เดือน

จำเลยที่ต้องโทษจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษเหลือ 2 ปี มี 4 ราย ประกอบด้วย นายประดิษฐ์ บุญสุข, นายลิขิต สุทธิพันธ์, นายไชยา ดีแสง, นายพิสิทธิ์ บุตรอำคา

ส่วนให้ลงโทษจำคุก 1 ปี แต่ลดเหลือ 8 เดือน มี 3 ราย คือ นายอุบล แสนทวีสุข, นายสุพจน์ ดวงงาม และ นางอรอนงค์ บรรพชาติ

และ จำเลย 1 รายลงโทษจำคุก 1 ปี คือนายพิเชษฐ์ ทาบุดดา ที่ถูกฟ้องคดีก่อการร้ายแต่ศาลเห็นว่าพฤติกรรมนายพิเชษฐ์ไม่เข้าข่ายเป็นผู้ ก่อการร้าย แต่กระทำผิดฐานโฆษณาออกอากาศชักชวนให้มีการชุมนุมและการกระทำความผิดเท่า นั้น

จำเลยที่เหลืออีก 9 คน ศาลยกฟ้องเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เนื่องจากอัยการมีหลักฐานเพียงภาพถ่ายของจำเลยที่อยู่ร่วมการชุมนุม แต่ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานว่าร่วมก่อเหตุรุนแรง

ตัดสินปล่อยตัว-ขังต่อ

หลัง อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นศาลให้ปล่อยตัวจำเลยที่ยกฟ้อง และจำเลยที่ถูกตัดสินจำคุก 8 เดือน-1 ปีทันที เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเกินโทษที่ได้รับแล้ว

มีเพียง นายพิเชษฐ์ที่แม้ศาลจะปล่อยตัวแต่ก็ถูกพนักงานสอบสวนในคดีเผาเรือที่ชุมชน ราชธานีอโศก เผายางรถยนต์ที่หน้ากองบิน 21 และเผายางที่สะพานเสรีประชาธิปไตย ได้ขออายัดตัวไว้ดำเนินคดีต่อทันที

วัน เดียวกันญาติจำเลย และส.ส.เพื่อไทย ยื่นเรื่องขอประกันตัวจำเลยออกมาเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียง 4 รายที่ต้องโทษสถานหนัก ศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว

แม้ตอนนี้ยังมี อีกหลายคดีที่ค้างคาอยู่ แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่จำเลยจำนวนมากที่ถูกขังลืมมานานกว่า 1 ปี เริ่มทยอยได้รับอิสรภาพเพื่อออกมาต่อสู้คดี และบางคดีศาลก็ตัดสินปล่อยตัวหรือลงโทษตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

แต่มี คำถามไปถึงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสีย 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ราย สมควรที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมลักษณะเดียวกันหรือไม่

รวม ทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองที่ถูกดำเนินคดีข้อหาใกล้เคียงกับกลุ่มเสื้อแดง แถมก่อเหตุมาก่อนหน้านานหลายปี ความยุติธรรมควรจะมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่!??

ใช้สื่อเป็นเหยื่อ วางกับดักล่อ"ปู"


การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาที่เสร็จสิ้นลง

คือ หลักประกันว่าจากนี้ไปรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ หญิงคนแรกของไทย ที่ล่าสุดนิตยสารฟอร์บส�ของต่างประเทศ จัดให้อยู่อันดับที่ 59 จาก 100 อันดับสตรีผู้ทรงอิทธิพลในโลก

จะก้าวเข้าสู่โหมดการทำ งานเต็มตัว ตามปรัชญาสร้างสุข สลายทุกข์ และไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข โดยมุ่งผลลัพธ์ที่จะส่งมอบนโยบายถึงมือประชาชน มากกว่ามุ่งตีความตามลายลักษณ์อักษร

อย่างไรก็ตามจากบรรยากาศประชุม รัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 23-25 ส.ค.ที่ผ่านมา พอจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นกันเนิ่นๆ ว่า

เส้นทางการบริหารประเทศของรัฐ บาลยิ่งลักษณ์ ไม่ได�โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน เพราะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านด้วยกัน

สิ่งแรกเลยก็คือการต้องปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้ทั้ง 2 ส่วน แยกเป็นนโยบายเร่งด่วนปีแรก กับนโยบายที่จะดำเนินการภายใน 4 ปี

สำหรับนโยบายเร่งด่วน ส่วนใหญ่คือนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา จนได้รับชัยชนะถล่มทลาย

ทั้ง เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท แจกแท็บเล็ตพีซีให้เด็กนักเรียน รับจำนำข้าว แก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างความปรองดอง ปราบยาเสพติด แก้ปัญหาไฟใต้ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ เป็นต้น

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรี "มือใหม่หัดขับ" ยังต้องเผชิญกับการตรวจสอบชนิดเข้มข้นพิเศษ จากฝ่ายค้าน "มือโปร" อย่างพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

นอกจากจะตรวจสอบในส่วนของ "เนื้อ" นโยบายตามที่รัฐบาลแถลง กระทั่งในส่วนที่เป็น "น้ำ" ฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ละเว้น

ทั้งหลายทั้งปวงเพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเพื่อไทยบิดพลิ้วสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

พยายามโยนภาพลักษณ์ "ดีแต่พูด" กลับคืนไปให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์และรัฐบาล

ความปั่นป่วนวุ่นวายในสภาระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาล

ยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าลีลาชั้นเชิงการอภิปรายในสภา รัฐบาลเพื่อไทยยังเป็นรองขุนพลฝ่ายค้านอยู่หลายช่วงตัว

ขนาด มาดเข้มๆ ของท่านประธาน "ขุนค้อน" ก็ยังคุมเกมไม่อยู่ ทั้งยังก่อความผิดพลาดทำให้ถูกฝ่ายค้านโจมตีว�าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เสียศูนย์ไปพอสมควร

ในส่วนของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งถูกจับตาจากหลายฝ่ายว่าการแถลงนโยบายนี้ จะเป็นบททดสอบแรกในการพิสูจน์ภาวะความเป็นผู้นำ

เท่า ที่ภาพปรากฏออกมาก็คือนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ถนัดในการใช้คำพูดตอบโต้พรรคฝ่ายค้านแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ทำให้ภาระหน้าที่นี้ตกเป็นของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ

ตรงจุดนี้เองทำให้บรรดากองเชียร์เป็นห่วงเป็นใยนายกฯ หญิงมาดนุ่มนิ่ม

จะ รับมือพรรคฝ่ายค้านที่แน่นขนัดไปด้วยบรรดาขุนพลปากตะไกรได้ขนาดไหน ในอนาคตหากมีการยื่นกระทู้ถามสดในสภา ไปจนถึงการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับเหตุการณ์ "นอกสภา" มีหลายคนตั้งข้อสังเกตกว้างๆ ของการเมืองขณะนี้ ว่าเริ่มมีความเคลื่อนไหวก่อรูปเป็นขบวนการเตะสกัดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ให้ทำงานได้สะดวก

เนื่องจากเกรงว่าหากรัฐบาลที่ได้รับเสียงสนับ สนุนจากประชาชนเกือบ 16 ล้านเสียง สามารถเดินหน้านโยบายต่างๆ ได้ตามที่ประกาศไว้ ก็จะเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงฝ่ายตรงข้ามโดยปริยาย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ

แต่ถึงหวั่นไหวขนาดไหน ฝ่ายต่อต้านทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถพึ่งพาบริการกองทัพเพื่อแก้ไขความอับจนทางการเมืองของตนเองได้อีก เหมือนเมื่อปี 2549 เพราะประชาชนไม่ยอมรับ

ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนไปหาหน่วยสนับสนุนอื่นมาเป็นเครื่องมือจัดการกับรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ โดยประสานเข้ากับเกมยุบพรรคเพื่อไทยที่ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต. ไว้แล้ว

ทั้งกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ ว่าด้วยการช่วยเหลือทักษิณบินเข้าประเทศญี่ปุ่น

และ กรณี "อีเมล์ซื้อสื่อ" ที่คณะกรรมการผู้ตรวจสอบ และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กำลังถูกตั้งคำถามถึงขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบว่า ได้กระทำตามหลักเหตุผล ข้อกฎหมาย และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโดยแท้จริง

หรือเป็นเพียงเครื่อง มือให้กับบางพรรคการเมืองใช้ทำลายศัตรูคู่อาฆาต เหมือนอย่างที่กรรมการสภาการหนัง สือพิมพ์ฯ บางคนยังอดทักท้วงในประเด็นนี้ไม่ได้

ตามข้อกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยมีการบริหารจัดการสื่ออย่างเป็นระบบในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

ในทางกลับกันฝ่ายตรงข้ามมีการประสานกำลัง ในการขุดรากถอนโคนพรรคเพื่อไทย อย่างกว้างขวางและเป็นระบบมากยิ่งกว่า

หาก มองย้อนกลับไปก็จะเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ การปฏิวัติรัฐประหารปี 2549 การยุบพรรค การพลิกขั้วการ เมือง การปล่อยข่าวดิสเครดิตต่างๆ นานา

รวมถึงกรณีการสอบ "อีเมล์ซื้อสื่อ" ในปัจจุบัน ที่มีการแตกประเด็นกล่าวหาออกไปเป็นเรื่องความเอนเอียงทางการเมือง หลังจากสอบแล้วไม่พบพยานหลักฐานยืนยัน ว่าพรรคเพื่อไทยจ่ายสินบนให้กับสื่อหนังสือพิมพ์ที่ถูกกล่าวหาจริง

ไม่ ว่าจะบังเอิญหรือเจตนาก็ตาม แต่ทุกอย่างสอดรับเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับขบวนการยื่นยุบพรรคเพื่อไทย ที่ดำเนินการโดยนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การค้นหาเบื้องหลัง ความจริงในขบวนการต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยจะทำได้ไม่ยาก

แต่การจัดการกับปัญหาเครือข่ายโยงใยเหล่านี้ รัฐบาลเองก็จำต้องดำเนินการด้วย ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เช่นนั้นต่อให้รัฐบาลหลุดรอดจากข้อหา "ซื้อสื่อ" ไปได้ แต่ก็อาจหลงเข้าไปติดกับข้อหา "คุกคามสื่อ" แทน

อย่างที่มีขบวนการวาง "กับดัก" เรื่องนี้รอไว้อยู่แล้ว


หน้า 3

คอลัมน์ ยุทธจักรแปดแฉก

พิทักษ์ 001

หลัง รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ 1" แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การแบ่งงานให้รองนายกฯที่ตามมาทันที ไม่ผิดคาด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯได้ดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยประกาศนโยบายเร่งด่วนคือเร่งปราบปรามกวาดล้างยาเสพติด เพื่อสนองพระราชเสาวนีย์ สม เด็จพระราชินี ส่วนจะย้าย พล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี พ้นเก้าอี้ผบ.ตร.หรือไม่ รองฯเหลิมบอกว่าขอเวลาศึกษางานก่อน 2 สัปดาห์ ... ไม่สนกระแสข่าวใดๆ บิ๊กน้อย ยังเร่งทำงานเต็มสตรีม รุดพบนายกฯยิ่งลักษณ์ถึงทำเนียบ รับนโยบายเดินหน้าปราบยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง กำชับผบช.ทุกภาค และบช.ปส.เข้มงวดปราบปรามจริงจังต่อไป... ตำรวจก็ขยับจับกันไม่เว้นแต่ละวัน พล.ต.ท.อดิเทพ ปัญจมานนท์ ผบช.ปส. ร่วมกับตำรวจภาค 5 ลุยจับยาไอซ์ร่วม 100 กิโลฯ มูลค่า 300 ล้านขณะลำเลียงส่งภาคใต้ เผยเป็นล็อตใหญ่ในรอบปีที่ตามแกะรอยมานานแล้ว... ส่วน พล.ต.ต.หาญพล นิตย์วิบูลย์ รองผบช.ปส. พ.ต.อ. ธนายุตม์ วุฒิจรัสธำรงค์ รองผบก. ปส.3 รวบอดีตผจก.แบงก์แก๊งค้ายาบ้ากรุงเก่า ยึดยาบ้าได้ถึง 1 แสนเม็ด ... พล.ต.ต.ธเนตร์ พิณเมืองงาม ผบก.ภ.จว.ชลบุรี พ.ต.อ.สุกิตติ ไสว เกียรติ ผกก.สภ.เมืองชลบุรี รวบแก๊ง ค้ายาไอซ์เมืองชล ยึดของกลางได้ถึง 4 กิโลฯ ยาบ้า 4 หมื่นเม็ด มูลค่า 24 ล้าน... ส่วนภาคใต้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รองผบ.ตร.ควง พล.ต.ท. พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ผู้ช่วยผบ.ตร. พล.ต.ท.ไพฑูรย์ ชูชัยยะ ผบช.ศชต. มอบนโยบายปราบยา สั่งจับตา "เบตง-โกลก" หลังพบยาเสพติดระบาดหนัก... เซ่นส.ส.ชูวิทย์เปิดคลิปแฉบ่อนกลางสภา พล.ต.ท.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบช.น. สั่งเด้ง พล.ต.ต.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผบก.น.2 พ.ต.อ.ไพศาล วงศ์วัชรมงคล ผกก.สน.สุทธิสาร ช่วยราชการที่บช.น. แล้วให้ พล.ต.ต.สำเริง สุวรรณพงษ์ ผบก.ประจำบช.น. พ.ต.อ.อภิวิชญ์ ภัทรกุล ผกก.ฝอ. 5 บก.อก.บช.น. ไปทำหน้าที่แทน... วิเคราะห์กันถึงเบื้องลึกการเปิดโปงบ่อนในการแถลงนโยบายรัฐบาล ฝ่ายค้านเดี่ยวรายนี้ซี้ปึ้กกับบิ๊กรัฐบาล เพื่อเปิดทางสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่หรือไม่ ขณะที่ พล.ต.อ.สถาพร หลาวทอง จเรตำรวจแห่งชาติ รับดาบจากผบ.ตร. สอบข้อเท็จจริงทันที นำกำลังลุยตรวจสอบถึงที่เกิดเหตุ พบแค่ร่องรอยการทำลายพยานหลักฐาน... พล.ต.ต.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง รรท.ผบช.ภาค 1 พล.ต.ต. ชิษณุพงษ์ ยุกตะทัต รรท.ผบก.ภ.จว. ปทุมธานี พ.ต.อ.สุรศักดิ์ ขุนณรงค์ รรท.ผกก. สภ.คลองหลวง ตามรวบทันควันแก๊งตีนแมวงัดบ้านนายขวัญแก้ว วัชโรทัย รองเลขาฯพระราชวัง ลักพระเครื่องไปจำนวนมาก พบมีประวัติลักทรัพย์โชกโชน อ้างไม่รู้ว่าเป็นบ้านใคร... พ.ต.ท.เอกรัตน์ เปาอินทร์ รองผกก.ป.สน.ชนะสง คราม นำโครงการตู้แดงอัจฉริยะมาเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความปลอดภัย ร้านค้าทองในเขตพื้น... พล.ต.ต.จิตติ รอดบางยาง ผบก.ภ.จว.ปทุมธานี สั่งให้ พ.ต.อ.กรวัฒน์ หันประดิษฐ์ ผกก. สภ.บางพลี ร.ต.อ.ภูวนาท แก่น จันทร์ สว.สส. ระดมทีมล่าแก๊งแขกขาวบุกยกเค้าตู้เซฟเศรษฐินีกว่า 10 ล้าน เร่งประสานด่านตม.สกัดเผ่นหนีออกนอกประเทศ ตรวจพบมีประวัติก่อคดีหลายพื้นที่... พ.ต.อ.อธิศวิส กมลรัตน์ ผกก.1 บก.สส.ตม. ร่วมกับ พ.ต.ท.รัฐพงศ์ แก้วยอด สว.กลุ่มงานบก. ปอท. พ.ต.ต.ศุภเสริษฐ ภู่ประ เสริษฐ สว.ทท.หัวหิน บุกทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ชาวไต้หวันชายหญิงคาบ้านพักใจกลางเมืองหัวหิน ยึดอุปกรณ์ที่ใช้โทร.หลอกเหยื่อในต่างประเทศ... เวลา 18.00 น.วันที่ 23-29 ส.ค. กำหนดสวดพระอภิธรรมศพ พ.อ.วีร์ แจ้งยอดสุข บิดา พล.ต.ต.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบก.น.6 ที่ศาลา 5/1 วัดตรีทศเทพ...
Saturday, August 27, 2011

เหลิมขอเวลา ยังอุบผบ.ตร.-ธาริต


"ปู"มอบนโยบายบิ๊กขรก. ตั้ง"พัลลภ"กุนซือนายกฯ ทูตมะกันรุดพบมท.ยุทธ



"ปู"แถลง - น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ ประชุมชี้แจงนโยบายบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล โดยมีหัวหน้าส่วนราช การทั้งหมดเข้ารับฟัง ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล เมื่อ 26 ส.ค.
นายกฯปูทำงานทันที เปิดทำเนียบเรียกประชุมหัวหน้าหน่วยราชการ ผู้ว่าฯ ผบ.เหล่าทัพ มอบนโยบายบริหารราชการแผ่นดิน เน้นย้ำทำงานเป็นทีมไปในทิศทางเดียวกัน ยันชัดลืมคำว่าแก้แค้นไปได้เลย มาช่วยกันบูรณาการประเทศ เศรษฐกิจ สังคม ให้นึกว่าประชาชนคือลูกค้าสำคัญที่ต้องบริการให้ดีที่สุด "เหลิม"ขอเวลา 2 สัปดาห์โชว์วิสัยทัศน์ ยังไม่มีความคิดย้ายผบ.ตร. หรือล้างบางดีเอสไอ มท.ยุทธแบ่งงาน 2 รมช.ชูชาติ-ฐานิสร์ แต่งตั้งพัลลภ-ชัยสิทธิ์-โอฬาร-สุชน เป็นที่ปรึกษานายกฯ ส.ส.สอบตกกับแกนนำเสื้อแดงพาเหรดรับตำแหน่งในทำเนียบฯ ปชป.เจอดีกระดาษด่ามาร์ค-เทือก ประจานในห้องน้ำพรรค แถมงูเขียวหางไหม้โผล่ข้างโพเดียมแถลงข่าวอีกตัว

"ปู"เปิดทำเนียบประชุมบิ๊กขรก.

