Showing posts with label การเมือง. Show all posts
Showing posts with label การเมือง. Show all posts
Thursday, September 8, 2011

จ่ายน้ำท่วมใน30วัน

ปูยันถึงมือแน่ กทม.ปริ่มแล้ว



บัญชาการ - น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยรองนายกฯและรมว.มหาดไทย และรมว.กลาโหม ตรวจเยี่ยมชาวบ้านและหาทางแก้ปัญหาน้ำท่วม ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เมื่อวันที่ 7 ก.ย.
นายกฯ ยกคณะลุยตรวจน้ำท่วมชัยนาท อ่างทอง อยุธยา สั่งเพิ่มช่องทางระบายน้ำให้มากขึ้น แต่ต้องกระทบชาวบ้านน้อยที่สุด ควบคู่ชดเชยเยียวยา ย้ำครอบครัวละ 5,000 บาท พื้นที่การ เกษตรเสียหาย ไร่ละ 2,222 บาท ยันงบฯ ไม่เป็นอุปสรรค จ่ายรวดเร็วภายใน 30 วัน เล็งแผนระยะยาวแก้ จุดไหนท่วมซ้ำซาก จะปล่อยให้เป็นที่รับน้ำ แล้วหาพื้นที่ใหม่ทดแทนให้ชาวบ้าน มท.รายงานยังประสบภัย 12 จังหวัด เสียชีวิต 69 ราย น้ำเจ้าพระยาเพิ่มไม่หยุด กทม.สั่งพร้อม 24 ช.ม. ใกล้ถึงจุดรับน้ำได้เต็มที่แล้ว ที่สุพรรณฯ ลามถึงกลางเมือง 500 หลังคาเรือน กรุงเก่าทะลักจมโรงเรียน ผักไห่เกือบท่วมถึงชั้น 2 ส่วนอ่างทองจมหนัก 5 อำเภอ สิงห์บุรีขยายวงกว้าง น้ำล้นประตูระบายแล้ว

เมื่อ เวลา 12.30 น. วันที่ 7 ก.ย. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และ รมว.มหาด ไทย พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เดินทางตรวจสถานการณ์น้ำท่วมที่เขื่อนเจ้าพระยา อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ซึ่ง จ.ชัยนาท ประสบอุทกภัย 5 อำเภอ

นายกฯ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ทุกคนมีหัวใจเดียว กัน คือต้องการปกป้องและช่วยเหลือประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนน้อยที่สุด ทำให้น้ำลดลงโดยเร็ว มีความเป็นห่วงค่อนข้างมาก และเชื่อว่าในอนาคตอันใกล้นี้แม้เราจะเร่งระบายน้ำ แต่หากมีปริมาณฝนตกลงมา ก็เท่ากับเพิ่มปริมาณน้ำที่ท่วมขังอยู่ จึงจำเป็นต้องเร่งและหาช่องทางระบายน้ำให้มากขึ้น โดยขอให้กรมชลประทานเฝ้าระมัดระวังปริมาณน้ำ และควบคุมการปล่อยน้ำ เพื่อให้กระทบประชาชนน้อยที่สุด ขอให้ ผวจ.ช่วยดูแลเรื่องการเยียวยา

น.ส.ยิ่ง ลักษณ์กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ ขอให้ร่วมมือกันหาพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติ เตรียมขุดลอกคูคลองไว้รองรับน้ำ เพื่อบรรเทาความเสียหายที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ภาคกลาง และกทม. เพราะเชื่อว่าจะมีน้ำมากขึ้นกว่านี้แน่ ส่วนภาคอีสานและภาคเหนือที่ยังมีน้ำท่วมอยู่ ต้องพยายามหาที่รับน้ำ เพื่อให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด ขอให้ทุกจังหวัดปฏิบัติตามแนวทางนี้และขอความร่วมมือจากกองทัพให้ทำงานร่วม กับผวจ. ช่วยเหลือประชาชนทั้งในจังหวัดที่มีน้ำท่วมขัง และยังไม่มีน้ำท่วม

ต่อ มาเวลา 14.30 น. นายกฯ และคณะเดินทางมายังวัดคงคาราม ต.โพนางดำตก อ.สรรพยา เยี่ยมผู้ประสบภัย พร้อมทั้งมอบถุงยังชีพ เรือ สุขาเคลื่อนที่ สุขาลอยน้ำ และโถส้วม โดยนายกฯ กล่าวว่า การทำงานจากส่วนกลางทุกหน่วยงานขณะนี้ทำงานร่วมกันแบบบูรณาการ เพื่อเร่งช่วยเหลือป้องกันไม่ให้ปริมาณน้ำสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนไป มากกว่านี้ หรือมีผลกระทบน้อยที่สุด รัฐบาลจะดูแลเยียวยาให้ครอบครัวละ 5,000 บาท และกำลังเร่งพิจารณา เพื่อตัดจ่ายเงินช่วยเหลือให้ได้ภายใน 30 วัน