เมื่อ เวลา 09.15 น.วันที่ 26 ส.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานประชุมชี้แจงนโยบายของรัฐบาลและจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดิน ต่อหัวหน้าส่วนราชการและหน่วยงาน โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ทั้งปลัดกระทรวง ผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้นำเหล่าทัพเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง

ทั้ง นี้นายกรัฐมนตรีใช้เวลาชี้แจงนโยบายกับหัวหน้าส่วนราชการประมาณ 35 นาที โดยอธิบายถึงนโยบายของรัฐบาลทั้งหมดที่แถลงต่อรัฐสภา ทั้งนโยบายเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความสามัคคีปรองดองของคนในชาติ การเยียวยาและฟื้นฟูประชาชนที่ได้รับผลกระทบทางด้านการเมือง ตั้งแต่ช่วงปลายของการใช้รัฐธรรมนูญปี 40 ซึ่งเป็นการเยียวยาทั้งภาคประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐ และผู้ประกอบการ และการเยียวยาเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ การสนับสนุนการตรวจสอบและค้นหาความจริงของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหา ความจริง(คอป.) ให้เป็นไปอย่างอิสระ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีความอิสระ และเลือกโดยภาคประชาชน ซึ่งจะให้ความอิสระเช่นเดียวกับ คอป. และไม่ได้เร่ง แต่สามารถทำได้ก่อนในปีแรก รวมทั้งการแก้ไขปัญหาค่าครองชีพของประชาชน สร้างโอกาส สร้างรายได้ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน ทั้งการขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน และรายได้ปริญญาตรี 15,000 บาท ลดราคาน้ำมัน การลดภาษีนิติบุคคล เป็นต้น

ประชาชนคือลูกค้าสำคัญ

น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว อีกว่า นอกจากนี้ยังมีนโยบายที่ต้องทำภายใน 4 ปี แบ่งเป็น 7 เรื่อง ได้แก่ 1.นโยบายความมั่นคง ซึ่งอยากเห็นการเทิดทูนและปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเป็นรูปธรรม และอยากเห็นการเสริมสร้างศักยภาพกองทัพเพื่อให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ และฝากเรื่องกำจัดปัญหายาเสพติดและอาชญากรรมให้หมดไป 2.นโยบายเศรษฐกิจ อยากเห็นการลงทุนทั้งภาคการผลิต บริการ และภาคเกษตร 3.สังคมและคุณภาพอาชีพ โดยต้องเน้นวางรากฐานเพื่อให้เด็กแข่งขันกับอาเซียนได้ เช่นเดียวกับครู รัฐบาลพร้อมให้กำลังใจและสนับ สนุน ที่สำคัญอยากเห็นหน่วยงานที่จะมาบูรณาการเรื่องของเด็กและสตรีอย่างจริงจัง 4.นโยบายด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ขอเน้นย้ำเรื่องแก้ไขปัญหาน้ำ ป่าไม้ทั้งระบบ โดยต้องหาหน่วยงานที่มาทำหน้าที่รณรงค์เพื่อให้มีการป้องกันระยะยาว 5.นโยบายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี อยากให้สร้างนักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยมากขึ้น 6.นโยบายการต่างประเทศ และเศรษฐกิจต่างประเทศ ซึ่งต้องใช้ความรอบคอบและความละเอียดอ่อนสร้างความสัมพันธ์กับนานาประเทศ และประเทศไทยต้องยืนให้ได้ในฐานะผู้นำอาเซียน 7.การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยต้องพัฒนาบุคลากร และเครื่องมือต่างๆ ให้เพียงพอ ที่สำคัญคืออยากเห็นหัวใจการบริการอย่างมืออาชีพและยึดหลักนิติ ธรรม ธรรมาภิบาล และความโปร่งใส วันนี้เราเก็บภาษีจากประชาชน เราต้องถือว่าประชาชนคือลูกค้าสำคัญที่เราต้องให้บริการ

ห้องทำงานเปิดรับทุกท่าน

"ดิฉัน อยากเห็นการทำงานแบบบูรณาการ เพราะจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่รวดเร็ว เราจะทำงานทั้งแบบแท่งตรงคือรายกระทรวง และแนวนอนก็ต้องเร่งให้เกิดขึ้น อีกเจตนารมณ์หนึ่งที่ดิฉันอยากให้ทุกท่านสบายใจคือรัฐบาลนี้เราไม่แก้แค้น เราไม่มีคำนี้ เราอยากเห็นความสามัคคีปรองดองเกิดขึ้น แต่อยากให้ทุกท่านทำงานอย่างเต็มที่ ขอให้ทำงานเพื่อสนองกับความต้องการของพี่น้องประชาชน สนองการบริการอย่างมืออาชีพ ที่สำคัญอยากขอให้ทำงานตามนโยบายที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับพี่น้องประชาชน ขอฝากความมุ่งมั่นอันนี้ และอยากเห็นการทำงานที่ซื่อสัตย์ สุจริต และโปร่งใส เพราะวันนี้ตัวเลขที่น่ากลัว และถือเป็นโอกาสสำหรับพวกเราในการกู้ชื่อเสียงนี้ คือดัชนีความโปร่งใสของประเทศไทยในปี 2553 เราอยู่เพียง 3.5 จากคะแนน 10 เราต้องแก้ไขเรื่องนี้เร่งด่วน ต้องกอบกู้ชื่อเสียงของไทยคืนมา ดิฉันอยากเน้นว่าเราต้องไม่มีเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น นโยบายต้องทำ แต่คนดีต้องดูแลและรักษา แต่เรื่องระบบการตรวจสอบทุจริตต่างๆ เราจะทำอย่างจริงจัง และขอให้สบายใจ ไม่มีระบบซื้อขายตำแหน่ง ห้องดิฉันพร้อมเปิดรับคำแนะนำและการร้องเรียนจากทุกท่าน ขอให้กำลังใจทุกท่าน และขอให้ทำงานอย่างเต็มที่ เชื่อว่าทุกท่านทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่ รัฐบาลพร้อมสนับสนุน เพราะวันนี้เราคือทีมงานเดียว กัน ข้าราชการทุกคนถือเป็นกำลังสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนงานและนโยบายต่างๆ ดิฉันอยากเห็นการทำงานที่เป็นทีมเวิร์กเดียวกัน เพราะโดยรัฐบาลลำพังคงทำงานไม่สำเร็จถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกหน่วยงาน และทุกภาคส่วน" น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าว

นายกฯกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ขอฝากโครง การพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ค้างอยู่หลายโครงการ ขอให้เร่งรัดโครงการต่างๆ เหล่านี้โดยเร็ว ตนพร้อมสนับสนุนและช่วยเหลือหากการทำงานมีอุปสรรค โดยเฉพาะเรื่องน้ำ รวมทั้งขอให้ร่วมมือจัดงานเฉลิมฉลองในวาระเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษาอย่างสมพระเกียรติ และขอให้ทุกหน่วยงานน้อมรับพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระ บรมราชินีนาถ ในเรื่องยาเสพติดด้วย อย่างไรก็ตามขอให้ดูแลผู้เสพด้วย ต้องถือเป็นผู้ป่วยที่ต้องดูแลรักษา เราไม่เน้นเรื่องปราบปรามอย่างเดียว การปราบปรามต้องทำอย่างจริงจัง แต่ต้องดูแลผู้เสพ และป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานี้ด้วย นอกจากนี้ขอให้ดูแลแก้ไขปัญหาภาคใต้ โดยส่งเสริมเศรษฐกิจในภาคใต้ให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงลงได้ ทั้งนี้การทำงานทั้งหมด อยากให้ยึดแนวพระราชทานของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในเรื่องเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา

"วันนี้เรามาทำความเข้าใจร่วมกัน แต่เข้าถึงนั้น ดิฉันไม่สามารถเข้าถึงได้ ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนราชการ" นายกฯกล่าว

อยากเห็นสามัคคีปรองดอง

นายกฯ กล่าวอีกว่า เนื่องจากงบประมาณประ จำปีเรายังไม่ได้ทำ จึงมีงานที่ต้องเร่งใน 2 ส่วนคือ เตรียมงานนโยบายของใหม่ ขณะเดียวกันงบประมาณ และแผนบริหารราชการแผ่นดิน ก็ต้องทำโดยเร็ว โดยขอความร่วมมือรองนายกฯ รมต. และหัวหน้าส่วนราชการ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.เร่งจัดประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบ บูรณาการ(ก.น.จ.) โดยขอฝากผู้ว่าฯซีอีโอทุกคนไปดูแลและทบทวนแผนงานที่วางไว้ด้วยว่าสอดคล้อง กับทิศทางที่ทำงานร่วมกันหรือไม่ ส่วนไหนที่ไม่ได้กระตุ้นเศรษฐกิจก็ขอให้ช่วยกันประหยัดงบประมาณ 2.กลไกการทำงานของรัฐบาล ซึ่งต้องบูรณาการงานร่วมกัน ตนรู้สึกตกใจที่ทราบว่าวันนี้เรามีคณะกรรมการชุดต่างๆ ทั้งหมดถึง 282 คณะ ถือว่าเยอะมาก เราเสียเวลากับการประชุมคณะกรรมการต่างๆ จึงขอให้หัวหน้าส่วนราชการได้ทบทวนและหารือกับรมต.แต่ละกระทรวง ตรงไหนปรับลดได้ก็ให้ปรับลด เพราะเราเน้นประ สิทธิภาพมากกว่าปริมาณ จะได้มีเวลาทำงานภายในหน่วยงานมากขึ้น โดยขอให้ยืนยันกลับมาภายในวันที่ 13 ก.ย.

ดูซาก - พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เยี่ยมดูเมืองเคเซนนุมะ จ.มิยางิ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นพื้นที่ประสบภัยพิบัติสึนามิอย�างรุนแรง โดยมีรองนายกเทศมนตรีเมืองเคเซนนุมะคอยต้อนรับ เมื่อวันที่ 26 ส.ค.


"ขอบ คุณทุกภาคส่วนอีกครั้ง เพราะตลอดเวลา 3 วันของการแถลงนโยบาย และการจัดทำนโยบายต่างๆ รบกวนทุกหน่วยงานมามาก จนวันนี้ที่เรามีโอกาสได้ทำงานจริงจัง ดิฉันเองก็ตื่นเต้น และอยากหาโอกาสไปเยี่ยมทุกท่าน ให้กำลังใจ และขอรับฟังข้อคิดเห็นต่างๆ เพราะเราเองอยากทำงานแบบ 2 ทางในการปรับปรุงงานต่างๆ อีกสิ่งที่อยากเห็นและเป็นความจริงใจจากรัฐบาลและครม.ทั้งหมด ซึ่งเชื่อว่าทุกคนมีเจตนารมณ์เดียวกัน คืออยากเห็นประเทศก้าวไปสู่ความสามัคคีปรองดอง จุดนี้จะทำให้ต่างประ เทศมีความมั่นใจและเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ซึ่งเป็นการตอบโจทย์ที่จะทำให้เศรษฐกิจใน ประเทศเจริญเติบโตอย่างถาวรด้วย เพราะจะมีทั้งการจ้างงานในประเทศ และการลงทุนจากต่างประเทศ ที่สำคัญหากมีความสามัคคีปรองดองบรรยากาศความสงบและความสุขจะกลับคืนมา สำหรับคนไทยๆ" นายกฯกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายน.ส.ยิ่งลักษณ์ขอหารือกับผู้เข้าร่วมประชุมในเรื่องรณรงค์การแต่ง กายด้วยผ้าไทยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมไทย และศิลปะพื้นบ้าน แต่แนะ นำว่าควรนัดกันสวมใส่ให้ตรงกันเพื่อความเป็นเอกภาพ และคนดูจะได้ชื่นใจ เช่น ทุกวันอังคารที่มีประชุมครม.

ไม่ได้เบิร์ธเดย์เพราะ"ป๋า"ปิดบ้าน

จาก นั้นเวลา 13.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นประธานประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ เวลา 15.30 น.นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และคณะ 12 คน เข้าพบ

ต่อมาผู้สื่อข่าวถามน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า ไม่ไปอวยพรวันคล้ายวันเกิดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ หรือ น.ส.ยิ่งลักษณ์หยุดอึ้งก่อนตอบว่า "ท่านไม่ได้เปิดบ้านค่ะ" เมื่อถามว่าจะติดต่อประสานเพื่อขอเข้าพบหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ตอบ โดยพูดเพียงว่า "ก็ท่านไม่ได้เปิดบ้าน"

ที่ ทำเนียบรัฐบาล นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย กล่าวระหว่างมอบ นโยบายการบริหาราชการแผ่นดิน ที่มีนายกฯเป็นประธาน ตอนหนึ่งว่า การทำงานของข้าราชการการนั้นต้องเรียงลำดับความสำคัญเพื่อประหยัดเวลา และให้ได้ผลตรงตามนโยบายของรัฐบาลอย่างจริงจัง ซึ่งการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินและแผนงบประมาณต้องมาจากจังหวัดและ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแผนจะต้องสอดคล้องกับแผนบริหารราชการแผ่นดินเช่นเดียวกัน โดยแผนบริหารราชการแผ่นดินต้องผ่านความเห็นชอบจากรมต.เจ้ากระทรวงและรอง นายกฯที่รับผิดชอบกระทรวงนั้นๆ ดังนั้นข้าราช การทั้งหลายถือเป็นหลักของบ้านเมืองกันทุกคน

"เหลิม"ขอ2สัปดาห์โชว์วิสัยทัศน์

ขณะ ที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีนายกฯแบ่งงานให้กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติและแก้ไข ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมและบ่อนการพนันว่า ขอเวลาอีก 2 สัปดาห์ที่จะแสดงความคิดเห็นและบอกถึงแนวทางการทำงาน หากพูดอะไรตอนนี้ถือว่าใหม่เกินไป แต่สำหรับปัญหายาเสพติดนั้น ตนปราบยาเสพติดมาตั้งแต่เป็นร.ต.ท.หลับตามองเห็นภาพ และเป็นคนตั้งบช.ปส.สมัยนายกฯพล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ถือเป็นงานถนัด แต่ขอเวลา 2 สัปดาห์จะชี้แจงรายละเอียด

ยังไม่คิดย้ายผบ.ตร.-ดีเอสไอ

เมื่อ ถามว่ากล้าประกาศหรือไม่ว่ารัฐบาลนี้ยาเสพติดและบ่อนพนันจะลดลง รองนายกฯกล่าวว่า ตนไม่กล้าประกาศแต่ขอให้ผลงานเป็นเครื่องพิสูจน์ เมื่อถามถึงกระแสข่าวโยกย้ายพล.ต.อ. วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. รองนายกฯตอบว่า ยังแสดงความคิดเห็นไม่ได้ ขอเวลา 2 สัปดาห์ เมื่อถามว่าอีก 2 สัปดาห์ก็เข้าสู่ฤดูโยกย้ายข้าราชการพอดี ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดว่าจะต้องย้ายภายใน 15-30 วัน ไปคิดกันเอง ตนยังไม่ได้มีความคิดเรื่องย้ายผบ.ตร.เลย เมื่อถามว่าหากย้ายจริงจะเกิดเสียงครหาและแรงกระเพื่อมหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวย้ำว่า "ขอไม่แสดงความคิดเห็น ฝนยังไม่ตก แดดยังไม่ออก อย่าเพิ่งกางร่ม"

ผู้สื่อข่าวถามว่าการกำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมจะ เช็กบิลข้าราชการหรือไม่ โดยเฉพาะกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) รองนายกฯกล่าวว่า ตนเพียงกำกับดูกระทรวงยุติธรรม ไม่ได้เป็นรมว.ยุติธรรม อย่างมากนายกฯคงอาจมอบหมายให้ไปเป็นประธานคณะกรรมการดีเอสไอ แต่อย่าได้กังวลไปเลย ถ้าตนเป็นประธานจะแสดงความคิดเห็นว่าการทำงานของดีเอสไอมันต้องพิเศษจริงๆ ไม่ใช่คดีมโนสาเร่ คดีเล็กคดีน้อยอย่าไปยุ่ง กรมสอบสวนคดีพิเศษชื่อก็บอกชัดเจนอยู่แล้ว

เมื่อถามว่าจะเช็กบิลนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า เป็นหน้าที่รมว.ยุติธรรม ไม่ใช่ตน

รุดร.พ.ตำรวจเยี่ยมเจ้าหน้าที่

ต่อ มาเวลา 14.30 น.ที่โรงพยาบาลตำรวจ ร.ต.อ.เฉลิมเข้าเยี่ยมตำรวจที่บาดเจ็บจากการปฏิ บัติหน้าที่กว่า 10 นาย โดยมีพล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รองผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ท. พีระ พุ่มพิเชฏฐ์ ผู้ช่วยผบ.ตร. และคณะแพทย์ ตำรวจให้การต้อนรับ จากนั้นร.ต.อ.เฉลิมให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายในการกำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่ง ชาติ(ตร.) ว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกฯให้มาดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะเคยเป็นตำรวจมาก่อนมีความรู้เรื่องเกี่ยวกับตำรวจอย่างดี อีกทั้งยังมีความรู้ด้านกฎหมาย ตนเข้าใจชีวิตตำรวจดี โดยจะให้ตำรวจใช้กฎหมายเป็นหลัก ซึ่งเป็นพื้นฐานของตำรวจที่ได้รับการฝึกฝนมาอยู่แล้ว ตนจะพยายามทำงานให้ดีที่สุด บนพื้นฐานความถูกต้อง ที่สำคัญที่สุดประโยชน์ต้องตกอยู่กับประชาชน และใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ไม่อยากให้มีการแถลงข่าวเรื่องสำนวนการสอบสวนบ่อยครั้ง เพราะเกรงกว่าคน ร้ายจะหนีการจับกุมไปได้

"หากข้าราชการตำรวจท่านใด เดือดร้อนสามารถกู้เงิน โดยจะทำโครงการออกเงินกู้ ให้สถาบันการเงินกำหนดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 5 ต่อปี ต้องดูคุณสมบัติว่าอย่างไร ซึ่งไม่ได้คิดว่าจะให้ตำรวจเป็นหนี้ ไม่กู้ก็ไม่เป็นไร แต่ไม่ต้องการให้ไปกู้ดอกเบี้ยจากที่อื่น ทั้งนี้ต้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาว่ามีความเห็นชอบหรือไม่"รอง นายกฯกล่าว

เป็นปธ.ก.ตร.-นายกฯต้องสั่ง

ผู้สื่อข่าว ถามว่าจะเรียกความเชื่อมั่นตำรวจกลับมาหรือไม่ อย่างไร หลังเกิดกรณีตรวจสอบเรื่องบ่อนการพนันของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมา ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ตนน่าจะรู้ดีกว่าคนที่นำเอาหลักฐานออกมา หากมันมีจริงก็จะปรากฏออกมาว่าจริง ไม่มีจริงก็ปรากฏออกมาว่าไม่มีจริง ทั้งนี้จะบอกว่าจะทำให้ชื่อเสียงของตำรวจสั่นคลอนคงเป็นไปไม่ได้ ตนคงทำอะไรตามใจชอบไม่ได้ ทุกอย่างต้องมีกฎเกณฑ์ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องใช้กฎหมาย จะดำเนินการอะไรต้องตอบสังคมได้ ส่วนเรื่องบ่อนจะดำเนินการอย่างไรนั้น ยังไม่ขอแสดงความเห็น ต้องขอเวลาอีกสัก 1 สัปดาห์จึงจะบอกได้

ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวอีกว่า การที่ตนจะมานั่งกำกับเป็นประธานก.ตร.ได้นั้น นายกฯต้องลงนามมอบอำนาจมอบหมายให้กำกับดูแลสั่งการ หมายความว่าต้องมาปฏิบัติงานกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ส่วนจะเป็นประธานก.ตร.หรือไม่ นายกฯต้องออกหนังสือสั่งการอีกฉบับ หลายคนเข้าใจผิดคิดว่ารองนายกฯรับมอบหมายไม่ได้ ซึ่งความจริงรับได้ เพราะว่าคณะกรรมการก.ต.ช. นั้น นายกฯต้องเป็นประธานเอง มอบหมายบุคคลอื่นไม่ได้ ส่วนตำแหน่งอื่นกฎหมายไม่ได้เขียนไว้ก็สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ ซึ่งวันที่ 31 ส.ค.นายกฯจะเป็นประธานประชุมก.ต.ช. ตนจะไปร่วมพิจารณาด้วย

แจงไม่มีอำนาจย้ายผบ.ตร.

เมื่อ ถามว่าจะเปลี่ยนผบ.ตร.หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า การที่จะสั่งย้ายดังกล่าวตนไม่มีอำนาจสามารถทำได้ พ.ร.บ.ตำรวจ ปี 2547 มาตรา 62 การที่ผบ.ตร.จะออกจากตำแหน่ง ต้องเกิดจากความยินยอมหรือความสมัครใจ แต่สามารถนำตัวไปช่วยราชการได้ ตามอำนาจของนายกฯ

"ทำไมต้องล้างบาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติสะอาดอยู่แล้ว ยังไกลไปที่จะพูดถึง คงไม่มีใครเข้าใจตำรวจได้เท่าผม โดยใช้ความเป็นตำรวจเก่าและเป็นนักกฎหมาย ตำรวจต้องอยู่กับประชาชน ซึ่งต้องทำให้รัดกุมยุคผมซื้อตำแหน่งไม่ได้อย่างเด็ดขาด ใครที่ทำไม่ดี คิดไม่ดีต้องยุติ และเตรียมมอบนโยบายให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงดูแล ซึ่งต้องคุยกันอีกครั้ง" รองนายกฯ กำกับดูแลตร. กล่าว

"บิ๊กโก"ฟิตคุม7กระทรวง7สนง.

ด้าน พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีได้รับมอบหมายกำกับดูแลด้านความมั่นคง และจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ได้รับมอบหมายให้ดูแล 7 กระทรวง และ 7 สำนัก งาน ซึ่งจะระดมไปช่วยภาคใต้ ตนสอบถามทุกหน่วยงานที่รับผิดชอบว่ายังมีงานตรงไหนขลุก ขลักคั่งค้างอยู่บ้างจะได้ช่วยให้เร็วขึ้น นอกจากนี้ยังเชิญผู้ว่าฯระยองมาถามด้วยว่าโครงการมาบตาพุดยังติดอยู่ตรงไหน จะได้เร่งช่วย

"ปึ้ง"ไม่สนปชป.ยื่นถอดถอน

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประ เทศ ให้สัมภาษณ์กรณีพรรคประชาธิปัตย์ยื่นถอด ถอนจากตำแหน่งว่า ไม่มีความเห็นเรื่องนี้ และไม่หนักใจ ถือเป็นสิทธิที่ประชาธิปัตย์จะดำเนินการ ตนต้องการให้ประชาธิปัตย์ทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ เพราะถ้าเล่นการเมืองไม่สร้างสรรค์ประชาชนจะเบื่อหน่าย ความปรองดองไม่เกิด คงไม่ต้องหาหลักฐานอะไรจากญี่ปุ่นมายืนยัน เพราะไม่ได้ทำตามที่ถูกกล่าวหา ตนไม่มีหลักฐานเพราะการออกวีซ่าเป็นเอกสิทธิ์ของรัฐบาลญี่ปุ่น

ผู้ สื่อข่าวถามว่าแต่ฝ่ายค้านมีหลักฐานเอกสารที่ระบุว่าเป็นเอกสารที่ไทยขอไป นายสุรพงษ์ กล่าวว่า การที่อ้างอย่างนั้นเป็นสิทธิที่ทางญี่ปุ่นจะออกวีซ่า เพราะตนไม่มีอำนาจใดๆ สั่งการให้ญี่ปุ่นออกวีซ่า ตนคงไม่ต้องไปแก้ตัวหรือแถลงการณ์ตามที่ประชาธิปัตย์เรียกร้อง และไม่ใช่เรื่องสาระสำคัญเพราะไทยไม่ได้สั่งญี่ปุ่นออกวีซ่าแต่เป็น เอกสิทธิ์ของประเทศนั้นๆ อย่างไรก็ไม่มีนโยบายในการห้ามพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เดินทางไปไหนมาไหน

ไม่รู้เรื่อง"ทักษิณ"เข้าอังกฤษ

เมื่อ ถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศระบุว่าเตรียมเดินทางเข้า ประเทศอังกฤษ นายสุรพงษ์กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องนี้จริงๆ เมื่อถามว่าแต่ข่าวระบุว่ากำลังติดต่อประสานงานสถานทูตไทยที่อังกฤษ รมว.ต่างประเทศกล่าวว่า ตนไม่ทราบและไม่ได้หารือกันถึงเรื่องนี้ พ.ต.ท. ทักษิณจะเดินทางไปประเทศใดเป็นเอกสิทธิ์ของประเทศนั้นๆ ที่จะออกวีซ่า

ต่อ ข้อถามว่าหากมีการร้องขอมากระทรวงการต่างประเทศจะมีนโยบายเรื่องนี้อย่างไร นายสุรพงษ์ กล่าวว่า เราเข้าไปยุ่งไม่ได้ แต่ยืนยันว่าหากใครจะขอวีซ่าไปประเทศใดเราไม่มีสิทธิยุ่งเกี่ยว เป็นไปตามกระบวนการของประเทศนั้นๆ พ.ต.ท.ทักษิณจะขอวีซ่าประเทศใดเราคงไม่สามารถรู้ได้ สำหรับเรื่องนี้คงแล้วแต่ประเทศอังกฤษ และเมื่อพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ถือพาสปอร์ตไทยก็คงไม่มาประสานกับกระทรวงการต่าง ประเทศ พ.ต.ท.ทักษิณถือพาสปอร์ตของมอนเตเนโกรแล้วไปขอวีซ่าประเทศใดเราก็ไม่ทราบ แล้วแต่ประเทศนั้นๆ ไม่จำเป็นต้องมาประสานสถานทูตไทย กระทรวงการต่างประเทศไทยไม่รู้เรื่องใดๆ ทั้งสิ้น

รมต.สื่ออยากเห็นช่อง 9-11

น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ที่ได้รับมอบหมายกำกับดูแลสื่อ ให้สัมภาษณ์ว่า ต้องมองในภาพรวมอยากเห็นช่อง 11 เป็นสถานีข่าวสร้างสรรค์และพัฒนาประเทศ อยากเห็นการเพิ่มพื้นที่ข่าวของท้องถิ่น ชุมชน และภาคประชาสังคมมากขึ้น รวมทั้งรายการที่ให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่น การท่องเที่ยว และศาสนา โดยประชาสัมพันธ์จังหวัดจะมีบทบาทนำเสนอข่าวของจังหวัดมากขึ้น ส่วนช่อง 9 อสมท ที่เป็นบริษัทมหาชนและเป็นรัฐวิสาหกิจ อยากเห็นเป็นสถานีข่าวคุณภาพและมีประสิทธิภาพในการบริหาร สามารถสร้างผลตอบแทนผู้ลงทุนได้ตามสมควร และนำข่าวสารด้านเศรษฐกิจ เพื่อนำไปสู่การรับรู้ระดับอาเซียน สำหรับรายการนายกฯพบประชาชน ตนจะเสนอนายกฯในโอกาสต่อไป

ลุยรายการสร้างความขัดแย้ง

เมื่อ ถามว่าจะจัดระเบียบวิทยุชุมชนอย่างไร น.ส.กฤษณากล่าวว่า ต้องขอศึกษาก่อนแล้วจะเรียนให้ทราบ เมื่อถามว่าบางรายการทางช่อง 11 มีปัญหากับพรรคเพื่อไทยมาตลอด จะมีนโยบายดำเนินการอย่างไร รมต.ประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ไม่อยากให้เป็นประเด็นในรายการที่มีปัญหา อยากเรียนว่าถ้ามาดูแลสื่อในภาพรวม ขอให้ย้อนดูนโยบายที่นายกฯแถลง เรื่องเร่งด่วนเป็นเรื่องปรองดอง ขณะที่รายการที่สร้างความขัดแย้งนั้นคงต้องคุยกัน ถ้าไม่ตรงกับนโยบาย ขณะที่ทีวีเสื้อเหลืองเสื้อแดงนั้นจะยังไม่ขอลงรายละเอียดขณะนี้

ส่วน การลาออกจากตำแหน่งส.ส. เพื่อเปิดโอกาสปาร์ตี้ลิสต์ลำดับถัดไปได้ขึ้นเป็นส.ส.นั้น น.ส.กฤษณากล่าวว่า ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้ ต้องดูว่าผู้ใหญ่จะว่าอย่างไร

"ฐิติมา"วาดแผนงานโฆษกรบ.

ส่วน นางฐิติมา ฉายแสง โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวถึงกรณีแต่งตั้งนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด ซึ่งใกล้ชิดกับแกนนำคนเสื้อแดงเป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ว่า อย่าไปดูว่าเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง หรือเสื้อสีอะไร เพราะเห็นว่านายอนุสรณ์เป็นคนน่ารัก ตั้งใจทำงาน รู้ฝีมือกันอยู่และเข้ากับคนอื่นได้ดี คิดว่านายอนุสรณ์จะทำงานได้ดีและมีความรู้ด้านการเมือง ต้องการรองโฆษกรัฐบาลที่เข้ามาทำงานการเมืองมากขึ้น เมื่อถามว่าหากเกิดแรงเสียดทานจะชี้แจงอย่างไร นางฐิติมากล่าวว่า ขอทำงานต่อไป และคิดว่าไม่มีอะไรปัญหามาก โฆษกต้องทำงานเป็นทีมช่วยกันทุกเรื่อง

เมื่อถามว่ามีแนวทางการทำ งานอย่างไรเพราะตำแหน่งนี้ถือเป็นหน้าตารัฐบาลด้วย นางฐิติมา กล่าวว่า ต้องเอาประโยชน์ประชาชนเป็นที่ตั้งรวมทั้งสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้รัฐบาล ทั้งเรื่อง ปรองดองและกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่สำคัญคือหน้า ตาของประเทศสู่สายตาอาเซียนและชาวโลก ฉะนั้น ทีมโฆษกต้องเข้าใจและทำงานเป็นทีม ที่ผ่านมาการทำงานในสภาของตนอาจเห็นว่าพูดจารุนแรงเพราะเป็นการอภิปรายไม่ ไว้วางใจ ส่วนหน้าที่โฆษกรัฐบาลตนพอเข้าใจ แต่เมื่อยังไม่เคยทำงานก่อน จึงขอโอกาสเรียนรู้ น่าจะทำได้หากได้รับความร่วมมือจากสื่อด้วย

ต่อ ข้อถามว่าจะชี้แจงกรณีรัฐบาลถูกมองว่าอยู่ภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณอย่าง ไร โฆษก รัฐบาลกล่าวว่า เรื่องนี้แทบไม่ต้องชี้แจง เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยมายุ่งตั้งแต่ต้น แต่ในฐานะพี่ชายของนายกฯที่เคลื่อนตามกันมา ต้องพูดคุยกันถือเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นขอให้ไว้ใจได้ นายกฯเป็นตัวของตัวเอง

"อนุสรณ์"ชี้คนกล่าวหาไม่รู้จริง

ด้าน นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด กล่าวว่า ที่วิจารณ์ว่าตนเป็นนักจัดรายการวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงนั้น ไม่เป็นความจริง ทั้งชีวิตไม่เคยจัดรายการวิทยุชุมชน แต่เติบโตมาจากเวทีโต้คารมมัธยมศึกษา จากนั้นทำงานทั้งนักวิชาการ เป็นวิทยากรอบรมสัมมนา และอยู่ในสายงานสื่อสารมวลชนมาตลอด แต่บางคนอาจเห็นไปขึ้นเวทีเสื้อแดงก็คิดว่าตนเป็นโฆษกคนเสื้อแดง ความจริงไม่ใช่ ตนเป็นสื่อสารมวลชนแต่ขึ้นเวทีเสื้อแดง คนที่กล่าวหาจึงรู้ไม่จริง

"ผู้ใหญ่หลายคนเชียร์ผมเพราะเห็นพัฒนาการ และความสามารถ ที่ผ่านมาเคยได้รับทาบทามให้เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯแต่เพิ่งตอบ ตกลงในรัฐบาลนี้ จึงไม่รู้สึกกดดัน ผมเองไม่ได้เริ่มต้นมาจากศูนย์ หลังจากมีข่าวว่าผมได้รับหน้าที่นี้ก็มีคนชื่นชมยินดีว่าเหมาะสมตั้งคนได้ ตรงกับงาน" นายอนุสรณ์กล่าว

เมื่อถามว่าหลังมีตำแหน่งต้องยุติการจัด ราย การที่เกี่ยวข้องกับเสื้อแดงหรือไม่ นายอนุสรณ์กล่าวว่า ต้องดูข้อกฎหมายก่อน แต่ถ้าต้องทำให้ถูกต้องก็คงเลิกจัด ตอนนี้ตนเป็นพิธีกร 2 ราย การทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม ไอนิวส์ชาแนลและเอมวีไฟน์

2พระเอก"บรู๊ค-แซม"ได้เป็นส.ส.

ที่ พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีรมต.ของพรรคลาออกจากส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อเปิดโอกาสผู้มีชื่อบัญชี ลำดับถัดไปได้เลื่อนขึ้นเป็นส.ส.ว่า หลังจากพล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รมช.คมนาคม และนายบัณฑูรย์ สุภัควณิช เลขาธิการนายกฯ ขอลาออกจากส.ส. ส่งผลให้ผู้สมัครส.ส.บัญชีรายชื่อพรรค 2 คน คือ นายดนุพร ปุณณกันต์ ผู้สมัครส.ส. บัญชีรายชื่ออันดับที่ 62 และนายยุรนันท์ ภมรมนตรี อันดับที่ 63 เลื่อนขึ้นมาเป็นส.ส. ส่วนรัฐมนตรีที่มีสถานะเป็นส.ส.จะลาออกจาก ส.ส. อีกหรือไม่นั้น เป็นการแสดงสปิริตส่วนบุคคล พรรคไม่กำหนดว่าใครต้องลาออก

โพยด่า-งูเขียวหางไหม้โผล่ปชป.

ผู้ สื่อข่าวรายงานจากพรรคประชาธิปัตย์ว่า เมื่อเวลา 12.00 น.บริเวณห้องน้ำหญิง ชั้น 1 อาคารมูลนิธิควง อภัยวงศ์ มีผู้นำกระดาษเขียนด้วยปากกาเมจิกสีแดงและดำ 2 แผ่นด่าทอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ อย่างรุนแรง วางไว้ข้างอ่างล้างหน้า ส่วนอีกแผ่นเขียนปากกาเมจิกสีดำข้อความโจมตีนายอภิสิทธิ์ ดีแต่พูด เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น และเย้ยพรรคประชาธิปัตย์ (99วัน) ยังทำไม่ได้ แล้วไปโทษผู้อื่น แหลการเมือง วางไว้ด้านหลังโถชักโครก

โดยก่อนหน้านี้มีผู้พบเห็นผู้หญิง 2 คนนั่งกินกาแฟที่ร้านกาแฟภายในที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์จากนั้นหายตัวไป

ต่อ มาเวลา 13.00 น.ในห้องแถลงข่าวพรรคประชาธิปัตย์ มีผู้พบงูเขียวหางไหม้ยาวประมาณฟุตครึ่ง นอนขดลำตัวติดกับเทปกาวไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ใกล้กับโพเดียมแถลงข่าว สร้างความแตกตื่นให้กับผู้สื่อข่าวและช่างภาพ จนเรียกเจ้าหน้าที่พรรคมาจับออกไป ตรวจสอบพบว่างูเขียวดังกล่าวติดอยู่กับเทปป้ายกาว ข้อความ "สัจจัง เว อมตาวาจา" คติประจำพรรคประชาธิปัตย์ คาดว่างูเขียวคงเลื้อยเข้ามาทางหน้าต่างห้องที่เปิดอยู่

"มาร์ค"เฉยๆ"ปู"ขึ้นชั้นสตรีโลก

นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการแบ่งงานรองนายกฯ และรมต.ประจำสำนักนายกฯ โดยร.ต.อ.เฉลิมได้รับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติว่า ไม่มีอะไรน่าแปลก ขอให้ทุกคนยึดมั่นประโยชน์ของประเทศ ช่วงอภิปรายที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิมมาคุยกับตนหลายเรื่อง คุยกันประจำคือทำอย่างไรให้การเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ตนจึงฝากว่าในฐานะที่จะต้องมาดูแลหรือคาบเกี่ยวเรื่องความมั่นคงและการเมือง อย่าให้เกิดปัญหาที่เห็นอยู่ในขณะนี้ คือสภาพของมวลชนที่ใช้วิธีการกดดัน ข่มขู่คุกคาม มีอะไรก็ใช้กระบวนการของกฎหมาย กระบวน การยุติธรรม และกระบวนการของรัฐสภาแก้ไข

ผู้สื่อข่าวถามว่าจบการแถลงนโยบายรัฐบาล แล้วมองวุฒิภาวะผู้นำของน.ส.ยิ่งลักษณ์อย่างไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การตอบคำถามในสภาเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่เห็นชัดว่าคงมอบให้ร.ต.อ.เฉลิมชี้แจงเป็นหลัก จะคล้ายๆ ย้อนกลับไปสมัยพ.ต.ท.ทักษิณเป็นนายกฯ ยุคนั้นสภาไม่ได้เป็นที่ถูกใช้ประโยชน์ การตอบคำถามต่างๆหลายครั้งผู้รับมอบหมายก็ตอบไม่ได้ เพราะเป็นเรื่องของหัวหน้ารัฐบาล ไม่อยากให้กลับไปเป็นแบบนั้น

ส่วน กรณีนิตยสารฟอร์บส์จัดอันดับ น.ส.ยิ่งลักษณ์เป็นสตรีผู้ทรงอิทธิพล ลำดับที่ 59 ของโลกนั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ผู้หญิงที่ได้ดำรงตำแหน่งนี้ก็เป็นธรรมดา แต่อยากให้ใช้ตำแหน่งสร้างประโยชน์ให้กับชาติ ยึดส่วนรวมเป็นหลัก

ปชป.สร้างสรรค์มาตลอด

นาย วิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์กรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กล่าวว่าประชาธิปัตย์เล่นการเมืองไม่สร้างสรรค์ว่า ประชาธิปัตย์ทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์มาโดยตลอด กระทำการตามกรอบรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และประเพณีที่ดีงามของการเมืองไทย ตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ถ้าไม่ทำถือว่าละเว้นปฏิบัติหน้าที่ด้วยซ้ำ การยื่นเรื่องถอดถอนนายสุรพงษ์ พรรคมีหลักฐานว่ารมว.ต่างประเทศทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมายอย่างชัดเจน

นาย วิรัตน์กล่าวว่า วันที่ 11 ส.ค.ก่อนแถลงนโยบายรัฐบาล นายสุรพงษ์ร้องขอทูตญี่ปุ่นให้มาพบที่พรรคเพื่อไทย และร้องขอในนามรัฐบาลไทยให้ช่วยอำนวยความสะดวกพ.ต.ท.ทักษิณเข้าญี่ปุ่น เป็นการร้องขอกรณีพิเศษ แม้ช่วงแรกนายสุรพงษ์จะปฏิเสธเรื่องนี้มาตลอด แต่จำนนด้วยหลักฐานเพราะเลขาธิการครม.ญี่ปุ่นแถลงว่า พ.ต.ท.ทักษิณเข้าประเทศญี่ปุ่นเพราะการร้องขอของรัฐบาลไทย ดังนั้นการกระทำของนายสุรพงษ์จึงขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายชัดเจน เพราะก่อนแถลงนโยบายรมต.ยังไม่สามารถทำงานได้ และขอตั้งข้อสังเกตว่าการกระทำของนายสุรพงษ์ทำตามตามคำร้องขอของผู้ใด หรือทำเพื่อตอบแทนใคร

เรียกร้อง"ปึ้ง"ผิดแล้วขอโทษ

หัว หน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ทำผิดกฎหมายก็ควรต้องรับผิด ไม่ใช่โทษผู้อื่น และสุดท้ายต้องขอบคุณนายสุรพงษ์ที่ยอมรับว่าความจริงคือความจริง เพราะเรื่องนี้จริงๆ แล้วเลขาฯครม.ญี่ปุ่นแถลงว่าพ.ต.ท.ทักษิณเข้าประ เทศได้เพราะการร้องขอของรัฐบาลไทย ดังนั้นเมื่อนายสุรพงษ์ กระทำการในตำแหน่งรมว.ต่างประเทศ ก่อนแถลงนโบบายจึงทำผิดกฎหมายอย่างชัดเจน จึงขอให้ยอมรับความจริง สังคมไทยจะได้ให้อภัย

ทูตมะกันเข้าเยี่ยมมท.ยุทธ

เมื่อ เวลา 14.00 น.ที่กระทรวงมหาดไทย นางคริสตี้ เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เข้าพบนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ภายหลังน.ส.ยิ่งลักษณ์ มอบหมายนายยงยุทธดูแลกระทรวงการต่างประเทศ ใช้เวลาหารือกันประมาณ 1 ช.ม.

นาย ยงยุทธ ให้สัมภาษณ์ว่า ทูตสหรัฐสอบถามถึงภารกิจเร่งด่วนว่ามีอะไรบ้าง เนื่อง จากตนได้รับมอบหมายดูแลและรับผิดชอบกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งชี้แจงไปว่ามีภารกิจเร่งด่วนหลายด้าน โดยเฉพาะงานที่ต้องร่วมมือกัน อาทิ เรื่องผู้อพยพ ยาเสพติด ส่วนงานที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ คือ ช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาอุทกภัยน้ำท่วม ปัญหายาเสพติด และสถานการณ์ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ผู้สื่อข่าวถามว่าหารือถึงการอนุญาตให้พ.ต.ท. ทักษิณเข้าสหรัฐหรือไม่ นายยงยุทธกล่าวว่า เป็นเรื่องน่าแปลกใจมากที่ทูตหลายประเทศ ไม่มีใครให้ความสนใจว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางเข้าออกประเทศไหน เพราะเขารู้ว่าอะไรเป็นอะไร ใครจะเดินทางเข้าออกประเทศไหน ไม่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลไทย เพราะถือเป็นเอกสิทธิ์แต่ละประเทศ เราไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย

พท.ยื่นประกัน 3นปช.คดียิงฮ.