จากนั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ให้สัมภาษณ์อีกครั้งว่า ขณะนี้แบ่งการแก้ไขปัญหาออกเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนของพื้นที่ที่กำลังจะถูกน้ำไหลลงมา ก็จะทำคันกั้นน้ำ ขุดลอกคูคลองเพิ่มที่ระบายน้ำ และรองรับน้ำ สำหรับพื้นที่ที่มีน้ำท่วมขังอยู่นั้นจะต้องไปดูในรายละเอียดของพื้นที่ ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด ขณะที่การเยียวยาก็จะดูแลอย่างใกล้ชิด และให้เกิดผลอย่างรวดเร็ว ทั้งการดูแลรายครัวเรือน ครัวเรือนละ 5,000 บาท และพืชเกษตรกรรม พร้อมทั้งสั่งการให้ ผวจ.ประสานกับทางกระทรวงแรงงาน ให้หาอาชีพเสริมให้ประชาชนที่ไม่สามารถประกอบอาชีพเกษตรกรรมได้ในช่วงนี้

ผู้ สื่อข่าวถามว่า เป็นไปได้ใช่หรือไม่ว่าพื้นที่ใดที่มีน้ำท่วมขังซ้ำซากจะจัดให้เป็นพื้นที่ รองรับน้ำ แล้วหาพื้นที่ใหม่ทดแทนให้ชาวบ้าน นายกฯ กล่าวว่า ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสำรวจพื้นที่อยู่ หากพื้นที่ใดเป็นพื้นที่รับน้ำคงต้องหาที่อยู่ใหม่ให้ประชาชน แต่หากมีบ้านจำนวนมาก ก็อาจหาวิธีสร้างแนวป้องกันน้ำ โดยประสานกระทรวงกลาโหม หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ร่วมทำงานกับ ผวจ.ลงสำรวจพื้นที่เป็นรายจังหวัด

ต่อข้อถามว่ามีจังหวัดไหนที่ของบ ประมาณเพิ่มเติมบ้าง จากงบฯ ที่มีอยู่ 50 ล้านบาท น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า มีของบฯ เพิ่มเติมบ้าง แต่เรื่องงบฯ ไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ไม่จำเป็นต้องขยายวงเงิน เพราะขบวนการการอนุมัติงบฯ เพิ่มเติมทำได้รวดเร็วอยู่แล้ว แต่ขอดูที่ความจำเป็นในแต่ละพื้นที่ ความจริงปัญหาระดับน้ำในปีนี้ไม่ได้เป็นปัญหาสูงกว่าที่ผ่านๆ มา แต่ปัญหาภูมิศาสตร์ของประเทศเป็นข้อจำกัดที่ทำให้ไม่สามารถระบายน้ำได้มาก เพราะการระบายน้ำออกจากพื้นที่หนึ่งก็จะไปสร้างผลกระทบกับอีกพื้นที่หนึ่ง โจทย์วันนี้คือพยายามป้องกันพื้นที่ไม่ให้น้ำท่วมเข้าถึง และไม่ลืมที่จะดูแลประชาชนในเขตที่มีน้ำท่วมขัง

ต่อมาเวลา 16.30 น. นายกฯ เดินทางยัง อบต.โผงเผง อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง เยี่ยมเยียน ผู้ประสบภัย และให้กำลังใจชาวบ้านที่ช่วย กันสร้างสะพานเชื่อมหมู่บ้านที่ถูกน้ำท่วม พร้อม ทั้งมอบถุงยังชีพ เรือ สุขาเคลื่อนที่ สุขาลอยน้ำ โถส้วม และอุปกรณ์สำหรับสร้างทางเดินชั่วคราว