สส.วัชระ แถลงรับ รู้จัก2ชาย ป่วนแดง



ร้องนายกฯ - น.ส.สมมาตร ช่วยพิมาย ตัวแทนญาติผู้สูญหายจากเหตุการณ์สลายม็อบแดงปี"53 ยื่นหนังสือถึงนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขอความช่วยเหลือให้ติดตามผู้สูญหายอีก 3 ราย เมื่อ 26 ส.ค.
ลูก เสธ.แดงนำทีมส.ส.ยื่นประกัน 3 เสื้อแดง หลังศาลยกฟ้องคดียิงเฮลิคอปเตอร์ ส.ส.อีกกลุ่มก็ร้องปล่อยตัวชั่วคราว 4 นปช.อุบลฯ ที่ถูกตัดสินจำคุก 33 ปี ศาลไม่อนุมัติ ชี้คดีร้ายแรง ส่วนศาลขอนแก่นให้ประกันอีก 3 ราย ด้าน "วัชระ เพชรทอง" ส.ส. ปชป. รับรู้จัก 2 ชายวางหรีดกระทบกระทั่งม็อบแดง ตร.สอบพบมากัน 4 คน หลังเกิดเรื่องก็เดินเข้าไปในสภา ค้นรถพบสมุดบันทึกระบุชื่อ ส.ส.วัชระ ส่วน "เหลิม" เผยรู้ฝีมือใคร มีวาระซ่อนเร้น พร้อมทั้งสั่งสอบฟอร์เวิร์ดเมล์ขู่นักข่าวทีวี โต้รัฐบาลทำ ขณะที่แกนนำแดงเพชรบุรีโผล่ยอมรับเป็นคนส่ง อ้างก๊อบปี้จากเน็ตแล้วส่งให้เพื่อน ไม่มีเจตนาคุกคาม

จี้"ปู"ติดตามคนหายอีก 3

เมื่อ วันที่ 26 ส.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส. สมมาตร ช่วยพิมาย อยู่บ้านเลขที่ 699/192 หมู่บ้านธนาศล ต.ท้ายเหมือง อ.เมือง จ.สมุทร ปราการ เป็นตัวแทนกลุ่มญาติผู้สูญหายจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 เดินทางมาศูนย์บริการประชาชน สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อร้องขอความช่วยเหลือติดตามผู้สูญหายและผู้เสียชีวิตไม่ทราบรายชื่อ จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 โดยในเอกสารระบุว่าจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมปี 2553 ส่งผลกระทบต่อประชาชนให้เกิดความสูญเสียหลายด้าน เพราะมีทั้งผู้บาดเจ็บ เสียชีวิต และผู้ถูกจับกุมคุกคามจำนวนมาก และมีส่วนหนึ่งที่เป็นผู้เสียชีวิตไม่ทราบชื่อ และสูญหาย เพราะจากข้อมูลของศูนย์ข้อมูลประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการสลายการชุมนุมเม ษา-พฤษภา 2553 (ศปช.) ระบุว่ามีผู้คาดว่าเป็นผู้สูญหาย 3 คน และผู้เสียชีวิตไม่ทราบชื่อ 8 คน

น.ส.สมมาตรกล่าวว่า ตลอดเวลา 1 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่สลายการชุมนุม การช่วยเหลือหาคนสูญหาย กับคนตายไม่ทราบชื่อ ไม่มีความคืบหน้าใดๆ ไม่รู้ว่าเกี่ยวข้องกับเหตุทางการเมืองหรือไม่ แต่เมื่อมีรัฐบาลใหม่ขึ้นมาแล้วทางกลุ่มญาติผู้สูญหายจากเหตุการณ์สลายการ ชุมนุมปี 2553 มีความหวังมากยิ่งขึ้นว่าเรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขปรับปรุง ช่วยเหลือติดตามหาคนเหล่านั้นอย่างเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น อีกทั้งอาจมีเจ้าหน้าที่รัฐ หรือผู้มีอำนาจทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงเห็นว่าควรตั้งคณะกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา โดยกรรมการจากหลายภาคส่วน ได้แก่ ภาครัฐ เอกชน นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ เพื่อให้การดำเนินการมีประสิทธิภาพ มีความเป็นกลาง และปราศจากปัจจัยทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง

ส.ส.ยื่นประกัน 3 แดงคดียิงฮ.

สำหรับ ความคืบหน้าภายหลังที่ศาลจังหวัดพระโขนง พิพากษายกฟ้อง 3 ผู้ต้องหาเสื้อแดงในคดีครอบครองอาวุธสงคราม และยิงเฮลิคอป เตอร์ในเหตุการณ์ 10 เม.ย.2553 และการยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราวผู้ต้องหาเสื้อแดงในจังหวัดต่างๆ นั้น นายไชยยันต์ สุวรรณยิ่ง อัยการ พิเศษฝ่ายคดีอาญากรุงเทพใต้ 5 (พระโขนง) กล่าวถึงการยื่นอุทธรณ์คดียกฟ้อง 3 ผู้ต้องหาเสื้อแดงว่า อยู่ระหว่างขอคัดคำพิพากษาฉบับสม บูรณ์ ต้องใช้เวลา 2-3 วัน หลังจากนั้นจะต้องอ่านคำพิพากษา และพิจารณาว่าเห็นด้วยกับคำ พิพากษาที่ศาลยกฟ้องหรือไม่ หากไม่เห็นด้วยก็จะทำความเห็นควรอุทธรณ์คดีให้อัยการฝ่ายคดีศาลสูงพิจารณา แต่ถ้าเห็นด้วยกับคำพิพากษาก็จะทำความเห็นไม่ควรยื่นอุทธรณ์เสนอไป เพราะเป็นอำนาจของอัยการฝ่ายคดีศาลสูงโดยตรง ที่จะพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์คดีหรือไม่ คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าน่าจะทำความเห็นเสนออัยการฝ่ายคดีศาลสูงได้

ด้าน นายวิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยื่นคำร้องขอประกันตัวนางนฤมล วรุณรุ่งโรจน์, นายสุรชัย นิลโสภา และนายชาตรี ศรีจินดา ผู้ต้องหาคดียิง ฮ. ที่ศาลสั่งยกฟ้องแต่ยังให้ขังไว้ระหว่างอุทธรณ์ว่า ใช้ตำแหน่งส.ส. พรรคเพื่อไทย 4 คน คือ ผศ.ดร.จารุพรรณ กุลดิลก ส.ส.บัญชีรายชื่อ, น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล ส.ส.บัญชีรายชื่อ, นายจรูญพงศ์ พันธุ์ศรีนคร ส.ส.นครราชสีมา และนายสัมภาษณ์ อัตถาวงศ์ ส.ส.นครราชสีมา ยื่นขอประกันตัว โดยให้เหตุ ผลว่าศาลได้พิจารณาและพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3 แล้ว และตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจำเลยทั้ง 3 ให้ความร่วมมือมาโดยตลอด จึงสมควรได้รับการประกันตัวตามสิทธิตามรัฐธรรมนูญ โดยศาลได้รับคำร้องไว้ และส่งให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาต่อไป

ศาลยกคำร้อง 4 นปช.อุบลฯ

ขณะ เดียวกัน ที่ศาลจังหวัดอุบลราชธานี กลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทย 10 คน นำโดยนายสุพล ฟองงาม และนายกานต์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบล ราชธานี นำเอกสารรับรองเงิน หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดินในเขตเทศบาลนครอุบลราชธานี ของนายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ ส.ส.อุบลราชธานี ที่สำนักงานที่ดินตีประเมินราคา 16 ล้านบาท ยื่นขอประกับตัว น.ส.ปัทมา มูลมิล, นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ, นายสนอง เกตุสุวรรณ และนายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ จำเลยคดีเผาศาลากลางจังหวัด และก่อการร้าย ที่ศาลพิพากษาจำคุกคนละ 33 ปี 4 เดือน โดยมีกลุ่มญาติพี่น้องของจำเลย และกลุ่มเสื้อแดงจำนวนหนึ่งมาให้กำลังใจ และรอฟังคำสั่งศาล


ปล่อยอีก 3 - ผู้ ต้องขังเสื้อแดง 3 คน ในคดีก่อการร้ายเผาศาลากลาง ได้รับประกันตัวออกจากเรือนจำขอนแก่นชั่วคราว โดยมีคนเสื้อแดงจำนวนมาก มาให้กำลังใจ เมื่อ 26 ส.ค.


ต่อ มาศาลเบิกตัวจำเลยทั้ง 4 คน จากเรือนจำกลางอุบลราชธานี มาฟังคำวินิจฉัยคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว โดยศาลมีความเห็นว่า เนื่อง จากเป็นคดีร้ายแรง และศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาลงโทษในอัตราสูง เกรงว่าจำเลยทั้ง 4 จะหลบหนี จึงยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ก่อนนำตัวกลับไปควบคุมที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี ขณะที่นายวัฒนา จันทศิลป์ ทนายความจำเลย ระบุว่า อาจจะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์อีกครั้ง หรือก็อาจจะยื่นฎีกาคำสั่งการยกคำร้องของศาลอุทธรณ์ ให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาต่อไป

ปล่อยอีก 3 เสื้อแดงขอนแก่น

ส่วน ที่ศาลจังหวัดขอนแก่น นายคารม พรพลกลาง ทนายความนปช. พร้อมด้วยกลุ่มส.ส. ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย เดินทางมาฟังคำสั่งศาล ภายหลังยื่นคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว 4 ผู้ต้อง หาเสื้อแดง ประกอบด้วย นายอุดม คำมูล, นาย จิรัฐตระกูล สุมมะหา, นายอดิศัย วิบูลย์เสข และนายสุทัศน์ สิงห์บัวขาว ปรากฏว่าศาลให้ประกันตัวได้ 3 คน ส่วนนายสุทัศน์ศาลพิพากษาไปแล้ว 2 คดี จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว

นาย ธนิก มาสีพิทักษ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค เพื่อไทย กล่าวว่า ศาลให้ประกันตัวชั่วคราวได้ 3 คน ส่วนอีก 1 คน คือ นายสุทัศน์ มีคดีเพิ่มเติม คือบุกรุกสถานที่สาธารณะ กับคดีตามพ.ร.ก. ฉุก เฉิน และยอมรับสารภาพไปแล้วทั้ง 2 คดี ศาลตัดสินไปเรียบร้อยแล้ว

"วัชระ"รับรู้จัก 2 ชายวางหรีด

ที่ รัฐสภา นายวัชระ เพชรทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ และนายไพศาล พุ่มมะ เดื่อ ทนายความ แถลงกรณีผู้ชาย 2 คนอ้างตัวเป็นนักศึกษา นำพวงหรีดมาวางหน้ารัฐสภาประ ท้วงการทำหน้าที่ของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แล้วถูกกลุ่มคนเสื้อแดงขับไล่เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา โดยนายวัชระกล่าวว่า หลังจากนักศึกษา 2 คน นำพวง หรีดวางไว้อาลัยนายสมศักดิ์ จนถูกกลุ่มคนเสื้อแดงรุมทำร้าย ปรากฏว่ารถยนต์ส่วนตัวของนายไพศาล ที่ถูกกล่าวหาจากกลุ่มคนเสื้อแดงว่า เป็นรถที่นำนักศึกษา 2 คนมาที่รัฐสภานั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง และกลุ่มคนเสื้อแดงยังนำสติ๊กเกอร์ที่เขียนว่า 112 มาติดทับที่ป้ายสติ๊ก เกอร์พรรคประชาธิปัตย์หลังรถคันดังกล่าวด้วย

"ผมรู้จักนักศึกษาทั้ง 2 คน เนื่องจากเขามีความสนใจด้านการเมือง ผมขอสนับสนุนการกระทำของนักศึกษาทั้ง 2 คน และควรให้ความเคารพในสิทธิทางการเมืองซึ่งกันและกัน แต่ผมไม่ได้จ้างนักศึกษามา คิดว่านักศึกษามีความคิดพอ คนเสื้อแดงอาจจะรับจ้างจนเคยตัว เลยคิดว่าคนอื่นก็ต้องรับจ้างมาด้วย แม้แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ในสภาปากบอกปรองดอง แต่หน้าสภา มากระทืบนักศึกษา มาทำแบบนี้ได้อย่างไร เป็นแค่ลมปากเชื่อถือไม่ได้ ประชาชนก็ต้องระวังในการใช้ชีวิตในสังคมที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นรัฐบาล" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าว

ตร.สอบพบมี 4 คนสมคบกัน

รายงาน ข่าวแจ้งว่า จากการตรวจสอบของ พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 ที่รายงานต่อผู้บังคับบัญชาพบว่า ชาย 2 คน เดินมาจากลานจอดชั้น 2 ภายในสวนสัตว์ดุสิต ฝั่งตรงข้ามรัฐสภา จากนั้นก็เดินไปพบกับชายอีก 2 คน ริมถนนอู่ทอง หน้าประตูทางเข้าสวนสัตว์ โดยคนหนึ่งสวมเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาว กางเกงขายาวสีเข้ม ส่วนอีกคนสวมเสื้อเชิ้ตสีขาว กางเกงสีเข้ม สวมเสื้อแจ๊กเกตทับ โดยบุคคลทั้ง 4 ยืนพูดคุยกัน 5 นาที จากนั้นชาย 2 คนหลัง ส่งพวง หรีดให้ ก่อนที่ชาย 2 คนแรก เดินข้ามถนน นำพวงหรีดมายังประตู 2 ทางออกรัฐสภา โดยชายสวมเสื้อแจ๊กเกตเดินตามมาห่างๆ จากนั้นชาย 2 คน ก็วางพวงหรีด ทำให้กลุ่มเสื้อแดงไม่พอใจ ยื้อยุดแย่งพวงหรีดไปทำลาย

ส่วนอีกกลุ่มพยายามเข้าทำร้าย กระทั่งเสื้อแดงอีกกลุ่มและตำรวจห้ามปราม นำบุคคลทั้ง 2 ออกไป ก่อนเลี้ยวไปตามราชวิถี หยุดยืนรอที่หน้าประตูเทวฤทธิ์ ถนนราชวิถี โทรศัพท์ติดต่อกับผู้ใดไม่ทราบ สักพักหนึ่งมีชายที่สวมเสื้อแจ๊กเกตสีเข้มเดินมาพบ ยื่นสิ่งของให้ จากนั้นทั้ง 3 คนก็เดินเข้ารัฐสภาไป และมีชายคนที่ 4 ตามเข้าไปด้วย จากการตรวจสอบพบว่า ชาย 2 คนที่นำพวงหรีดมา ทราบชื่อ นายยุทธภูมิ ตันเล่ง ตรวจรายชื่อไม่พบในฐานทะเบียนราษฎร อีกคนชื่อนายอาทิตย์ พูลศิริ อายุ 33 ปี อยู่บ้านเลขที่ 45/1504 หมู่บ้านพงศ์ศิริชัย 4 ถนนมาเจริญ แขวงหนองค้างพลู เขตหนองค้างพลู กทม.

ค้นรถพบสมุดส.ส.ปชป.

ข่าวแจ้ง ว่า จากการสอบปากคำนายอธิบดี จีรังคพานิช อายุ 27 ปี และนายประเสริฐ เดชนะ อายุ 34 ปี กลุ่มคนเสื้อแดงที่อยู่หน้ารัฐสภา ให้การว่า มาให้กำลังใจนายกฯ เห็นชาย 2 คน อายุประมาณ 30 ปี ก้าวลงจากรถยี่ห้อซูซูกิ แคริบเบียน สีดำ ทะเบียน ญบ 2590 กทม. ยืนคุยอยู่กับชายอีก 2 คน ที่นำพวงหรีดมาให้ จากนั้นกลุ่มคนเสื้อแดงเข้าห้ามปราม และเชิญตัวไปยืนหน้าทางออกรัฐสภา โดยไม่มีผู้ใดทำร้ายร่างกาย และข่มขู่แต่อย่างใด มีตำรวจ 2 นายติดตามมาด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้ทำร้าย และเชิญออกไป

จากการตรวจ สอบรถคันดังกล่าวพบว่าทะเบียนเดิม กจ 5106 ราชบุรี มีนายอัศวิน พุ่มฉายา เป็นเจ้าของรถ กระจกหลังมีเครื่องหมายพรรคประชาธิปัตย์ และตราเข้าออกรัฐสภา ภาย ในรถพบสมุดบันทึกขนาดเล็กระบุชื่อ ส.ส.วัชระ เพชรทอง บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปตย์ ซึ่งต่อมานายวัชระและนายไพศาล เดินทางมานำรถที่จอดไว้คืน โดยนายวัชระบอกว่าเป็นรถของตนเอง

"เหลิม"รู้เป็นใคร-วาระซ่อนเร้น

ด้าน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ ให้สัมภาษณ์ถึงการให้ความเป็นธรรมคนเสื้อแดง และผู้ที่ยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำว่า กระบวน การยุติธรรมเป็นอำนาจของศาล รัฐบาลไม่มีสิทธิเข้าไปก้าวก่ายดุลพินิจการให้ประกันตัว หรือการตัดสินคดีความ ยืนยันว่ารัฐบาลแทรกแซงไม่ได้ แต่รัฐบาลชุดนี้ต้องบริหารบ้านเมืองให้ทุกอย่างเรียบร้อยและปกติสุข ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรมอย่างเท่าเทียมกัน

ผู้สื่อข่าวถาม ถึงกรณีนักศึกษาถูกกลุ่มคนเสื้อแดงทำร้ายหน้ารัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ขออนุญาตไม่เปิดเผยเรื่องนี้ เพราะไปกระทบ แต่เรียกตำรวจมาสอบถาม และทราบข้อเท็จจริงแล้ว รายละเอียดหลักฐานในรถว่าเป็นอย่างไร พบอะไร และเป็นของใคร 30 นาทีรู้หมด

ต่อข้อถามว่ามีผู้วิพากษ์วิจารณ์ว่า เชื่อมโยงกับพรรคประชาธิปัตย์ รองนายกฯ กล่าวว่า ขอไม่แสดงความคิดเห็น เดี๋ยวจะกระทบใจ พูดได้เพียงว่ามีวาระซ่อนเร้นนิดๆ พูดได้เพียงเท่านี้ บางครั้งพวกรัฐมนตรีและรองนายกฯ ไม่เข้าใจสำนวนการสอบสวน เอามาเปิดเผยไม่ได้ เพราะเป็นความลับทางราชการ บางคนก็ให้สัมภาษณ์แบบต่อยหอยอย่างนั้นได้ เพราะเจ้าหน้าที่กำลังสืบสวนสอบสวน ให้สัมภาษณ์รายวันไม่ได้

สั่งสอบอีเมล์ขู่นักข่าวทีวี

ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตั้งวอร์รูมและคณะทำงานติดตามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันอย่างใกล้ชิด เรื่องอย่างนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ในรัฐบาลนี้ จะดำเนินการให้เร็วที่สุด ส่วนจะดำเนินการได้มากน้อยแค่ไหน ขอให้ระยะเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ส่วนการส่งฟอร์เวิร์ดเมล์ข่มขู่ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์นั้น จะมอบหมายให้กองบังคับ การสนับสนุนทางเทคโนโลยี สำนักงานตำรวจแห่งชาติตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้น

ด้านนายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงเรื่องเดียวกันว่า เป็นการคุกคามสื่ออย่างชัดเจน เพราะเป็นแนวที่นักการเมืองกลุ่มนี้มีความถนัดอยู่แล้ว ขอประณามว่าอย่าทำอีก เพราะถ้าสื่อมวลชนไม่เป็นอิสระในการทำงานประเทศนี้จะดิ่งสู่อันตราย อีกทั้งสื่อมวลชนเป็นกระจกเงาที่สะท้อนการทำงานของนักการเมืองว่าดีหรือเลว หากไม่มีสื่อมวลชน ก็จะไม่มีฝ่ายใดทำหน้าที่สะท้อนภาพตรงนี้ได้

ปชป.โวยแดงล้อมรถ"ชวน"

ขณะ ที่ นายราเมศ รัตนะเชวง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ และคณะทำงานของนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ช่วงเที่ยงคืนวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากการประชุมร่วมรัฐสภาล่ม ขณะที่รถของนายชวนออกจากสภา มีคนเสื้อแดงชุมนุมเข้ามาที่ข้างรถ ในลักษณะจะทุบรถ พร้อมตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคายว่า มีคนเสื้อแดงบางคนก็ใช้ด้ามธงฟาดเข้าที่ตัวถังรถ แต่โชคดีที่คนขับรถเร่งเครื่องเคลื่อนออกไปก่อน หลุดพ้นจากวงล้อมของกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเฉียดฉิว

นายราเมศกล่าวว่า นี่คือพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่นายกฯ และแกนนำคนเสื้อแดง ต้องออกมาตอบคำถามให้ได้ว่า พฤติกรรมเช่นนี้ยังจะมีอยู่ต่อไปอีกนานเท่าใด และช่วยกรุณาบอกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินบอกกลุ่มคนเสื้อแดงให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าวได้แล้ว บ้านเมืองจะได้สงบ แล้วสั่งให้ตำรวจเร่งดำเนินคดีกลุ่มคนเสื้อแดง ไม่เช่นนั้น นโยบายเร่งด่วนเรื่องสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติก็จะไร้ประโยชน์ เป็นเพียงนโยบายที่หลอกลวงประชาชนเท่านั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามเรื่องดังกล่าวไปยังนายชวน ได้รับยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์เสื้อแดงรุมล้อมรถจริง แต่เห็นว่าเป็นเพียงการตะโกนด่า จึงไม่อยากให้สัมภาษณ์ใดๆ

เหลิมโต้รัฐบาลข่มขู่สื่อ

ที่ ทำเนียบรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า นายกฯ สั่งการด้วยวาจาให้ติดตามเรื่องฟอร์เวิร์ดเมล์คุกคามสื่อโทรทัศน์ช่องหนึ่ง โดยระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อแดง ว่าเป็นมาอย่างไร แต่ถ้าใครจะเข้าใจว่าเป็นเรื่องรัฐบาลข่มขู่นั้นยืนยันว่าไม่มี รัฐบาลจะไปข่มขู่สื่อเพียงคนเดียวเพื่ออะไร จากสื่อทั้งหมด 5,000 คนทุกสาขา ที่น่าจะถูกข่มขู่มากที่สุดน่าจะเป็นคอลัมนิสต์ ผู้สื่อข่าวจากสถานีโทรทัศน์เป็นไปไม่ได้เลย เพราะผู้สื่อข่าวมีหน้าที่ทำข่าวจะไปออกอากาศด้วยตนเองไม่ได้ ต้องผ่านหัวหน้าข่าว บรรณาธิการ โดยเฉพาะข่าวโทรทัศน์ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ หากผิดพลาดจะเป็นมีความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