จากนั้นเวลา 18.00 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์ เดิน ทางมายังศาลาประชาคม อ.เสนา จ.พระนครศรี อยุธยา พร้อมทั้งกล่าวขณะเยี่ยมชาวบ้านว่า อยากให้ทุกคนที่ประสบปัญหาเดือดร้อนไว้วาง ใจได้ เพราะรัฐบาลและหน่วยงานรัฐทุกหน่วยเร่งทำงานเชิงบูรณาการให้ความช่วยเหลือ โดยเฉพาะการช่วยภาคครัวเรือน ครัวเรือนละ 5,000 บาท และชดเชยพื้นที่เกษตรกร จากเดิมไร่ละ 600 บาท เพิ่มเป็น 2,222 บาทต่อไร่ การให้ความช่วยเหลือครั้งนี้ รัฐบาลจะไม่รอให้น้ำลด พื้นที่ใดสำรวจและสรุปเสร็จรัฐบาลพร้อมจ่ายให้ทันที ก่อนที่นายกฯ จะเดินทางต่อไปยังชุมชนหัวแหลม ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อ.พระนครศรีอยุธยา

วัน เดียวกัน นายภานุ แย้มศรี ผอ.ศูนย์อำนวยการบรรเทาสาธารณภัย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ในฐานะประธานการประชุมศูนย์สนับสนุนการอำนวยการและการบริหารสถาน การณ์อุทกภัย วาตภัย และดินโคลนถล่ม (ศอส.) รายงานว่า ยังคงมีอุทกภัยใน 12 จังหวัด ได้แก่ สุโขทัย, พิจิตร, พิษณุโลก, นครสวรรค์, พระ นครศรีอยุธยา, อ่างทอง, ชัยนาท, อุบลราชธานี, สิงห์บุรี, นครปฐม, สุพรรณบุรี และนนทบุรี มีผู้เสียชีวิต 69 ราย ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างมีปริมาณน้ำมาก และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น เนื่องจากน้ำเหนือเพิ่มมากขึ้น สูงขึ้นวันละ 10-15 ซ.ม. ต่อเนื่องไปจนถึงกลางเดือนก.ย. ขอเตือนประชา ชนริม 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมา บริเวณ จ.ชัยนาท, จ.สิงห์ บุรี, จ.อ่างทอง, จ.พระนครศรีอยุธยา และ จ.นนทบุรี เตรียมป้องกันภาวะน้ำล้นตลิ่ง เสริมแนวคันกั้นน้ำ พร้อมขนย้ายสิ่งของขึ้นที่สูง

ด้านนายวิทยา บุรณศิริ รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้การดูแลรักษาโรคทางกายและดูแล จิตใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมทุกจังหวัดอย่างต่อเนื่องทุกวัน วันละ 100-120 ทีม พบผู้ป่วยวันละ 1,000 ราย ร้อยละ 80 เป็นโรคน้ำกัดเท้า ยอดผู้ป่วยสะสมตลอดกว่า 1 เดือน รวม 79,328 ราย นอกจากนี้ ยังพบผู้ประสบภัยมีความเครียดสูง 531 ราย มีภาวะซึมเศร้า 1,380 ราย เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย 190 ราย นอกจากจะให้เจ้าหน้าที่ออกติดตามเยี่ยมให้กำลังใจอย่างใกล้ชิดแล้ว ยังมีบริการสายด่วน 1323 จำนวน 32 คู่สาย ให้บริการปรึกษาปัญหาทางจิตใจแก่ผู้ประสบภัยทุกจังหวัด โทร.ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายจตุรงค์ ปัญญาดิลก ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการกองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย สำนักนายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลเปิดบัญชี "กองทุนเงินช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณ ภัย สำนักนายกรัฐมนตรี" เป็นบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) บัญชีเลขที่ 067-0068950 โดยผู้บริจาคที่จะโอนเงินเข้าบัญชีกรุณานำใบนำฝากที่ได้รับจากธนาคาร พร้อมทั้งระบุชื่อ สกุล ที่อยู่ และหมายเลขโทรศัพท์ ส่งโทรสารให้กองคลัง สำนักงานปลัดสำนักนายกฯ หมายเลข 0-2282-5296 เพื่อจะออกใบเสร็จรับเงิน และผู้บริจาคสามารถนำไปหักเป็นค่าลดหย่อนภาษีเงินได้ต่อไป หรือสอบถามรายละเอียดได้ที่หมายเลข 0-2282-4130

ที่ศาลาว่าการกทม. นายสัญญา ชีนิมิตร ผอ.สำนักการระบายน้ำ กทม. กล่าวว่า ระดับน้ำขึ้นสูงสุดวัดได้เมื่อคืนวันที่ 7 ก.ย. ที่ปากคลองตลาดอยู่ที่ 1.42 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง กทม. สามารถรับปริมาณน้ำได้ 2,500-3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำดังกล่าวถือว่ามีจำนวนมากแล้ว ดังนั้น กทม.ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เนื่องจากปริมาณใกล้จะเต็มศักยภาพที่ กทม.รองรับได้แล้ว กทม.ยังต้องเฝ้าระวังน้ำท่วมเป็นพิเศษ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน เนื่องจากช่วงนี้มีปริมาณฝนตกมาก

ส่วนสถานการณ์ในจังหวัดต่างๆ นั้น ที่ จ.สุพรรณบุรี แม่น้ำท่าจีนในเขตเทศบาลเมืองสุพรรณบุรี ยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง ทะลักท่วมบ้านเรือนริมแม่น้ำแล้วกว่า 500 หลังคาเรือน เนื่อง จากแม่น้ำท่าจีนสูงกว่าถนนพระพันวษาในกลางเมือง ถึง 45 ซ.ม.แล้ว เขื่อนกั้นน้ำบางจุดเริ่มทรุด และมี 2 จุดที่เป็นอันตราย คือบริเวณเขื่อนริมน้ำยังสร้างไม่เสร็จ และถนนขุนช้าง ที่นำหินคลุกไปทำแนวกั้นน้ำ เพราะคาดว่าน้ำจะเพิ่มระดับอีก 20 ซ.ม. ขณะที่ อ.บางปลาม้า น้ำทะลักถึงกลางตลาดเก้าห้อง ตลอดเก่าแก่อายุกว่าร้อยปี น้ำอยู่ระดับหัวเข่า ต้องระดมสูบน้ำตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อบรรเทาปัญหาในเบื้องต้น

ด้าน จ.พระนครศรีอยุธยา น้ำเจ้าพระยาเพิ่มสูงอีก 15 ซ.ม. จนทะลักเข้าคลองต่างๆ ที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา และแม่น้ำน้อย ล่าสุดลามท่วมภายในโรงเรียนเทศบาลวัดแม่นางปลื้อ ต.หัวรอ อ.พระนครศรีอยุธยา น้ำสูงกว่า 30 ซ.ม. ทางเทศบาลนครพระนครศรีอยุธยา ต้องทำสะพานไม้ให้นักเรียนเดินขึ้นชั้นเรียนตามอาคารต่างๆ อีกทั้งห้องน้ำโรงเรียนก็ไม่สามารถใช้การได้แล้ว เหลือเพียงโรงอาหารที่น้ำยังเข้าไม่ถึง หากท่วมทางโรงเรียนจะปิดการเรียนการสอนทันที

นางพรทิพย์ แซ่โต้ว อายุ 45 ปี ชาวบ้านตลาดเก่า ต.ผักไห่ อ.ผักไห่ จ.พระนครศรีอยุธยา หนึ่งในผู้ประสบภัย กล่าวว่า น้ำท่วมบ้านกว่า 2 เมตร จนอาศัยอยู่ไม่ได้ และกำลังจะท่วมถึงชั้นที่ 2 อาจต้องไปกินนอนอยู่บนหลังคา ทุกวันนี้ต้องเข็นรถกล้วยแขกลุยน้ำกว่า 1 เมตร ออกไปขายที่ตลาดใหม่ อ.ผักไห่ หากไม่ไปก็ไม่มีเงินประทังชีวิต อยากให้กรมชลประทานเร่งเปิดประตูระบายน้ำสูงขึ้นอีก 50 ซ.ม. จะช่วยผ่อนคลายความเดือดร้อนของชาวบ้านอีก 5 ตำบล ฝั่งตะวันตก อ.ผักไห่ อีกทั้งขณะนี้น้ำดื่มไม่มี น้ำที่ท่วมขังเริ่มเน่า ขยะเกลื่อน ไม่มีส้วมขับถ่าย ต้องใส่ถุงพลาสติกแล้วโยนลงน้ำ

ที่ จ.อ่างทอง สถานการณ์ยังหนัก แม่น้ำเจ้าพระยาที่หน้าที่ว่าการอำเภอป่าโมก สูงกว่าตลิ่ง 1 เมตรกว่า เจ้าหน้าที่เทศบาลนำกระสอบทรายกั้นป้องกันน้ำไหลเข้าบ้านเรือน แต่กระแสน้ำใต้ดินแรงมาก จนทะลักขึ้นเหนือดินไหลเข้าท่วมที่ว่าการอำเภอป่าโมกหลังเก่า ถนนหน้าสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และท่วมบ้านเรือนอีกหลายหลัง นอกจากนี้ ชาวบ้านในพื้นที่ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก, ต.ศาลาแดง ต.มหาดไทย อ.เมืองอ่างทอง และ ต.ไผ่ดำพัฒนา อ.วิเศษชัย ชาญ ต่างเร่งเก็บเกี่ยวข้าวก่อนกำหนด เพื่อให้ทันก่อนที่น้ำระลอกใหม่จะมาถึง และล่าสุดมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมแล้ว 5 อำเภอ คือ อ.ป่าโมก 6 ตำบล, อ.เมือง 11 ตำบล, อ.ไชโย 7 ตำบล, อ.วิเศษชัยชาญ 5 ตำบล และ อ.โพธิ์ทอง 6 ตำบล