"อยากฝากบอก สื่อว่าไอ้คนทำไม่ดี มันต้องหวังผล เรื่องแบบนี้ถ้ารัฐบาลทำแล้วจะได้ผลอะไร มันไม่มี ไม่ว่าสื่อจะถามอย่างไรผมก็มีสิทธิ์ไม่ตอบก็ได้ จึงไม่มีเหตุผลที่รัฐบาลจะไปข่มขู่ ส่วนที่ระบุว่าเป็นฝีมือของผู้สนับสนุน ก็ต้องบอกว่าผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยมีตั้ง 15 ล้านคน ผมจะไปรู้ได้อย่างไร ถ้ารู้ก็แสดงว่าฉลาด มากไป มันน่าตั้งข้อสังเกตว่าสื่อมีตั้ง 5,000 คน ทำไมต้องไปข่มขู่คนเพียงคนเดียว อีกทั้งประโยชน์ก็ไม่มีเลย เรื่องนี้ไม่ต้องห่วง ผมจะจัดการให้ หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นฝีมือใครทำก็มีความผิด" รองนายกฯ กล่าว

แดงเพชรบุรีรับฟอร์เวิร์ดเมล์

ด้านนางพรทิพย์ ปักษานนท์ อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 141 หมู่ 3 ต.ปึกเตียน อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี หนึ่งในแกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี กล่าวว่า ยอมรับว่าข้อความที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น เป็นคนส่งจริง แต่ข้อความทั้งหมดไม่ได้เป็นคนเขียน ได้ก๊อบปี้ข่าวมาจากอินเตอร์เน็ต แล้วส่งให้เพื่อนๆ ในกลุ่มเสื้อแดงทราบ เพราะช่วงแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ได้ติดตามข่าว แต่บังเอิญไปพบข่าวทางอินเตอร์เน็ต และมีอยู่ช่วงหนึ่งที่ระบุเหตุการณ์สัมภาษณ์ของนักข่าวคนดังกล่าว เห็นว่าเป็นประเด็นจึงก๊อบปี้แล้วส่งไปให้เพื่อนๆ กลุ่มเสื้อแดงทราบ โดยก๊อบปี้รูปแนบติดไปด้วย แต่ด้วยที่เราไม่เก่งเรื่องคอมพิวเตอร์ และยอมรับว่าเป็นความสะเพร่า ที่ไปก๊อบเอาความคิดเห็นที่ปรากฏอยู่ในข่าวติดไปด้วย เนื่อง จากไม่ได้ตรวจดูอย่างละเอียด จึงทำให้เกิดเรื่องขึ้น กลายเป็นเรื่องว่าคนเสื้อแดงข่มขู่นักข่าว

แกนนำเสื้อแดงเพชรบุรี กล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่ได้โพสต์ข้อความใดๆ นอกเหนือจากที่ก๊อบปี้มาเลย และก็ไม่ได้มีเจตนาข่มขู่แต่อย่างใด ต้องขอโทษนักข่าวด้วยที่ทำให้เดือดร้อน เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลย อย่างไรก็ตาม หลังเลือกตั้งเสร็จกลุ่มเสื้อแดงเพชรบุรีก็ไม่ได้เคลื่อนไหวใดๆ ทางการเมือง นอกจากพบปะเพื่อนกลุ่มเสื้อแดงด้วยกัน เพราะการเมืองเข้าสู่ระบบแล้ว มีการเลือกตั้งที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนตัวอยากให้เกิดความสงบสุขขึ้นในสังคมไทย เมื่อรัฐบาลทำงานบริหารประเทศไปแล้วไม่ดี หรือเกิดปัญหา หรือทำไม่ได้อย่างที่พูด ประชาชนก็ไม่เลือกเข้ามาอีก

"โรเบิร์ต"ข้องใจมาร์ค-คดี91ศพ

วัน เดียวกัน นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ที่ปรึกษากฎหมายนปช. กล่าวถึงกรณีที่นายชวน หลีกภัย ระบุว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ ไม่มีความผิดจริงตามข้อกล่าวหาคดี 91 ศพ พร้อมท้าทายให้สั่งสอบสวนค้นหาความจริงว่า เป็นเรื่องแปลกและผิดปกติอย่างมาก กับการที่นายอภิสิทธิ์ได้รับความไว้วางใจ จนได้รับเลือกขึ้นมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง ทั้งที่ข้อหาเรื่อง 91 ศพ ยังไม่ได้รับการพิพากษา หรือมีความคืบหน้าแต่อย่างใด ไม่มีพรรคการเมืองของชาติใดๆ ในโลกที่ดำเนินการเยี่ยงนี้

วางหรีดป่วนหน้าบ้านสี่เสาฯ

วัน เดียวกัน เวลา 11.00 น. ที่หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ มีกลุ่มคนใช้ชื่อว่ากลุ่มรักประชาธิปไตยประมาณ 10 นำพวงหรีดมาวางไว้ที่หน้าบ้าน และร้องเพลงวันเกิด ต่อมา พ.ต.อ.ฤทธิการ สายสนั่น ณ อยุธยา ผกก.สน.สามเสน และ พ.ต.ท.ขจร อบทอง รองผกก.สส.สน.สามเสน นำกำลังฝ่ายสืบสวนควบคุมตัวไปที่สน.สามเสน ทราบชื่อ นางธนนันท์ ประถมเสาร์ อยู่บ้านเลขที่ 54 ซอยลาซาล 33 แขวงบางนา เขตบางนา กทม., นายนิธิวัต วรรณศิริ อยู่บ้านเลขที่ 156/48 หมู่ 6 ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนท บุรี, และนางสวริย์ อารามรักษ์ อยู่บ้านเลขที่ 68/1 หมู่ 1 แขวงบางไผ่ เขตบางแค กทม. โดยเจ้าหน้าที่ทำประวัติและอบรม แต่ไม่ได้แจ้งข้อหาแต่อย่างใด ก่อนปล่อยตัวไป

จับตา"เหลิม-กฤษณา"คุมตร.-สื่อ

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


การประชุมครม.แบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

ไฮไลต์อยู่ที่ 2 ตำแหน่ง คือ รองนายกฯดูแลตำรวจ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแลสื่อ

ผล ปรากฏว่าหวยออกที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นม้ามืดมาแรงแซงโค้ง

วุฒิสภามองการแบ่งงานในครั้งนี้อย่างไร โดยเฉพาะการมอบภารกิจสำคัญให้กับบุคคลทั้งสอง



พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์

ส.ว.สรรหา อดีต รองผบ.ตร.


เหมาะสมที่ให้ ร.ต.อ.เฉลิม ไปดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะมีประสบการณ์ เคยเป็นตำรวจกองปราบปราม มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นตำรวจตั้งแต่เริ่มต้นมา จึงเข้าอกเข้าใจหน้าที่ของตำรวจเป็นอย่างดี

อีกทั้งเป็นคนตรงไปตรงมา เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆ หลายกระทรวง จบด๊อกเตอร์มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ไม่เกรงกลัวอิทธิพลมืด การทำงานไม่น่ามีปัญหา

ไม่คิดว่าการรับหน้าที่นี้เพื่อเช็กบิลฝ่ายตรงข้าม สมัยนี้จะมาเช็กบิลได้อย่างไร ยุครัฐบาลต้องการสร้างความปรองดอง การทำงานต้องอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง

ร.ต.อ.เฉลิมมีประสบการณ์เรื่องการปราบปรามและทำมาได้อย่างดี โจรผู้ร้ายคงจะเกรงกลัว เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนจะได้รับประโยชน์

ส่วนเรื่องของฝ่ายการเมืองก็ว่ากันไป ผมต้องนิยามให้เห็นว่า "ใครมาด้วยการเมือง ก็ต้องไปด้วยการเมือง" สิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นจะอยู่ยั้งได้ ใครที่มาด้วยความถูกต้องก็ไม่ต้องไปกลัวการเมือง เมื่อทำถูก การเมืองจะย้ายเราไม่ได้

สำหรับการปราบยาเสพติด บ่อนการพนัน และสถานอบายมุข เมื่อร.ต.อ.เฉลิมดูแลตำรวจ ย่อมรู้และเข้าใจยุทธวิธีการดำเนินการ ไม่น่ามีอุปสรรคอะไร

สิ่งเหล่านี้ต้องปราบที่ตำรวจน้ำเสีย หากินกับการคอร์รัปชั่นก่อน ตำรวจที่เลวเรียกหาผลประโยชน์ต้องไม่เลี้ยงไว้ หากตำรวจให้ความร่วมมือ เอาจริงเอาจัง ปัญหาเหล่านี้ต้องหมดไป

เมื่อรัฐบาลลงมือทำงานด้วยความตั้งใจ จะไม่มีตำรวจเลวกล้ามาเรียกส่วย หรือหาผลประโยชน์จากแหล่งอบายมุขอีก เพราะตำรวจเป็นองค์กรที่มีวินัยสูง เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งการมา ต้องสนองตอบได้อย่างดี

การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่จะมาถึง ขอให้ทำด้วยความเป็นธรรม คนไหนตั้งใจทำงาน คนไหนไม่ทำงาน ผู้บังคับบัญชารู้อยู่แล้ว

ทำงานกับตำรวจไม่ยาก คนไหนไม่ดี วิ่งเต้น ก็อย่าไปเอา คนไหนมาเพราะการเมืองก็ต้องไปด้วยการเมือง ข้าราชการคนไหนที่มาด้วยความถูกต้อง การเมืองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้

ความดีและความตั้งใจทำงานเท่านั้นที่จะทำให้อยู่ได้

ส่วนที่ร.ต.อ.เฉลิมดูงานกฤษฎีกา เรื่องกฎหมาย ไม่มีปัญหา เพราะเรียนจบด๊อกเตอร์ด้านกฎหมาย คนที่เป็นตำรวจในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติงานมาย่อมมีประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ ความละเอียดรอบคอบ

ทำให้ทราบถึงจุดอ่อนจุดแข็ง ผลกระทบที่ดีและไม่ดี เรียกได้ว่ามีหลายมิติ เมื่อมาดูแลตรงนี้ จะทำให้เป็นประโยชน์ต่อการร่างกฎหมายโดยตรง

ดีกว่าพวกที่เป็นครูบาอาจารย์ซึ่งไม่เคยผ่านการปฏิบัติงานเสียอีก



พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี

ส.ว.สรรหา อดีต ผบช.ภาค 6


รัฐบาลคิดอย่างรอบคอบ เอาคนที่ได้รับการยอมรับเข้ามาบริหารงานนี้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตำรวจเก่า ผ่านงานสืบสวนสอบสวน ผ่านรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง ไม่ว่ามหาดไทย ยุติธรรม และประจำสำนักนายกฯ

แม้พูดจาโผงผางแต่ปกครองเก่ง เสียงตอบรับดี สามารถดูแลได้ทุกระดับ เป็นที่ยอมรับของตำรวจด้วยกัน คนมาคุมหรือดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องทั้งบู๊และบุ๋น มีศิลปะสูงในการปกครอง อยู่กับตำรวจต้องทันกัน

ตั้งร.ต.อ.เฉลิมไม่ได้มองว่าเช็กบิลฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลนี้ต้องการแก้ไข ไม่แก้แค้น ร.ต.อ.เฉลิมฉลาดเรื่องใช้คน คงไม่หักพร้าด้วยเข่า

สุดท้ายทั้งร.ต.อ.เฉลิม กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ก็จะให้เกียรติกัน รักเข้าใจกัน หลายครั้งก็เห็นว่าการเมืองเหมือนละคร บางครั้งผมก็ยังงง

เรื่องเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลนั้น คงไม่ใช่ แม้ร.ต.อ.เฉลิมเป็นที่จับตาของสังคม แต่ความเป็นคนมีความรู้และประสบการณ์ อ่านกฎหมายออก ดูกฎหมายเป็น เชื่อว่าจะช่วยรัฐบาลได้มากกว่า

การประกาศขจัดบ่อนการพนัน แหล่งอบายมุข การปราบยาเสพติด หากทำสำเร็จทุกเรื่อง จะถือเป็นผลที่ดีต่อร.ต.อ.เฉลิมและรัฐบาล น่าจะเกิดเสียงตอบรับที่ดีกว่าไม่ดี

กรณีหวั่นเกรงเรื่องโยกย้ายตำรวจ ร.ต.อ.เฉลิมคงไม่กล้าเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้ การโยกย้ายตำรวจมีธรรมเนียมปฏิบัติ มีระบบอาวุโส แต่เป็นไปได้ที่จะต้องให้พรรคพวกบางคนขึ้นมาเพื่อทำงานได้ตามเป้าหมาย

แต่ไม่มีใครอยากเอาเกียรติยศชื่อเสียงไปแลกด้วยหรอก

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคงต้องหาข้อมูลมาโจมตี ทุกคนมีจุดบกพร่อง เป็นเรื่องของปุถุชนที่ใครใกล้ชิดใคร แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ผลงาน

ในส่วนสำนักงานกฤษฎีกาก็ถือว่าเหมาะสม เพราะเป็นด๊อกเตอร์ทางกฎหมาย แต่งานด้านประชาสัมพันธ์ ไม่เหมาะสม น่าจะมอบหมายให้รองนายกฯคนอื่นมากกว่า



ประเสริฐ ชิตพงษ์

ส.ว.สงขลา


ไม่เคยทราบถึงกิตติศัพท์ของน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ มาก่อน ยังรู้สึกงง ไม่คุ้น และยังได้มาทำหน้าที่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ด้านกรมประชาสัมพันธ์ กำกับดูแล อสมท อีก

ไม่แน่ใจว่าเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดวงการสื่อมากน้อยแค่ไหน แต่ก็คาดหวังว่าผู้มาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ คงมีความรู้ติดตัวมาบ้าง แต่ถ้าต้องมาเรียนรู้เพิ่มกันอีก ก็น่าเป็นห่วง

ใครจะมาคุมสื่อ โดยเฉพาะสื่อรัฐบาล อาจไม่สำคัญเท่าเรื่องคุณสมบัติ ผมคิดว่าไม่ต้องถึงขั้นเคยเป็นนักข่าวมาก่อนก็ได้ แต่ขอให้มีความรู้ ความเข้าใจในคำว่า สื่อ

ไม่ใช่รู้แต่จะตีกรอบให้สื่อไปในทิศทางใดอย่างเดียว ฉะนั้น หลักแนวทางการทำงานของสื่อ จึงต้องรับใช้ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อรัฐบาล

ถ้าได้บุคคลที่เคยมีบทบาทแสดงออกต่อสาธารณะได้ก็จะยิ่งดีกว่า หากเขาคนนั้นจะสามารถมีภูมิหลังหรือพฤติกรรม ให้เราพอวิเคราะห์ความคิดความอ่านเขาได้ ไม่ใช่พากันงุนงงเช่นนี้

แต่เราอย่าเพิ่งทำลายความน่าเชื่อถือในตัวเขา ต้องลองให้โอกาส เป็นเครื่องพิสูจน์จะเรียกร้องไปทำไม ยังไงก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพิ่งจะแต่งตั้งกันมาเอง

หนทางเดียวต่อไป คือรอดูผลงานไปก่อน ถ้ามีพฤติกรรมที่ไม่ส่งผลกระทบมาก ก็มีโอกาสยาวนาน แต่ถ้าพฤติกรรมไม่ดี โอกาสอยู่ต่อก็น้อยแล้ว

หรือพูดง่ายๆ ถ้ามัวแต่คุกคามสื่อ คงไม่มีใครเห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้องอย่างแน่นอน

การดูแลสื่อของรัฐหลังจากนี้ จะให้รื้อระบบรายการที่ทั้งหนุนและค้านรัฐบาลแล้วมาแข่งขันอย่างเท่าเทียมหน ใหม่หรือไม่นั้น ก็รู้ๆ อยู่ว่าหน้าที่ของสื่อ ถือเป็นการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนภายใต้สิทธิ เสรีภาพสื่อ

โดยที่ผู้ควบคุมสื่อ หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลสื่อ ไม่ใช่การจำกัดสิทธิสื่อ และควรให้สื่อได้ทำงานอย่างมีอิสระ อย่าได้ใช้อำนาจปิดกั้นการเสนอข่าวของสื่อเป็นอันขาด

แล้วการดูแลสื่อก็จะเป็นเรื่องง่าย เป็นที่ยอมรับแก่ทุกฝ่ายได้เอง

ครม.แจกเก้าอี้"แดง" คู่แข่ง"เด็จพี่"


คอลัมน์ สังคมการเมือง


- ครม. 25 ส.ค. แต่งตั้งข้าราชการการเมือง 32 ราย ตำแหน่งที่ปรึกษานายกฯ เป็นของบรรดาแคนดิเดตรมต. ที่พลาดตำแหน่ง คือ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี, โอฬาร ไชยประวัติ, สุชน ชาลีเครือ และ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร

เก้าอี้ปลอบใจ

- ที่ถูกจับตาคือตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ 13 ราย ที่มีทั้งลูกหลานคนกันเองอย่าง ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ ลูกสาวเจ๊เยาวเรศ, เบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ ลูกชาย วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์, อิทธิ์ณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช ลูกชาย สาโรจน์ ผอ.พรรคเพื่อไทย

ไม่น่าแปลกใจ

- ที่เหลือเป็นแกนนำ-ดาราเสื้อแดง อาทิ พิพัฒน์ชัย ไพบูลย์, วรวุฒิ วิชัยดิษฐ, วีระ ชูสถาน แกนนำแดงนครพนม, พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ แกนนำแดงชุมพร ร่วมด้วย รังสี เสรีชัยใจมุ่ง, ธนกฤต ชะเอมน้อย หรือ วันชนะ เกิดดี, ไพจิตร อักษรณรงค์

ระดับขึ้นเวทีทั้งนั้น

- อาทิตย์-จันทร์ วันที่ 28-29 ส.ค. นี้ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะลงพื้นที่ตรวจน้ำท่วมที่พิษณุโลก เดินหน้า"บางระกำโมเดล" ก่อนลงตรวจน้ำท่วมที่ จ.อุดรฯ ขวัญชัย ไพรพนา ออกอากาศระดมเสื้อแดงอุดรฯ รอรับพรึบ

คนนี้ยังลุ้นเก้าอี้

- ช่วงแวะพิษณุโลก นายกฯปู มีโปรแกรมเข้ากราบนมัสการ พระมงคลสุธี หรือ หลวงปู่แขก เกจิชื่อดังที่ให้แหวน พระนายกฯ ระหว่างหาเสียงแต่นายกฯ ไม่รับ หลวงปู่เลยบอกว่าได้เป็นนายกฯ แล้วให้กลับมารับ

เลยต้องกลับมารับแหวน

- มท.แบ่งงานกันเรียบร้อย กรมใหญ่อย่างกรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองฯ กรมโยธาฯ การไฟฟ้าฯ สำนักปลัด มท.1-ยงยุทธ ขอดูแลเอง กรมที่ดิน กปน. มอบให้ ชูชาติ หาญสวัสดิ์ ส่วน ฐานิสร์ เทียนทอง คุมปภ.และกปภ.