ขณะเดียวกัน จ.สิงห์บุรี ระดับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยายังคงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ส่งให้น้ำท่วมขยายวงกว้างมากขึ้น ลามถึงเขตเทศบาลเมืองสิงห์บุรี บริเวณบ้านบางแคใน น้ำไหลข้ามถนนมาอีกฝั่งแล้ว เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเสริมคันกั้นน้ำ ป้องกันไม่ให้น้ำไหลข้ามถนนใต้สะพานมาอีกฝั่งในตัวเมืองสิงห์บุรี ส่วนที่ อ.อินทร์บุรี น้ำเจ้าพระยาเอ่อล้นประตูระบายน้ำบางโฉมศรี หมู่ 3 ต.ชี้น้ำร้าย เข้าท่วมทุ่งนาในเขตหมู่ 5 และ 6 ต.ทองเอน กว่าหลายร้อยไร่ ชาวนาต้องเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำกันโกลาหล

ด้านกลุ่มราษฎรรักษ์ป่า ต.สะเอียบ อ.สอง จ.แพร่ กลุ่มเยาวชนตะกอนยม อบต.สะเอียบ กลุ่มอนุรักษ์ลุ่มน้ำสรอย จ.แพร่ เครือข่ายลุ่มน้ำภาคเหนือ คณะกรรมการชาวบ้านเพื่อฟื้นฟูชีวิต ชุมชนลุ่มน้ำมูน และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) ออกแถลงการณ์ปกป้องป่าสักทอง เพื่อรักษาแม่น้ำยม โดยระบุว่า จากสถาน การณ์แม่น้ำยมเอ่อล้นตลิ่ง ทำให้น้ำหลากเข้าสู่พื้นที่การเกษตร และที่อยู่อาศัยของชาวบ้าน จ.พิษณุโลก และจังหวัดใกล้เคียง ทำให้เกิดกระแสเรียกร้องให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้นอีกครั้ง โดยอาศัยสถานการณ์น้ำเป็นข้ออ้าง ซึ่งสถานการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นทุกปี ทั้งฤดูแล้ง และฤดูฝน ทั้งก่อนและหลังเลือกตั้ง และหลายครั้งเมื่อนักการเมืองหายใจเข้าออกเป็นต้องน้ำลายหกด้วยผลประโยชน์ ของไม้สักทองจำนวนมหาศาล ที่จะถูกตัดโค่นจากพื้นที่หากสร้างเขื่อนแก่ง เสือเต้น

แถลงการณ์ระบุต่อว่า ความอุดมสมบูรณ์ของป่าสักทอง สัตว์ป่า และสัตว์น้ำ กำลังถูกคุกคามจากความพยายามผลักดันให้สร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ด้วยข้ออ้างว่าจะชะลอ และแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่แม่น้ำยมตอนล่างได้ แนวคิดนี้ถูกทักท้วงและคัดค้านทั้งจากชาวบ้านในพื้นที่ นักสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ ถึงความเป็นไปได้จริงทั้งประโยชน์และผลกระทบที่จะตามมา จนนักสร้างเขื่อนต่างถอยร่น และเสนอแผนปฏิบัติการใหม่ด้วยการสร้างเขื่อนยมบนและยมล่าง เพื่อลดกระแสการต่อต้านลง ในขณะที่ผู้ที่เสนอให้สร้างเขื่อนยมบน ยมล่าง ยังไม่รู้ว่าจะสร้างบริเวณใด ผลกระทบจะมากน้อยเพียงใด เป็นเพียงการคิดโครงการในห้องแอร์ โดยไม่รู้ข้อเท็จจริงของพื้นที่ และไม่ให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมของประชาชนทั้งในพื้น ที่และในสังคม

จาก การตรวจสอบข้อมูลของชุมชน เขื่อนยมบนและเขื่อนยมล่างจะมีลักษณะแบบขั้นบันได คือน้ำจากเขื่อนยมล่างจะท่วมถึงท้ายเขื่อนยมบน ซึ่งบริเวณอ่างเก็บน้ำของเขื่อนก็จะท่วมป่าสักทอง และพื้นที่การเกษตรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ชุมชนชาวสะเอียบจะได้รับผลกระทบ ไม่ต่างอะไรกับการสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น ดังนั้น เขื่อนยมบนและล่างก็คือเขื่อนแก่งเสือเต้น เพียงแต่สร้างวาทกรรมใหม่ เพื่อคลายอารมณ์ของคนในสังคม พวกเรามีข้อเสนอเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืน สำหรับการบริหารจัดการลุ่มน้ำยมอย่างเป็นธรรม ดังนี้ 1.ให้อนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้มีความอุดมสมบูรณ์ ทั่วลุ่มน้ำยมทั้ง 11 จังหวัด 2.ให้จัดการลุ่มน้ำตามสภาพความต้องการของชุมชน และสอดคล้องกับความเป็นจริงในพื้นที่ โดยให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการ เช่น ทำอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กทั่วทั้งลุ่มน้ำยม ทั้ง 98 ตำบล และ 3.ให้จัดทำแก้มลิงในพื้นที่น้ำท่วม และลุ่มน้ำสาขาทั้ง 77 ลุ่มน้ำสาขาของลุ่มน้ำยม

ฝ่ายค้านดี-รัฐบาลดี


คอลัมน์ เหล็กใน


อะไรอยู่ในกรอบกติกาและมีประโยชน์ก็ต้องสนับสนุน

อย่างคณะรัฐบาลเงาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ตั้งขึ้นมาติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตัวจริง

นับจำนวนไล่เรียงมาตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เงาที่นั่งควบรมว.กลาโหมเงา

บวกกับรองนายกฯ เงา 4 คน รมต.สำนักนายกฯ เงา 3 คน รัฐมนตรีเงาครบทั้ง 19 กระทรวง ซึ่งมีทั้งรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยเงา

เบ็ดเสร็จรวม 29 ตำแหน่ง 35 คน


แถมครั้งนี้ยังมาแปลกเพราะมีการวางคนเป็นเลขาฯ และรองเลขาฯ ครม.เงา ยังไม่นับโฆษกและรองโฆษกรัฐบาลเงาอีกต่างหาก

เรียกว่าตั้งขึ้นมาประกบรัฐบาลจริงแบบตัวต่อตัว กระทรวงต่อกระทรวงกันเลยทีเดียว

หลังจากก่อนหน้านี้ในงานสัมมนาประชาธิปัตย์ มีผู้เสนอไอเดียให้สมาชิกพรรคที่สอบตกเลือกตั้งแต่ละพื้นที่ ทำหน้าที่เป็นส.ส.เงาด้วย

การ จัดวางทีมสแกนรัฐบาลทุกรูขุมขนนี้ สะท้อนว่าประชาธิปัตย์มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ฝ่ายค้านครั้งนี้ มาก เพื่อไม่ให้เสียชื่อฝ่ายค้านมืออาชีพ

และเป็นไปได้ว่าประชา ธิปัตย์เล็งเห็นจุดอ่อนของ "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" ที่เริ่มมีโผล่ให้เห็นหลายจุดทั้งที่เพิ่งเข้ามาทำงานไม่ถึง 1 เดือน

ไม่ ว่าค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรีหมื่นห้าที่รายละเอียดไม่เป็นไปตามที่หาเสียง การลดราคาน้ำมันเบนซินจนกระทบต่อแก๊สโซฮอล์

การตั้งคนเสื้อแดงเข้ามา กินตำแหน่งการเมืองจำนวนมาก การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่กำลังถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจมีวาระการเมือง เคลือบแฝง

การช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมที่ยังไม่เด็ดขาดฉับไวพอ

รวม ถึงประเด็นต่างๆ ที่โยงใยเข้ากับชื่อของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จริงบ้างไม่จริงบ้างแต่ก็เป็นประเด็น "เรียกแขก" ได้อย่างดี อย่างกรณีปัดฝุ่นฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษขึ้นมาใหม่ เป็นต้น

อย่างไร ก็ตามการตั้งครม.เงาขึ้นมา สิ่งที่ประชา ชนจะได้ประโยชน์ก็คือ จะเป็นการบีบบังคับให้รัฐมนตรีแต่ละคน ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามนอกลู่นอกทาง เนื่องจากรู้ตัวว่ามีคนจ้องตรวจสอบอยู่ทุกฝีก้าว

ตามสูตรที่ว่าประเทศจะมีรัฐบาลที่ดีได้ สิ่งสำคัญคือต้องมีฝ่ายค้านที่ดีเสียก่อน

"ถวิล"ร้องกพค.-ย้ายไม่เป็นธรรม


คอลัมน์ รายงานพิเศษ


หมาย เหตุ - นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงเปิดใจที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีครม.มีมติแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ฝ่ายข้าราชการประจำ โดยระบุจะยื่นเรื่องร้องเรียนขอความเป็นธรรมจากคณะกรรมการพิทักษ์ระบบ คุณธรรม (ก.พ.ค.) เมื่อวันที่ 7 ก.ย.