ฝึกงานกรมเล็กไปก่อน

- หลัง พล.ต.ท.ชัจจ์ และ บัณฑูร สุภัควณิช ลาออกจากส.ส. ส่งผลให้ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ เพื่อไทย 2 คน ได้เลื่อนลำดับขึ้นมาเป็นส.ส. ประกอบด้วย ดนุพร ปุณณกันต์ และ ยุรนันท์ ภมรมนตรี

"เด็จพี่" มีคู่แข่งแล้ว

- แฟนคลับเพื่อไทยและเสื้อแดง ยังตามราวี ล่าสุด หญิงวัย 50 นำกระดาษเขียนข้อความด่าพรรคและอภิสิทธิ์ ไปวางไว้ในห้องน้ำ ปชป. ตกบ่ายพบงูเขียวขดตัวนิ่งในห้องแถลงข่าว เหตุเพราะตัวไปติดกับเทปกาว เจ้าหน้าที่พรรคต้องมาช่วยเอาออก

เดี๋ยวก็วิจารณ์กันแซด
Thursday, August 25, 2011

แถลงนโยบายวุ่น หวิดล่ม! ปชป.ฮือประท้วง โวยขุนค้อนลำเอียง

Pic_196666 “นายกฯปู” ยันรัฐบาลไม่ได้พลิ้วนโยบายค่าแรง 300 บาท ระบุรัฐบาลตั้งใจทำทุกนโยบาย “เฉลิม” คุยโอ่ “รัฐบาลปู” อยู่ยาว 8 ปีเทียบชั้น “ป๋าเปรม” ปัดวุ่นรื้อ รธน.ไม่เกี่ยวนิรโทษทักษิณ “อภิสิทธิ์” ย้ำอีกห่วงรัฐบาลพลิกแพลงนโยบาย ฝ่ายค้านสับแหลกจำนำข้าว ทำรัฐสูญปีละหมื่นล้านบาท  ขวางแจกแท็บเล็ตนักเรียน ป. 1  ปชป.เล็งยื่น  กกต.ฟ้องพรรคเพื่อไทยเข้าข่ายหลอกลวง สภาวุ่นฝ่ายค้านฮือประท้วง “ขุนค้อน” พูดเสียดสี จี้ถอนคำพูดก่อนวอล์กเอาต์
จากการที่รัฐบาลได้แถลงนโยบาย ของรัฐบาลต่อรัฐสภา ทางพรรคฝ่ายค้านได้วิจารณ์ว่านโยบายของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์  ชินวัตร  นายกรัฐมนตรี พลิกแพลงไม่ทำตามที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศหาเสียง

“ปู” ยันไม่ได้พลิ้วค่าแรง 300 บาท

เมื่อ วันที่ 24 ส.ค. เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายการเพิ่มรายได้ให้กับแรงงานไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาท ที่ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเป็นการบิดพลิ้วจากการหาเสียงไว้กับประชาชน และไม่สามารถทำได้ว่า แท้จริงแล้วเราไปคุยกันเรื่องการตีความตัวอักษรมากกว่า แต่อย่างไรแล้วเราก็ต้องการให้ผู้ใช้แรงงาน และพี่น้องประชาชนมีรายได้ 300 บาท เราอยากให้ดูที่ผลการกระทำจะดีกว่า เพราะบางครั้งเราไปคุยในตัวอักษรอาจจะทำให้เราไปเน้นในเรื่องการตีความเกิน ไป แต่ผลลัพธ์เราต้องการที่จะให้ผู้ใช้แรงงานนั้นได้รับรายได้มากขึ้น  ผู้สื่อข่าวถามว่าหวั่นหรือไม่ที่ผู้ใช้แรงงานจะมีปฏิกิริยาที่ไม่ดีกลับมา น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่หรอก เพราะเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคงจะรับฟัง

ย้ำอีกรัฐบาลตั้งใจทำทุกนโยบาย

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์กล่าวต่อว่า “ดิฉันมีความจริงใจในการส่งมอบนโยบายที่มีการหาเสียงที่เตรียมไว้อยู่แล้ว แต่ในรายละเอียดนั้นบางครั้งมันอาจจะเป็นรายละเอียดที่ต้องลงไปทำงานจริงๆ วันนี้เป็นการร่างนโยบายที่เพื่อเป็นกรอบรวม แต่เจตนารมณ์ต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงกับพี่น้องไว้นั้นยังเหมือนเดิม ตนจะมุ่งมั่นทำหน้าที่ตรงนี้เพื่อที่จะส่งมอบผลลัพธ์สุดท้ายต่อพี่น้อง ประชาชน เมื่อถามว่าฝ่ายค้านออกมาระบุว่าคำว่ารายได้กับค่าจ้างขั้นต่ำนั้นไม่เหมือน กันจะชี้แจงอย่างไรบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า  เรื่องนี้ไปฟังการชี้แจงในสภาฯ ดีกว่า เมื่อถามอีกว่า ฝ่ายค้านโจมตีว่านโยบายที่ออกมานั้นเป็นเพียงแค่การหาเสียงเท่านั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน เพราะเรามีความตั้งใจที่จะทำอยู่แล้ว

“เฉลิม” โต้ไม่คิดเบี้ยวสัญญา ปชช.

เมื่อ เวลา 09.20 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิจารณ์ของฝ่ายค้านระบุรัฐบาลเลี่ยงบาลี อ้างการปราศรัยหาเสียงไม่ใช่การให้ สัญญากับประชาชน ต่อไปเวลาเลือกตั้งความรับผิดชอบของนักการเมืองจะอยู่ตรงไหน ว่า ไม่ใช่ ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าจะใช้คำพูดว่าสัญญา จะผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ต้องบอกว่าเป็นนโยบาย ตนแปลความตามกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าสิ่งที่หาเสียงไว้ไม่จำเป็นต้องนำมากำหนดเป็นนโยบายทุกเรื่อง ต้องกำหนดไว้ทุกเรื่องแต่ขั้นตอนที่กำหนดจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ว่าพอเป็นรัฐบาลเดือนแรกแล้วจะทำได้หมดมันมีระยะเวลา แต่ต้องเป็นการเริ่มต้นและมีเป้าหมายตามนโยบายที่เราได้บอกไว้กับประชาชน การที่นายกฯ มอบหมายให้ตนตอบชี้แจงแทนในสภาไม่ได้หมายความว่าตนเป็นนายกฯ ในสภา ตนไม่บังอาจ เป็นรองแค่รองนายกฯ ก็เกินฝันแล้ว และไม่กระทบต่อภาวะการเป็นผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกฯ ยิ่งลักษณ์จะมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ บริหารบ้านเมืองให้ดี ประชาชนอยู่ดีกินดี ไม่มาบริหารการเมือง จากนี้ไปการบริหารงานของรัฐบาลจะได้รับความมั่นใจเกินมากกว่าเดิม จะไม่มั่นใจได้อย่างไรเพราะชนะมาถึง 265 เสียง ถ้าไม่ถูกโกงต้องได้ 310 เสียง

คุยโอ่ “ปู” อยู่ยาว 8 ปีเทียบชั้นป๋า

“ขอบอกให้สื่อ มวลชนเด็กๆ ที่อาจจะไม่ทราบเอาไว้ว่าเคยมีนายกฯ ที่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์แล้วอยู่ได้ 8 ปีครึ่ง” เมื่อถามว่า กำลังเอา น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปเปรียบเทียบกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ผมไม่ทราบ ผมไม่พูด อย่าไปเอ่ยชื่อ สื่อมวลชนพูดเอง ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะอยู่ได้นานถึง 8 ปีครึ่งหรือไม่ ก็แล้วแต่การทำงาน ถ้าให้ประเมินการชี้แจงของนายกฯ มือใหม่ผมก็ให้คะแนนเต็ม ฝ่ายค้านไม่ได้เล่นอะไรรุนแรง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็อภิปรายมีเหตุมีผล มีเพียงนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลังเท่านั้น ที่นอกบท อภิปรายเป็นลักษณะกระทู้สด อย่าไปเข้าใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เป็นการเมือง ท่านเป็นมหาบัณฑิตทางรัฐศาสตร์ และไม่จริงที่ไปมองว่าท่านเป็นปูทะเลที่ต้องยืมกระดองของคนอื่น ท่านแข็งแรงอยู่แล้ว ไปทางไกลรู้กำลังม้า นานเวลารู้น้ำใจคน” รองนายกฯกล่าว

ปฏิเสธหาเสียงหลอกลวงชาวบ้าน

เมื่อ ถามว่า แต่ฝ่ายค้านมีการโจมตีการเปลี่ยนถ้อยคำตามกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น คำว่าเงินเดือนขั้นต่ำเปลี่ยนมาเป็นคำว่ารายได้ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า รายได้ก็คือเงินเดือน ค่าแรงก็คือรายได้ เป็นพลความที่ไม่ได้แตกต่าง ยืนยันว่าเป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้บิดเบือนภาษา เมื่อมาทำงานแล้วก็ต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ส่วนขั้นตอนมีกระบวนการและวิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คำว่าทำทันทีคือเริ่มทำ แต่ผลจะออกมาเมื่อไหร่ต้องมีระยะเวลา หรือบางส่วนถ้าทำได้ก็ทำไปก่อน ถ้าไม่ได้ก็ประกาศให้ประชาชนทราบว่าได้เริ่มต้นแล้ว แต่ติดขัดตรงไหน อย่างไร ไม่มีปัญหา เชื่อว่าไม่มีประชาชนใครเขาจะมาคิดว่าเป็นการหลอกลวงเพื่อให้เลือกพรรคเพื่อ ไทย เขารู้ว่ากระบวนการทางราชการ มันขั้นตอนของกฎหมาย ต้องมีการออกกฎหมาย แก้ไขกฎระเบียบ

แพลมต้องใช้ 6 เดือนเข็นนโยบาย

“การทำ ตามนโยบายรัฐบาล ต้องหาวิธีการซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยต้องใช้เวลา 6 เดือน ไม่ใช่นอนวันนี้พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วปั้วะๆ มันเป็นไปไม่ได้ ใครก็ทำไม่ได้” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว เมื่อถามว่า จะกลายเป็นว่า พรรคเพื่อไทยมองประชาชนเป็นลูกค้าแล้วออกโปรโมชั่นที่มาสร้างเงื่อนไขในภาย หลัง ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า “ไม่ใช่มองประชาชนเป็นลูกค้า แต่มองประชาชนเป็นผู้สนับสนุน ต้องทำให้ได้ทั้งหมด แต่ขั้นตอนมีอยู่ ไม่ใช่พอเป็นรัฐบาล 7 วันแล้วทำได้เลย จะไปเอาเงินมาจากไหน ก็ไอ้ ครม.มิดไนต์มันใช้ไปตั้งหลายแสนล้าน 211 วาระ คิดเป็นวาระละ 4 นาที ตั้ง 900 นาที ไปซื้อทำไมเครื่องบินตั้ง 75 ลำ เรื่องนี้จะไม่กระทบต่อศรัทธาที่ประชาชนให้ความไว้วางใจให้พรรคเพื่อไทย นี่กำลังจะรื้อโครงการรัฐบาลเก่า อะไรที่ส่อในทางทุจริตรื้อหมด ถ้ามอบหมายผมเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการรื้อผมรื้อหมด ซึ่งไม่ใช่การแก้แค้นย้อนหลัง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง คุณเก่งมาจากไหน คุณไปประชุมกันยังไง 4 นาที 1 วาระ ประชุมกัน 15 ชม.” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวพร้อมทิ้งท้ายว่า ชิตังเม แปลว่า เราชนะแล้ว

ระบุแก้ รธน.ไม่แตะมาตรา 112

ร.ต.อ. เฉลิมกล่าวถึงแนวทางการแก้กฎหมายของรัฐบาลซึ่งหลายฝ่ายกังวลเรื่องการแก้ไข กฎหมายอาญามาตรา 112 รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ยืนยันได้ล้านเปอร์เซ็นต์ไม่แก้มาตรา 112 และที่แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ส่วนเรื่องอื่นตนยังไม่พูด ต้องย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะแก้ไขมาตรา 291 เพื่อเปิดช่องให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกของประชาชน 77 จังหวัด บวกกับการพิจารณาบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ อีก 22 คน รวม 99 คน เข้ามายกร่างฯเมื่อพิจารณาในสภาฯร่างรธน.เสร็จก็จะสอบถามประชาชนเพื่อขอความ เห็นชอบ  ถ้าประชาชนเห็นชอบก็นำเข้าสภาฯเห็นชอบต่อไป  ยืนยันว่าการแก้รัฐธรรมนูญ จะยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ไปแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 ส่วนสาระสำคัญในร่างตนไม่ทราบ เพราะเป็นการพิจารณาของ ส.ส.ร.

ปัดวุ่นรื้อ รธน.ไม่เกี่ยวนิรโทษทักษิณ

เมื่อ ถามว่า หากยกร่างขึ้นมาใหม่ แสดงว่ามาตรา 309 จะถูกยกเลิกไปโดยสภาพ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เป็นการยกเลิกทั้งฉบับ ส่วนมาตรา 309 ที่มีไว้คุ้มครองคณะปฏิวัติว่าทำอะไรก่อนและหลังไม่ผิด ส่วนเรื่องนิรโทษกรรมไม่มีใครพูด ทั้งนี้ ตนพร้อมที่จะดีเบตเพื่อทำความเข้าใจในเวทีไหนก็ได้ เมื่อถามว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับการนิรโทษ แต่อาจจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมอาจเกิดขึ้นได้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่พูดเพราะยังไม่มีใครถาม และจะตอบในสภาก่อน ซึ่งนายกฯมอบหมายให้ตนชี้แจงในสภาเท่านั้น เมื่อถามว่าในช่วงที่มีการหาเสียง ร.ต.อ.เฉลิม เคยระบุว่าจะพา พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านภายใน 6 เดือน รองนายกฯกล่าวว่า “เป็นเรื่องเทคนิคการปราศรัยและทำให้ชนะมาทุกจังหวัด ถ้าไม่พูดอย่างนั้นก็คงไม่เลือก ท่านไม่กลับหรอก อาจจะนานหน่อย เว้นแต่ฝ่ายค้านไปพูดถึงท่านบ่อยๆเหมือนอยากอภิปรายท่าน”

เมื่อถาม ว่า การแก้รัฐธรรมนูญอาจเป็นประตูเปิดช่องนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยที่ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า คนละเรื่องกัน ใครคิดอย่างนี้ไร้สาระ เมื่อปี 2524 ตนเคยร่วมปฏิวัติกับกลุ่มยังเติร์ก เวลาที่เขาจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะออกเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชบัญญัติ ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่แย้งกับรัฐธรรมนูญ

“อภิสิทธิ์” ห่วงพลิกแพลงนโยบาย

ที่ รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า บางเรื่องก็ได้ความชัดเจน ทำให้เราสบายใจขึ้นคือการยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 112 และจะไม่มีการนิรโทษกรรม ที่เป็นห่วงก็คือการยอมรับว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากที่เคยหาเสียงไว้ เช่น เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่กลายเป็นว่าไม่ใช่เรื่อง 300 บาทไปแล้ว เพราะความจริงแล้วแรงงานที่มีรายได้เกินกว่าวันละ 300 บาทเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงไม่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน รวมทั้งเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ไม่ใช่เรื่องเงินเดือนแล้วเพราะได้กลายเป็นเรื่องของรายได้เช่นเดียวกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯได้แสดงภาวะความเป็นผู้นำในการแถลงนโยบายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า นายกฯยังไม่ได้ตอบอะไรมาก เพียงแต่ลุกขึ้นมาตอบสั้นๆ 2 ครั้ง แต่ต้องดูวันนี้อีกวัน ต่อข้อถามว่าการที่นายกฯมอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯตอบแทนจะเหมาะสมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คงคิดว่า ร.ต.อ.เฉลิมมีประสบการณ์มาก แต่คำชี้แจงดังกล่าวคิดว่าประชาชนคงได้ฟังแล้วว่ามีเหตุผลแค่ไหน ต่อจากนี้ต้องระวังว่าหากจะพูดว่าสิ่งต่างๆเป็นเรื่องเทคนิคทางการเมืองและ เทคนิคการหาเสียงเท่านั้น ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองก็จะหายไป

จี้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจน

ต่อ ข้อถามว่า การจัดนโยบายที่ไม่ตรงกับที่สัญญาเอาไว้ตอนหาเสียงเป็นเรื่องผิดกฎหมายหรือ ไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังไม่ได้มองเรื่องกฎหมาย แต่ที่สำคัญที่สุดกว่าคือการทำให้ประชาชนไม่สมหวังกับสิ่งที่ได้ตัดสินใจไป และผลกระทบที่ตามมาก็คือรัฐบาลจะต้องเร่งทำว่าความชัดเจนคืออะไร เพราะเมื่อจี้ถามเรื่องกรอบเวลา เราก็จะได้ยินคำว่าอย่างรวดเร็ว อย่างกระชับ แต่ไม่สามารถกำหนดเวลาออกมาอย่างที่ควรจะทำให้เกิดความมั่นใจ เพื่อให้นักธุรกิจรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมระบุจะไม่แก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา แต่ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่นิรโทษกรรม นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ก็ต้องดูไปทีละเรื่อง สำหรับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปพูดที่ประเทศญี่ปุ่นว่าการทำงานของรัฐบาลจะเห็นผลในอีก 6 เดือนนั้น ยังไม่ทราบ แต่คนในพรรครัฐบาลยังออกมาปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องมาเกี่ยวข้องอะไร เมื่อถามว่าจะเป็นการเพิ่มความสับสนต่อนานาชาติหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า นานาชาติส่วนใหญ่คงเข้าใจว่าความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันจริงๆคืออะไร

“จุรินทร์” ชี้แก้ รธน.ชนวนขัดแย้ง

เมื่อ เวลา 09.30 น. ที่ห้องคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน แถลงสรุปภาพรวมของการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาวันแรกว่า การ ทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านในการติดตามตรวจสอบนโยบาย ของรัฐบาลตรงตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ เพราะคำตอบของรัฐบาลเองได้แสดงให้เห็นและเป็นการตอกย้ำว่าเป็น นโยบายแก้บน และเลี่ยงบาลีจริงๆ เพราะรัฐมนตรีหลายกระทรวงยอมรับว่า นโยบายดังกล่าวเขียนไม่ตรงกับคำ ประกาศที่ได้ใช้ในการหาเสียงต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นปัญหาที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมและสร้างความขัดแย้งในสังคมไทยเพิ่ม ขึ้นอีก และยังเป็นที่น่าเสียดายที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการแสดงวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำในการอภิปราย และชี้แจงตอบข้อสงสัยตามที่พรรคฝ่ายค้านอยากจะเห็น แต่ออกมาตอบคำถามแค่ประเด็นครึ่งประเด็นให้พอเห็นเป็นพิธีกรรมว่า ได้ตอบคำถามแล้ว

เล็งยื่น กกต.หากเข้าข่ายหลอกลวง

ผู้สื่อ ข่าวถามว่า คำแถลงนโยบายไม่ตรงกับที่หา เสียงไว้จะเป็นการเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่นั้น นายจุรินทร์ตอบว่า นโยบายที่แถลงไปมีข้อสรุปในตัวของมันเองอยู่แล้ว เพราะถ้าพูดอย่าง ทำอย่างไม่ตรง กับที่ได้หาเสียงไว้ ก็จะเป็นบทเรียนกับทุกฝ่ายและประชาชนสามารถตัดสินใจในการเลือกตั้งแต่ละ ครั้ง ในเรื่องความเป็นไปได้จริงและความรับผิดชอบต่อนโยบายที่นำไปหา เสียงของแต่ละพรรคการเมือง ว่า เชื่อได้หรือไม่ได้ จะมา หลอกเราหรือเปล่า เมื่อถามว่า จะให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคยกเรื่องเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนในการหาเสียง โยงไปถึงการถูกยุบพรรคได้หรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ทางพรรคยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา แต่อย่างน้อย ที่สุดเป็นเรื่องจริยธรรมทางการเมือง และอย่างน้อยควรจะได้มีการฟ้องประชาชน แต่ว่าถ้ามีประเด็นไหนที่เข้าข่ายหลอกลวงด้วย ก็จะต้องมีการตั้งเรื่องและ กกต.จะ ต้องเข้าไปสอบ อย่างไรก็ตาม ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ในสภา บอกกับประชาชนแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในเรื่องเอกสาร ทางพรรคก็มีทีมกฎหมายและทีมงานโฆษกของพรรคที่พร้อมจะสรุปคำอภิปรายเผยแพร่ ต่อสาธารณะแล้ว

ปชป.สับแหลกจำนำข้าว

เมื่อเวลา 08.10 น. ที่รัฐสภามีการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นวันที่สอง มี พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นประธานการ ประชุม โดยยังคงเป็นการสลับกันอภิปรายของบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ส่วนใหญ่เป็นการท้วงติงและแสดงความเป็น ห่วงว่ารัฐบาลจะไม่สามารถทำตามนโยบายที่หาเสียงได้ โดยนายเกียรติ สิทธิอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประ– ชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายรับจำนำได้สำเร็จ เช่น สมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โครงการรับจำนำข้าวขาดทุนถึง 1.6 หมื่นล้านบาท เกิดระบบโควตาที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยงานวิจัยจากสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ระบบจำนำช่วยเหลือเกษตรกรเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น และมีการสวมสิทธิข้าวของประเทศเพื่อนบ้าน 5-6 แสนตันด้วย ที่สำคัญคือเงื่อนไขในข้อตกลงองค์กรการค้าโลก อยากทราบว่าที่รัฐบาลบอกว่าจะทำนโยบายจำนำข้าวโดยใช้เงิน 4.72 แสนล้านบาท ต้องขายขาดทุน ทันที 1.5 แสนล้านบาท จะเข้าข่ายละเมิดกฎ WTO หรือไม่ หากเกิดการฟ้องร้องตามมาจะทำอย่างไร และอาจมีการ ตอบโต้ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลต่อภาคอุต– สาหกรรมอื่น เสี่ยงต่อการตกงาน เมื่อกล้าคิดก็ต้องรับผิดชอบด้วย