ผมรับราชการมา 30 กว่าปี ได้รับการอบรมสั่งสอนให้ซื่อสัตย์ต่อประเทศชาติและผลประโยชน์ประชาชน ฉะนั้นเลขาฯสมช.ทุกท่าน และสมช.ทำงานให้กับทุกรัฐบาล

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา หลายคนถามผมว่ารู้สึกถูกรังแกหรือไม่ ถูกการเมืองแทรกแซงหรือไม่ เสียใจหรือไม่ จะฟ้องศาลปกครองหรือไม่

ผม ก็เป็นปุถุชนธรรมดา ย่อมมีความรู้สึกทั้งเสียดาย เสียใจ สงสัย และไม่เข้าใจ แต่ไม่รู้สึกเสียดายกับตำแหน่งนี้ เพราะถือว่าวันหนึ่งก็ต้องพ้นตำแหน่งไปตามหลักเกณฑ์ราชการ

แต่ความสำคัญอยู่ที่ อยู่แล้วได้ทำประโยชน์ให้ชาติบ้านเมืองหรือไม่

ผม กำลังปรับโครงสร้างองค์กร พัฒนา การทำงานของสำนักงานและเจ้าหน้าที่ให้เป็นมืออาชีพมากขึ้น เสียดายโอกาสของผมไม่มีแล้ว แต่มั่นใจว่าเจ้าหน้าที่สมช.ทุกคนจะทำงานต่อจากนี้ได้เป็นอย่างดี

เจ้า หน้าที่สมช.ทุกคนเติบโตเป็นเลขาฯสมช.ได้ เพียงแต่ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับเขา ให้เกียรติ ให้ความหวัง เปิดโอกาสให้เขาเติบโตตามสายงานนี้ อย่าไปรังแก

สิ่งที่ผมเสียใจ คือ เลขาฯสมช. ควรเป็นตำแหน่งที่รัฐบาลใช้ประสานนโยบายงานด้านความมั่นคง ให้เกิดผลดีต่อความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศ

ตำแหน่งนี้ควรมี เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี แต่ที่ผ่านมากลับถูกใช้เป็นที่รองรับ แก้ไขปัญหาทางการเมือง เพื่อให้มีการแต่งตั้งตัวผบ.ตร.ตามที่ฝ่ายการเมืองต้องการ

ประการ ที่สอง ผมรับราชการในสมช.มา 30 กว่าปี ตั้งแต่เป็นข้าราชการชั้นผู้น้อย ทำงานด้วยความวิริยะอุตสาหะ ซื่อสัตย์สุจริต ไม่มีผลประโยชน์ใดๆ จนเติบโตมาถึงตำแหน่งสูงสุดขององค์กร

แต่สุดท้ายต้องพ้นตำแหน่ง หน้าที่นี้ไปด้วยเหตุผลที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ความสามารถเลย นายกฯ ก็พูดชัดเจนว่าผมไม่มีความผิดหรือบกพร่องแต่อย่างใด

อีกประการ คือ การดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเพื่อให้ผมพ้นตำแหน่ง จนมีมติครม.เมื่อวันที่ 6 ก.ย. ออกมาในลักษณะที่ฝ่ายการเมืองบางท่าน บางส่วนมีอคติ ลุแก่อำนาจ ท่วงทำนองเป็นไปอย่างเยาะเย้ยถากถางผม

แต่นายกฯในฐานะผู้บังคับบัญชา ไม่ได้ออกมาปกป้องหรือดูแล

อีก เรื่องที่ผมสงสัย ไม่เข้าใจ คือ ฝ่ายการเมืองบางท่านพูดทำนองว่าผมทำงานกับรัฐบาลที่แล้ว ทำงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ทำงานในศอฉ. เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วก็ไว้ใจไม่ได้ ความจริงควรทำหนังสือย้ายตัวเองตั้งแต่แรก

ยืนยันว่าผมไม่เคยทำงาน ให้พรรคการเมือง ไม่ว่าหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แต่ทำงานให้รัฐบาล ให้กับนายกฯ เพราะตำแหน่งขึ้นตรงกับนายกฯ