ชี้ทำรัฐขาดทุนปีละหมื่นล้าน

นาย ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากฝากให้รัฐบาลคิดว่า โครงการรับจำนำข้าว ต้องมีการเก็บสต๊อกข้าว แต่รัฐบาลไม่มีโกดังของตัวเอง ต้องเสียค่าเช่าโกดังเอกชน รวมดอกเบี้ยเป็นเงินปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท การรับจำนำของไทยมักใช้วิธีดึงข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อก ทำให้ข้าวไม่ออกสู่ตลาดโลก ส่งผลราคาข้าวในต่างประเทศสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ชาวนาไทยประเทศเดียวได้รับประโยชน์ ยังมีชาวนากัมพูชา เวียดนาม อินเดีย ได้ประโยชน์ด้วย แต่ของเขามีต้นทุนต่ำกว่าเราหลายเท่า อีกแง่การตั้งราคาประกันไว้สูง จะทำให้ทั้งภาคราชการและเกษตรกรไม่สนใจลดต้นทุนการผลิต ต่างจากประเทศเวียดนามที่พัฒนาทั้งเรื่องชลประทาน ปุ๋ย พันธุ์ข้าว เพื่อลดต้นทุน ขณะที่เรื่องการตลาดขณะนี้เริ่มเป็นปัญหา ปัจจุบันไทยขายออกในราคาตันละ 625 เหรียญสหรัฐฯ เวียดนามขาย 570 เหรียญสหรัฐฯ คนส่วนใหญ่จึงหันไปซื้อข้าวเวียดนามหมด ไทยจะมาทะนงตนว่าเป็นข้าวพรีเมียมไม่ได้อีกต่อไป เพราะทุกวันนี้คุณภาพข้าวหอมมะลิเวียดนามใกล้เคียงกับเรามาก

แนะรื้อสัมปทานตั้งกองทุนมั่งคั่ง

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายยกเลิกกองทุนน้ำมัน ในส่วนการยกเลิกจัดเก็บก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี เพื่อให้ประชาชนภาคครัวเรือนใช้ก๊าซในราคาถูก แต่ภาคอุตสาหกรรมไม่ควรได้รับประโยชน์จากส่วนนี้ เพราะมีกำไรมหาศาลจากการใช้ก๊าซเป็นปัจจัยการผลิต เกรงว่ากองทุนน้ำมันจะกลายเป็นกองทุนประกันกำไรธุรกิจในปี 2553 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำไรเฉพาะในส่วนของก๊าซถึง 3 หมื่นล้านบาท กำไรในส่วนของภาคการผลิตอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิถึง 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึง 39.5% ที่ผ่านมาปล่อยให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจพลังงานเพียงไม่กี่ราย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จึงไม่เกิดการแข่งขันที่แท้จริง มีการสร้างต้นทุนเทียมขึ้นมา คนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. 48% ที่มีอยู่ไม่เกิน 2 หมื่นคนเท่านั้น นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการตั้งกองทุนความมั่งคั่ง ด้วยการนำเงินสำรองประเทศมาใช้ เพราะไม่มีหลักประกันว่าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกิดความเสียหาย ทางที่ดีควรหาเงินจากแหล่งอื่น เช่น ขยายระบบสัมปทานพลังงานให้กระจายมากขึ้น เพราะไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 23 ของโลก ในการขุดเจาะพลังงานใต้ดินขึ้นมาผลิต แต่เป็นระบบสัมปทานที่กระจายอยู่ไม่กี่ราย คิดเป็นเพียง 10% ได้รายได้เพียง 3.7 หมื่นล้านบาท แต่ถ้ามีการขยายระบบสัมปทานให้ถึง 50% จะทำให้รัฐบาลมีรายได้ถึง 1.8 แสนล้านบาทต่อปี เงินส่วนนี้เพียงพอที่จะนำไปใช้ตั้งกองทุนความมั่งคั่งได้โดยไม่ต้องใช้เงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศ

“วิฑูรย์” โวยรถไฟเร็วสูง ปชป.หาย

นาย วิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง รัฐบาลที่แล้วได้เห็นชอบไปแล้ว 5 สาย แต่รัฐบาลนี้ระบุไว้ในนโยบายเพียงแค่ศึกษาและพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หัวหิน กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ขณะที่สายกรุงเทพฯ-ระยอง กลับหายไป ในอดีตเคยมีการพูดว่าจังหวัดไหนเลือกทำให้ จังหวัดไหนไม่เลือกไม่ทำให้ วันนี้จะตอบคำถามประชาชนชาวระยอง จันทบุรี ตราด อย่างไร ทำไมถึงถูกตัดโครงการนี้ หรือเพียงเพราะเขาเลือกพรรคประชาธิปัตย์หรือ เช่นเดียวกับภาคใต้ 14 จังหวัด ที่ถูกตัดโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไป ถ้ารัฐบาลอยากเห็นความปรองดองสามัคคี อยากให้ทำอย่างเท่าเทียม อย่าทำหินแตกอย่าแยกแผ่นดิน แม้แต่พื้นที่อีสาน 20 จังหวัดที่ประชาชนเลือกเพื่อไทย แต่รถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หนองคาย กลับหายไป

ค้านแจกแท็บเล็ต ป.1 ยังไม่พร้อม

นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายแจกแท็บเล็ตพีซีให้นักเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ถือว่าไม่ตรงกับที่หาเสียงไว้ว่าจะแจกให้นักเรียนทุกคน ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเด็กนักเรียนทุกคนจะได้แท็บเล็ตพีซีครบ นายกฯในฐานะผู้รับผิดชอบต้องอธิบายกับผู้ปกครองด้วย ขณะที่การแจกให้เด็ก ป.1 เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะยังเป็นชั้นที่ต้องการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียน การให้แท็บเล็ตจึงไม่ช่วยพัฒนาทักษะดังกล่าว ผลเสียที่ตามมาคือผลกระทบกับพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็น ปัญหาสิ่งยั่วยวนทางอินเตอร์เน็ต เด็ก 6 ขวบ ยังไม่สามารถกลั่นกรองสิ่งที่พบในโลกอิน– เตอร์เน็ตได้ และยังเกิดปัญหาเด็กติดเกมตามมา ส่งผลกระทบกับโรงเรียนและสังคมไทย หากจำเป็นต้องแจกควรเป็นเด็กมัธยมปีที่ 1 จะเหมาะสมกว่า และถ้าครูไม่ พร้อมจะทำอย่างไร ความไม่พร้อมเรื่องอินเตอร์เน็ตไร้สายของโรงเรียนในชนบท หากทำต่อไปเกรงจะเกิด 2 มาตรฐานขึ้นกับเด็กในชนบท โดยภาพรวมสิ่งที่รัฐบาลหาเสียงกำลังเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับสิ่งที่จะทำได้

หยัน “วรวัจน์” ไร้กึ๋นปฏิรูปศึกษา

นาย ประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่านายวรวัจน์ เอื้อ–อภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ จะมีวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปการศึกษาขนาดไหน เพราะก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่ามีการสั่งให้เปลี่ยนสีพรมทางเข้าห้องทำงานจากสีชมพูเป็นสีแดง โดยใช้เงินประมาณ 2-3 ล้านบาท แทนที่จะเอาเงินส่วนนี้ไปสร้างโรงเรียนได้ถึง 1 แห่ง หรือเอาไปเป็นทุนอาหารกลางวันเด็กและนมโรงเรียนดีกว่า และยังมีความสับสนในนโยบายหลายด้าน เช่น เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ยังไม่ชัดว่าจะครอบคลุมผู้จบการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาหรือเทียบเท่าหรือไม่ อาจเป็นความเหลื่อมล้ำและปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับการจัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ให้กับสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วม โครงการสนับสนุนสร้างผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท เป็นอีกประเด็นที่กระทรวงศึกษาฯจะดำเนินการได้หรือไม่ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะสามารถสร้างอาชีพได้จริง ที่น่ากลัวที่สุดคือการให้สัมภาษณ์ของ รมว.ศึกษาฯว่าจะยกเลิกระบบวิทยฐานะให้กับครู จากเดิมที่ประเมินโดยฝ่ายวิชาการของภาคราชการ แต่จะเปลี่ยนเป็นให้ผู้ปกครองประเมินแทน แนวคิดนี้จะส่งผลเสียอย่างรุนแรง ทำให้ครูวิ่งเข้าหาผู้ปกครองมากกว่าจะผลิตผลงาน จึงอยากขอความชัดเจนจากรัฐบาล เพราะจะกระทบต่อกำลังใจของครูทั่วประเทศ

40 ส.ว.ขุดแดงล้มเจ้ากระหน่ำ

นาย สมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า ชัยชนะของประชานิยมสะท้อนให้เห็นถึงความเหนือกว่า แต่การชนะการเลือกตั้งไม่ใช่ชัยชนะทางการเมืองอย่างถาวร ช่วง 3-6 เดือนนี้เป็นช่วงฮันนีมูน รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นายกฯต้องเป็นตัวของตัวเอง ต้องรู้อะไรควรทำไม่ควรทำ การเร่งดำเนินการบางเรื่องอาจนำสู่ความขัดแย้งอีก หวังว่ารัฐบาลค้นหา ความจริงกรณีการชุมนุมที่ก่อความรุนแรงที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเร่งปราบปรามและยุติเว็บไซต์เถื่อน ต้องหยุดการแก้ไขรัฐ– ธรรมนูญ เพราะอาจทำให้เกิดความแตกแยก ควรปล่อยเวลาไปสักพักหนึ่ง และยุติการช่วยเหลือคนบางคน วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีขบวนการที่แฝงมากับมวลชน หรือที่เรียกว่ากลุ่มแดงล้มเจ้า ในพรรคของท่านโดยยึดหลักการคอมมิวนิสต์ แต่วันนี้พวกท่านชนะแล้ว ควรปล่อยประเทศเดินหน้าอย่าให้แดงล้มเจ้าใช้เว็บแฝงที่อยู่ต่างประเทศ เคลื่อนไหวทำลายสถาบัน ยอมรับว่าในคนดีย่อมมีคนไม่ดีบ้าง แต่อย่าให้ชักจูงไปในทางที่เสียหาย ที่ห่วงอีกประการคือการเกิดรัฐซ้อนรัฐ การจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง มีการปลุกระดมแจกซีดี เอกสาร และชักจูงประชาชนไปทางที่ผิด

“สาทิตย์” ฉะรัฐบาลหลอกลวงคนจน

ต่อ มาเวลา 14.00 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งผ่านการสะสมมวลชนคนเสื้อ แดงในหลายปี  มีการสร้างประเด็นอำมาตย์ ไพร่ มีการสร้างวาทกรรมสำคัญว่า อำมาตย์ไม่อยากเห็นคนหายจน  จะต้องพึ่งพาอำมาตย์ตลอดชีวิต  คำถามก็คือ นโยบายที่รัฐบาลชุดนี้แถลงต่อรัฐสภามีความแตกต่างจากนโยบายอำมาตย์ตรงไหน  ตนดูนโยบายทั้งหมดแล้วรู้สึกผิดหวัง เพราะไม่มีการแก้ปัญหาคนยากจนที่เป็นคนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเลย  ทั้งเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เป็นแค่เทคนิคทางการเมือง จะจับตาดูว่าจะเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม หลอกลวงเรื่องไพร่ อำมาตย์ เอามวลชนมาเป็นฐานให้ตัวเองขึ้นมามีอำนาจ  แล้วทิ้งคนจนหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ถือว่าหลอกลวงคนจน บาปที่สุด

“ตู่” เปิดศึกดวลฝีปากเด็ก ปชป.

จาก นั้นนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นมาอภิปรายทักท้วงทันทีว่า ตนมีสองสถานะทั้งคนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคเพื่อไทย  สิ่งที่พรรคเพื่อไทยประกาศไว้ต้องรอให้ผ่านวันนี้ไปก่อนถึงจะเริ่มต้นได้  ตนไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ที่รัฐบาลยังไม่เริ่มต้นทำงาน  ก็ถูกสร้างเรื่องราวขึ้นมาใส่ร้ายมากมาย ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไร  แล้วจะมาหาว่าหลอกลวงได้อย่างไร ส่วนคำว่า ไพร่ อำมาตย์ เป็นเพียงการอธิบายว่า ความเหลื่อมล้ำจากการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลชุดที่แล้ว  ทำให้นายเจ๊ะอาหมิง โต๊ะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงทันทีว่า  การทักท้วงของนายจตุพรต้องบอกว่าผิดข้อบังคับใด ไม่ใช่ขึ้นมาอภิปราย ซึ่งนายจตุพรได้สวนกลับทันทีว่า  การอภิปรายกับการทักท้วงเป็นคนละเรื่อง เป็นผู้แทนมานาน ทำไมยังฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง นายเจ๊ะอาหมิงจึงขอให้นายจตุพรถอนคำพูด  เพราะตนฟังภาษาคนรู้เรื่อง ไม่ใช่ลิงอุรังอุตัง พูดภาษาคนรู้เรื่อง ในที่สุดนายจตุพรยอมถอนคำพูดว่า  นายเจ๊ะอาหมิงไม่ใช่ลิงอุรังอุตัง

กระทุ้งรัฐบาลกระจายอำนาจ

เมื่อ เวลา 16.20 น. นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การปฏิรูปประเทศไทยโดยการปฏิรูปการเมืองท้องถิ่น  นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่จะต้องเป็นประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจต้องดำเนินการ เป็นภารกิจที่รัฐบาลต้องทำ เพื่อขจัดการเมืองรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศระหว่างหาเสียงที่จะให้มีมหานครปัตตานี หรือการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเหมือนเมืองพัทยานั้น ไม่ทราบเป็นความคิด หรือแค่พูดขึ้นมาโดยไม่มีความชัดเจน

นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า เป็นพระบวชใหม่หากไม่รับกฐินสักครั้งก็ไม่สมบูรณ์  แต่อย่าจองบ่อย  ส่วนกรณีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น  มีความเห็นตรงกับนายชำนิ  ศักดิเศรษฐ์  และทางนายกฯที่มาจากชาวบ้านได้ให้มายืนยันว่าการปกครองใดไม่ดีกว่าการกระจาย อำนาจ ไม่มีใครแก้ปัญหาท้องถิ่นได้ดีเท่าคนท้องถิ่นเอง  ส่วนนครปัตตานีนั้นไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล  แต่รัฐบาลจะต้องตอบสนองการปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคใต้เป็นอย่างดี

บี้แก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้

นาย เจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ในกรณีนโยบายการเยียวยาที่ได้ รับผลกระทบจากความเห็นที่แตกต่างนั้น สถานะหนึ่งเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย อีกสถานะหนึ่งเป็นคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องให้จ่ายค่าเยียวยา 10 ล้านบาทต่อหัว อยากทราบกรณีเหตุการณ์กรือเซะและคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้รับด้วยหรือไม่ เพราะเกิดจากความผิดพลาดจากนโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พ.ต.ท.ทักษิณได้ยอมรับว่ากรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยอมรับใช้กำปั้นเหล็กแก้ไขจึงลุกลามไปใหญ่ อยากถามไปถึงนายกฯว่าการปกครองเฉพาะพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรูปแบบอะไร หากทำเป็นนครปัตตานีอย่าทำ จะทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นอีก รัฐบาลอย่ากลัวเสียหน้า เพราะรัฐบาลไม่มี ส.ส.ในพื้นที่ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้ความร่วมมือ ส่วนกรณีที่เอาผ้าฮิยาบสีแดงไปคุมหัวนั้น คนมุสลิมถือว่าหากไม่ใช่เป็นมุสลิมจะถือว่าไม่ให้เกียรติ ถามว่าใครคิดให้ท่านนายกฯต้องคิดเป็นบ้าง และอย่าทำนโยบายแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมาทำอีก เพราะประชาชนในพื้นที่หวาดระแวง จะทำให้ความแตกแยกในพื้นที่เกิดขึ้นอีก เมื่ออภิปรายถึงตรงนี้โชว์รูปกรณีเหตุการณ์ตากใบ จ.นราธิวาส และอภิปรายต่อว่า วันนี้บุคคลที่รับผิดชอบก็ล้วนมีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลนี้

เล็งตั้ง กก.เยียวยาทุกกลุ่ม

พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในกรณีการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รัฐบาลตั้งใจหยุดยั้งความรุนแรง แต่ยังไม่มีสูตรใดที่แก้ไขได้สำเร็จ จะไปตำหนิใครก็ไม่ได้ รัฐบาลยืนยันแก้ปัญหานี้ พร้อมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ตนมีหน้าที่ต้องไปแก้ไขปัญหาตามสติปัญญาและกำลัง สำเร็จหรือล้มเหลวก็จะยอมรับโทษด้วย และในฐานะที่ทำงานร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มา ท่านมีความตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง จะมาตำหนิกันไม่ได้ นักรบต้องมีบาดแผล
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า หากเยียวยาคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบ 10 ล้านบาท คนที่ได้รับผลกระทบจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องได้รับการเยียวยาด้วยหรือไม่ นโยบายรัฐบาลได้คิดไว้แล้วว่าต้องมีการเยียวยาทุกกลุ่ม โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ โดยยึดหลัก คอป.เป็นแนว เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ประเด็น 10 ล้านบาท รัฐบาลยังไม่ได้พูด เป็นคนนอกพูด ส่วนจะจ่ายเยียวยาเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดที่ตั้งขึ้นมาจะพิจารณา

“ปู” สั่ง ส.ส.ปิดปากงดโต้ตอบ

ระหว่าง ที่มีการประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาลอยู่ เมื่อเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทยประชุม ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ 4 เพื่อปรับวิธีการอภิปรายของรัฐบาลและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยสั่งให้ ส.ส.งดการอภิปรายสนับสนุนรัฐบาล ปล่อยให้ฝ่ายค้านและ ส.ว.อภิปรายร่ายยาวตามกรอบเวลาที่วิป 3 ฝ่ายได้ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของรัฐมนตรีให้ชี้แจงเท่าที่จำเป็น และจะชี้แจงในช่วงท้าย ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลุกขึ้นกล่าวปิดก่อนเวลา 24.00 น. เพื่อป้องกันการเล่นเกมตีรวนของฝ่ายค้านที่อาจจะลากยาวเลยเวลา 24.00 น. ที่สุ่มเสียงขัดต่อการถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน นับแต่วันโปรดเกล้าฯตำแหน่งนายกฯ

ปชป.ป่วนไม่พอใจ “ขุนค้อน” เอียง

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า  การประชุมเริ่มมีบรรยากาศตึงเครียดเมื่อนายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี จากพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแสดงความเป็นห่วงว่า แนวคิดและนโยบายการทำงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะหลายนโยบายมีความเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในอดีต พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนทำให้ปัญหาชายแดนใต้ขยายวงกว้างมากขึ้น  มีการอุ้มฆ่าเกิดขึ้นมากมาย  จึงเกรงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะปฏิบัติเช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้นายสมศักดิ์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมในขณะนั้น พยายามตักเตือนไม่ให้นายอันวาร์พูดพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมขอร้องว่าอย่ารื้อฟื้นเรื่องเก่าในอดีตขึ้นมาพูดอีก ทำให้นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงนายสมศักดิ์ โดยระบุว่านายสมศักดิ์ทำผิดข้อบังคับข้อที่ 45 ที่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้สมาชิกทำการประท้วง  แต่นายสมศักดิ์ยืนยันว่า  ทำถูกตามข้อบังคับทุกประการ และได้ให้โอกาสผู้ประท้วงพอสมควรแล้ว และคำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาดแล้ว อย่างไรก็ตาม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา จากพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงย้ำว่า นายสมศักดิ์กำลังทำผิดข้อบังคับข้อที่ 45 และต้องให้โอกาสสมาชิกได้ทำการชี้แจง และถ้ายังพยายามจะตัดบทอีก เชื่อว่าการประชุมจะไม่สงบแน่นอน

ขู่วอล์กเอาต์ล้มแถลงนโยบาย

อย่าง ไรก็ตาม นายสมศักดิ์ยังยืนยันไม่อนุญาต ถ้าจะมีการประท้วงข้อบังคับที่ 45 อีก ทำให้ นพ.วรงค์  เดชกิจวิกรม  ส.ส.พิษณุโลกพรรคประชาธิปัตย์  ลุกขึ้นอภิปรายว่า นายสมศักดิ์ไม่เข้าใจข้อบังคับข้อที่ 45 จริงๆ เพราะเล่นตัดบทตลอดเวลา ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ชี้แจง ทำให้นายสมศักดิ์ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า ไม่รู้ว่าสมาชิกไม่เข้าใจเนื้อหามาตรานี้จริงหรือว่าแกล้งไม่เข้าใจกันแน่ อย่างไรก็ตาม ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังพยายามยกมือประท้วงอย่างต่อเนื่องจนทำท่าว่าจะ บานปลาย ทำให้นายสมศักดิ์ตัดสินใจใช้อำนาจประธานในที่ประชุม สั่งให้เจ้าหน้าที่รักษา ความปลอดภัยเชิญตัวนายวิรัตน์และ นพ.วรงค์ ที่กำลังยืนยกมือประท้วงออกจากห้องประชุม แต่ทันใดนั้นบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นับสิบคนต่างลุกฮือยืนขึ้นประท้วงกันจ้าละหวั่น และขู่จะพากันวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ทำให้นายสมศักดิ์ปิดไมค์ตัวเองพร้อมยืนขึ้น ซึ่งเป็นการแสดงถึงอำนาจของประธานในที่ประชุม และสมาชิกจะต้องนั่งลงตามข้อบังคับการประชุม พร้อมกล่าวว่า  สมาชิกทำอย่างนี้แล้วจะได้ประโยชน์อะไร ซึ่งมาตรการนี้ ทำให้มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนยอมนั่งลง

อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ยังคงลุกขึ้นประท้วง และขอให้นายสมศักดิ์ถอนคำพูดที่ว่า สมาชิกแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจข้อบังคับที่ 43 ซึ่งถือเป็นการเสียดสีบุคคลใดๆ ซึ่งนายสมศักดิ์ก็ได้ยอมถอนคำพูดดังกล่าว จากนั้นได้หันไปบอก พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ที่นั่งอยู่ติดกัน ให้ขึ้นมารับช่วงทำหน้าที่คุมการประชุมแทน ทำให้บรรยากาศการอภิปรายกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

“ฮุน เซน” ยกหูชม “เฉลิม” อภิปรายสะใจ

ผู้ สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี อภิปรายตอบโต้ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจเสร็จสิ้น ปรากฏว่าได้มีโทรศัพท์จากเลขานุการส่วนตัวสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชามาถึง ร.ต.อ.เฉลิม โดยบอกว่าสมเด็จฮุน เซน ติดตามการอภิปรายตลอด ได้ฟัง ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายในสภาแล้วชอบมาก อยากจะเชิญมารับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมก็ได้ตอบกลับไปเชิงทีเล่นทีจริงว่า ก็อยากไปกินด้วยแต่ไม่รู้จะนัดกันที่ไหน

“ชวน” ทวงรถไฟความเร็วสูงใต้

ต่อ มาเวลา 19.00 น. นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า อยากได้ความกระจ่างว่า เส้นทางรถไฟความเร็วสูงในภาคใต้หายไปไหน หวังว่า คงไม่เจาะจงเลือกพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทย และหวังว่านโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่พัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทย คงไม่มาถึงรัฐบาลสมัยนี้ เพราะทุกวันนี้ เส้นทางที่ทำรายได้สูงสุดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คือ ภาคใต้ รองมาคือ ภาคอีสาน ภาคเหนือ สิ่งที่ห่วงอีกเรื่องคือ นโยบายรัฐบาลชุดนี้ที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ตนริเริ่มไว้ปี 2538 จากเดิมที่ให้กู้ยืมเฉพาะเด็กที่มีฐานะยากจน ครอบครัวมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.2 แสนบาทต่อปี เป็นให้เด็กที่มีฐานะร่ำรวย เรียนดีสามารถกู้ยืมเงินได้ด้วย ซึ่งเป็นการตัดโอกาสเด็กยากจน หากรัฐบาลจะใช้แนวคิดดังกล่าว ก็ควรไปจัดตั้งกองทุนใหม่

ซัดปาก “ทักษิณ” ต้นเหตุจุดไฟใต้

นาย ชวนกล่าวว่า มีความเป็นห่วงนโยบายแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่รู้ว่า รัฐบาลจะยึดแนวทางนครรัฐปัตตานีหรือไม่ เพราะได้ยินและเคยเห็นมาว่า มีการร่างเป็น พ.ร.บ.แล้ว มี 152 มาตรา อีกทั้งนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เขียนว่า “ส่งเสริมการกระจายอาจปกครองท้องถิ่นในรูปแบบที่สอดคล้องกับพื้นที่ที่ไม่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” นั้น มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ขอให้ช่วยอธิบายด้วย เพราะเหตุความรุนแรงภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2547 ถึงปัจจุบันมีคนตายไปแล้ว 4,700 คน ซึ่งในสมัยที่ตนเป็นรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เกิดปัญหา ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็รับสารภาพแล้วในเรื่องการใช้กำปั้นเหล็กในการแก้ปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นจากคำพูดโจรกระจอก

พท.แห่ประท้วงป้องนายใหญ่

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยต่างลุกประท้วงทันที โดยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขอให้นายชวนอย่าเอ่ยถึงบุคคลภายนอก แต่นายชวนได้อภิปรายต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย และยังกล่าวย้ำพูดเรื่องโจรกระจอกอีก ทำให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงนายชวนว่า ใส่ร้ายป้ายสี พ.ต.ท.ทักษิณว่า เป็นต้นเหตุปัญหาภาคใต้ ขอให้ถอนคำพูด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้นำที่มีความเป็นสุภาพบุรุษ แต่มีผู้นำประเทศบางคนสั่งการฆ่าประชาชน 91 ศพ แต่ไม่มีคำสารภาพและไม่ขอโทษ จากนั้น ส.ส.ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ก็ประท้วงโต้กันไปมาในที่สุดประธานในที่ประชุมวินิจฉัยให้อภิปรายต่อได้

ให้เอาผิด “มาร์ค” หากสั่งฆ่า ปชช.

นาย ชวนกล่าวอภิปรายต่อว่า เรื่องบางเรื่องอาจทดลองนโยบายได้ แต่นโยบายความมั่นคงชาติ ถ้าทดลองแล้วผิด มันประเมินค่าไม่ได้ เมื่อผิดพลาดถึงขั้นให้ประเทศเสียหายแบบนี้ ก็อย่าทดลองถ้าไม่แน่ใจ เพราะจะไม่สูญเสียเฉพาะคน แต่แผ่นดินจะมีปัญหา อย่าเอาประเทศไปทดลอง กรุณาอย่าผิดพลาดซ้ำสอง ตนสนับสนุนหลักนิติธรรม เพราะไม่เคยเห็นบ้านเมืองตกอับด้วยหลักการนี้ ซึ่งนายกฯส่งสัญญาณดีว่า จะไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข แต่กรณีที่มีการกระทำผิด เช่น รัฐบาลนายอภิสิทธิ์สั่งฆ่า 91 ศพ เรื่องนี้ไม่ใช่การแก้แค้น แต่ต้องดำเนินการตามหลักนิติธรรม ซึ่งการยึดมั่นหลักนิติธรรมเป็นการสร้างความปรองดอง เรื่องการสั่งฆ่าประชาชน 91 ศพ ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และใครเผาบ้านเผาเมือง ถ้าศาลว่าผิดก็ต้องผิด

สภาเข้มตรวจระเบิดรถ “นายกฯปู”

ผู้ สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่สองว่า เมื่อเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ได้นำอุปกรณ์ ซึ่งเป็นกระจกส่องใต้ท้องรถ มาตรวจค้นวัตถุระเบิด รถโฟล์กตู้ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน ษง 26 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา และไม่พบวัตถุต้องสงสัยแต่อย่างใด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบทราบว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถสำรอง สำหรับนายก– รัฐมนตรีที่ทางทีมรักษาความปลอดภัยได้นำมาจอดไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้จอดค้างคืน โดยได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว แต่ในช่วงเช้าได้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่มาตรวจวัตถุระเบิดนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติในการปฏิบัติหน้าที่และมาตรการรักษาความปลอดภัยนายก รัฐมนตรี

“เต้น–ตู่–ตาล” โชว์นวดปรองดอง

ผู้สื่อข่าวรายงาน จากรัฐสภาว่า ในระหว่างที่มีการประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล ที่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง อาคารรัฐสภา 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ออกบูธจัดกิจกรรม “เริ่มงานใหม่ ด้วยกาย ใจที่แข็งแรง” รณรงค์ให้ ส.ส. ส.ว. สนใจการออกกำลังกายและใส่ใจสุขภาพ โดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจาก ส.ส. และ ส.ว.มากเป็นพิเศษคือ การนวดกดจุดสะท้อนเท้า ที่มี ส.ส. และ ส.ว. แห่มาใช้บริการจำนวนมาก โดยในเวลา 17.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เดินเข้ามาใช้บริการ และมาเจอกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ โดยบังเอิญ ทั้ง 3 คนจึงได้นอนบนเตียงนวดเรียงกัน เพื่อให้พนักงานนวดเท้าให้ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนที่มาถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก โดยนายณัฐวุฒิได้พูดขึ้นมาว่า เป็นการนวดเพื่อความปรองดอง ซึ่งทั้ง 3 คนได้พูดแซวกันเป็นระยะๆ โดยก่อนที่นายสาทิตย์จะนวดเสร็จ นายจตุพรได้แซวขึ้นมาทันทีว่า “เป็นพรรคเสียงข้างน้อย แม้แต่นวดก็ใช้เวลาน้อยกว่าเขา เหมาะเป็นฝ่ายค้านชัด” ซึ่งนายสาทิตย์ได้แต่ยิ้มๆ นอกจากนี้ในช่วงที่นายสาทิตย์ลงไปนั่งกับพื้น เพื่อนวดคอและหลัง นายจตุพรก็ยังแซวต่อว่า “วันนี้พวกอำมาตย์นั่งพื้น ส่วนไพร่กลับมาได้นั่งเก้าอี้บ้าง” นายสาทิตย์จึงพูดสวนกลับไปแบบยิ้มๆว่า “ไอ้ตู่นี่ยังไม่เลิก”

“ประยุทธ์” ฉุนข่าวโผทหารมั่ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2554 ว่า การปรับย้ายตามตำแหน่งตามหน้าที่ทุกระดับต้องผ่านการกลั่นกรองทุกครั้ง ขอให้มั่นใจว่ามีระบบการดำเนินการ และไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าตั้งคนไม่ดีไม่สามารถบังคับบัญชาได้ การขึ้นมาเป็นผู้บังคับกองร้อย ต้องผ่านระดับผู้พัน เป็นผู้การและต้องผ่าน ผบ.กองพล ไปถึงแม่ทัพภาค ไม่ใช่ ผบ.ทบ.จะไปล้วงถึงระดับผู้พัน ขอให้มองให้เป็นเรื่องของระบบ โผทหารที่ออกมา มันไม่ใช่ แล้วใครจะรับผิดชอบ ใครเป็นคนเอามาเผยแพร่ หนังสือพิมพ์ฉบับไหน จะได้ชี้แจงได้ถูกต้อง แค่เริ่มต้นว่าไปเสนอคนนั้นคนนี้ หรือเหล่าทัพโน้นเหล่าทัพนี้ก็ไม่ใช่แล้ว ปรับเฉพาะในกองทัพบกก็ปวดหัวพอแล้ว คนดีเยอะ คนทำหน้าที่เยอะ ต้องตอบแทนความดีความชอบ แต่ไม่ใช่เรื่องการปราบ สีเหลือง สีแดง หรือสีอะไร เขาทำหน้าที่ในการปกครองบังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา มาด้วยความเป็นธรรม ทำงานประสบความสำเร็จ นั่นคือความดีความชอบ ไม่ใช่สำเร็จเพราะไปกราบใคร มันคนละเรื่อง ถ้าคิดกันอย่างนั้น ก็ไม่มีทางที่บ้านเมืองจะสงบสุข

ลั่นอย่าเอาทหารไปยุ่งการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีข่าวว่า ผบ.ทบ.เสนอเจ้ากรมเสมียนตราเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมนั้น ตำแหน่งนี้ตั้งจากอัตราจอมพล อย่างน้อยต้องเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม แล้วเจ้ากรมเสมียนตราเป็นรองปลัดหรือยัง และเรื่องการตั้ง 5 เสือ ทบ. มาจากไหนก็ ไม่รู้ แสดงว่าคนที่ให้ต้นฉบับมา ไม่แน่ใจว่าเป็นทหารหรือพลเรือน ถ้ามันได้เป็นใหญ่ มันก็จะตั้งแบบนั้น ไปหาแหล่งข่าวให้เจอ และอย่าไปเชื่อมั่นอีกต่อไป คนที่เอาออกมาเผยแพร่ ถ้าไม่ใช่ต้องรับผิดชอบด้วย และอย่ามาบอกว่าไม่ใช่ จึงแก้ใหม่ ตนไม่เคยแก้ การตัดสินใจทำอะไรก็ต้องทำ ถ้าถือว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการเมืองจะมาแทรกแซง จนไม่เป็นไปตามความต้องการของกองทัพ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ออกมาพูด

แล้ว ว่า ท่านไม่ได้แทรกแซงการแต่งตั้ง เมื่อถามว่า หากโผต้องผ่านจากพิจารณาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กองทัพจะรับได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไปให้ความสนใจทำไม เป็นเรื่องในนี้ จะไปพูดถึงคนอื่นทำไม แค่กองทัพ เหล่าทัพ คนที่เกี่ยวข้องกับการปรับย้ายมีเท่านี้ ไม่มีคนอื่น อย่าเอาทหารมาเกี่ยวกับการเมือง ถ้าพันกันอยู่แบบนี้ก็ไม่จบ

ป.ป.ช.จับปลาซิวฮุบที่เขากระโดง

นาย อภินันทน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้พิจารณากรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.บุรีรัมย์ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 และ น.ส.3 ก. ในท้องที่ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ทับที่สาธารณประโยชน์ “ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง” ให้แก่นายเนวิน ชิดชอบโดยมิชอบ โดยจากการตรวจสอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2952-2964 ต.อิสาณ จำนวน 13 แปลง ที่ออกให้นายเนวิน ชิดชอบ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2537 วันที่ 2 และ 17 พ.ย.2537 พบว่า น.ส. 3 ก. เลขที่ 2958 และ 2959 เป็นการออกโดยรังวัดเปลี่ยนมาจาก น.ส.3 เลขที่ 239/192 และ 301/239 ซึ่งเป็น น.ส.3 ที่ออกโดยคลาดเคลื่อน ไม่เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2515 อีกทั้ง น.ส. 3 ก. เลขที่ 2958 ยังออกทับที่สาธารณ– ประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดงด้วย จึงเป็นการออกโดยมิชอบ ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 13 ก.พ. 2552 ให้เพิกถอน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวแล้ว ส่วนนายชาญชัย เธียรวรรณ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 5 ผู้ทำการรังวัดเปลี่ยน น.ส. 3 เป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 2958, 2959 นั้น ที่ประชุม ป.ป.ช.เห็นว่า มีความผิดวินัยร้ายแรงในการออก น.ส.3 ก. รุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ ทำให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง แต่ไม่สามารถเอาผิดทางอาญาได้ เนื่องจาก น.ส. 3 ก. เลขที่ 2958 ออกตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2537 ; แต่ความผิดทางอาญา ตามมาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี จึงขาดอายุความแล้ว

“เนวิน” รอดคดีหมดอายุความ

นาย วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ ที่เป็นผู้ขอรังวัดเปลี่ยน น.ส.3 เป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 2958 ป.ป.ช.เห็นว่า มีมูลเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 แต่คดีขาดอายุความแล้วเช่นกัน เนื่องจากกรณีการเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด จะมีอายุความแค่ 10 ปี ซึ่งคดีนี้ ป.ป.ช.ได้รับเรื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2550 แต่มีการออก น.ส.3 ก. ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.2537 กว่าเรื่องจะมาถึง ป.ป.ช. คดีจึงขาดอายุความไปแล้ว 3 ปี ไม่สามารถเอาผิดได้

ปล่อย “ปู่ชัย” พ้นบ่วงรุกที่ รฟท.

นาย อภินันทน์กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกรณีรองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และพวก ละเว้นไม่ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง ต.อีสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ โดยการไต่สวนไม่พบว่ารองผู้ว่าการ รฟท.ละเว้นไม่ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของ รฟท. เพราะหลังจากได้รับทราบเรื่องได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดินขอให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน เลขที่ 3466 และ 8564 ที่บุกรุกที่ดิน รฟท. แต่กรมที่ดินเห็นว่า รฟท.ไม่มีหลักฐานมาแสดงแนวเขตหวงห้าม จึงไม่เพิกถอนที่ดินทั้ง 2 แปลง อย่างไรก็ตาม ในส่วนโฉนดที่ดินหมายเลข 3466 ที่นายชัย ชิดชอบ เป็นผู้ขอออกโฉนด ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบนั้น ปรากฏว่านับตั้งแต่วันที่กระทำความผิดจนถึงวันที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้อง ทุกข์กล่าวโทษใช้เวลากว่า 30 ปี ทำให้คดีขาดอายุความแล้ว ก่อนที่ ป.ป.ช.จะรับเรื่อง ส่วนโฉนดที่ดินหมายเลข 8564 ที่นางกรุณา ชิดชอบ เป็นผู้ซื้อที่ดินต่อมานั้น ไม่พบว่ามีส่วนรู้เห็นกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบแต่อย่างใด จึงให้ส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงต่อไป

“วสันต์” นั่งประธานศาล รธน.

วัน เดียวกัน ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายชัช ชลวร ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุมได้มีการประชุมเพื่อคัด เลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนนายชัช ที่ลาออกไป ซึ่งภายหลังการประชุม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่า ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์เลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้แจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาดำเนินการตามบท บัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 204 วรรคสามและวรรคสี่ต่อไป

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคัดเลือกดังกล่าวนายจรูญ อินทรจาร ตุลาการ เป็นผู้เสนอชื่อนายวสันต์ โดยที่ไม่มีชื่อตุลาการคนใดเสนอตัวหรือเสนอชื่อผู้อื่นเข้าแข่งขัน จากนั้นประธานในที่ประชุมได้ขอเสียงรับรอง ซึ่งนายวสันต์ได้เสียงรับรองเป็นเอกฉันท์ 8 เสียง ทำให้ไม่ต้องมีการลงคะแนน โดยนายวสันต์ ให้คำยืนยันต่อที่ประชุมว่า จะไม่อยู่ในตำแหน่งประธานฯจนครบวาระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยังเหลืออีก ราว 6 ปี นอกจากนี้ นายวสันต์บอกกับที่ประชุมว่า เดิมตั้งใจจะอยู่ในตำแหน่งตุลาการเพียงแค่ต้นปีหน้า แต่เมื่อเพื่อนตุลาการมอบหมายภาระนี้มาให้ก็จะขอเข้ามาจัดแถวงานในสำนักงาน ให้ตรงเป็นระเบียบเรียบร้อย และอย่างที่พวกท่านทราบผมมาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว เพราะฉะนั้นพวกท่านต้องช่วยผม ถ้าผมจัดระเบียบตรงนี้เสร็จเรียบร้อย ผมก็ไปทันที จะไม่อยู่จนครบวาระ แหล่งข่าวกล่าวถึงคำมั่นสัญญาที่นายวสันต์ได้ให้ต่อที่ประชุม

มอเตอร์ไซค์รับจ้างร้อง “ยิ่งลักษณ์”

เมื่อ เวลา 11.00 น. สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และตัวแทนวินมอเตอร์ไซค์ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล พร้อมกับตัวแทนรถตู้ป้ายดำ กว่า 500 คน ได้มารวมตัวกันที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และตั้งขบวนเดินมายังถนนอู่ทองใน เพื่อมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รัฐสภา ทำให้การจราจรติดขัดลงไปทันที เนื่องจากมีผู้ชุมนุมมาเพิ่มมากขึ้นจนเต็มถนน ซึ่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เข้าเจรจาขอให้ส่งตัวแทนเข้ามอบกระเช้าดอกไม้ต่อนายกรัฐมนตรีเท่านั้น และขอให้เดินทางกลับไปลานพระบรมรูป โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี มารับกระเช้าดอกไม้จากสมาคมฯ

หญิงสาวโดดขวางรถร้องนายกฯ

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.45 น. ระหว่างที่ขบวนรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงรัฐสภา ขณะกำลังเลี้ยวรถขึ้นไปทางเข้าชั้นลอยอาคารรัฐสภา 1 จู่ๆนางเหมวดี จิตคง อายุ 47 ปี สวมเสื้อยืดสีขาว ด้านหน้าสกรีนรูปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์ ได้กระโดดขวางขบวนรถ น.ส. ยิ่งลักษณ์เพื่อจะร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ลงจากรถ เพียงแต่ได้มอบให้ตำรวจชุดทีมรักษาความปลอดภัยนายกฯชุดล่วงหน้ารับเรื่องดัง กล่าวไว้ ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ นางเหมวดีได้เดินทางกลับทันที

ทั้งนี้ นางเหมวดีกล่าวว่า ได้มารอเพื่อขอความช่วยเหลือจากนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. แต่ไม่มีโอกาสได้พบนายกฯ  จึงได้ตัดสินใจกระโดดขวางรถนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะกำลังจะถูกดำเนินคดีในวันที่ 26 ส.ค.นี้ โดยที่ตนไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา
 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.