และที่มากกว่านั้น คือ ผมทำงานให้ชาติบ้านเมือง

กรณี ที่บอกให้ทำหนังสือย้ายตัวเองออกไปนั้น ผม เป็นข้าราชการประจำ มีระเบียบกฎหมายกำหนด ผมทำราชการเป็นอาชีพ พ้นตำแหน่งก็ต่อเมื่อเกษียณอายุราชการ 60 ปี

ผมมีที่มาที่ไป คือ สอบเข้ามาตามระบบคุณธรรม เลื่อนตำแหน่งแต่งตั้งตามระบบคุณธรรม และต้องพ้นตำแหน่งไปตามระบบราชการกำหนด ไม่มีหน้าที่ต้องขอย้ายตัวเองตามการเมือง

ท่านเข้ามาทุก 4 ปี บางท่านอยู่ 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี 2 ปี ถ้ายึดหลักอย่างนั้น ผมต้องย้ายตาม คงเวียนหัวแย่

ส่วนเรื่องทำงานในศอฉ.นั้น เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ได้กระเหี้ยนกระหือรือที่จะเข้าไปทำ แต่เป็นไปตามหน้าที่ ตามขอบเขตกฎหมายที่กำหนด

รวม ถึงเรื่องเข้าประชุมครม. ยืนยันได้ว่าถ้าเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติบ้านเมือง พวกข้าราชการมีความเป็นมืออาชีพอยู่เสมอ ดังนั้นไว้ใจผมได้

ตำแหน่ง ที่ผมถูกย้ายไปนั้น เหมาะสมหรือไม่ แม้เป็นระดับ 11 เป็นตำแหน่งนักบริหารระดับสูง ได้รับเงินเดือนค่าตอบแทน สิทธิประโยชน์เท่ากัน ดูเผินๆ เหมือนว่าผมไม่ได้เสียหาย

แต่ถ้าดูที่มาของการย้าย ถามว่าถูกต้องตามระบบคุณธรรมหรือไม่ ต้องให้คณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) พิจารณา

พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผบ.ตร. เคยเอ่ยว่าจะย้ายออกจากตำแหน่งผบ.ตร. ก็ต่อเมื่อได้ตำแหน่งที่เหมาะสม สมศักดิ์ศรี

เข้า ใจว่าตำแหน่งที่ถูกเสนอไปให้ท่าน คือ ตำแหน่งที่ผมถูกย้ายไปลงนั่นเอง และท่านไม่รับ มารับตำแหน่งเลขาฯสมช.เพราะสมศักดิ์ศรี แต่ตำแหน่งนั้นไม่สมศักดิ์ศรี

เมื่อพล.ต.อ.วิเชียรพิจารณาอย่างนั้นแล้ว ผมจะพิจารณาได้อย่างไรว่าเหมาะสมกับผม

ที่ ผมบอกว่าตำแหน่งผมจะต้องย้ายไปเทียบเท่าปลัดกระทรวงนั้น ไม่ได้หมายความว่าจะย้ายไปปลัดกระทรวงอื่นๆ ผมมีความเป็นสุภาพบุรุษพอว่า ถ้าเรื่องจะจบ ต้องจบที่ผม ไม่ไปแย่งหรือเบียดตำแหน่งต่างๆ ที่อื่นเป็นอันขาด

ผมทำงานด้านความมั่นคงมาชั่วชีวิตราชการ ไปทำงานที่อื่นได้อย่างไร ถ้าให้ไปกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็ต้องไปโกงภาษีอากรแน่นอน เพราะไม่ได้ศึกษามาทางด้านนั้น

พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2551 กำหนด ให้มี ก.พ.ค. เปิดโอกาสให้ข้าราชการที่ไม่ได้รับความเป็น ธรรม ไปร้องขอความเป็นธรรมจากก.พ.ค. ที่เป็นกรรมการอิสระได้

ท่านที่รังแกผมก็ต้องต่อสู้กับความเที่ยงแท้แน่นอนของกฎแห่งกรรมและกฎธรรมชาติ

ระบบ ราชการเรามีเกียรติภูมิ มีศักดิ์ศรี ถูกออกแบบ มาให้ทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง ฉะนั้นกรุณาใช้ระบบคุณธรรม ใช้เหตุและผล อย่าใช้อคติ ความรัก ความชังเข้ามาทำให้ตรงนี้เกิดการไขว้เขวไป

เพราะจะกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการทั่วประเทศ

ข้า ราชการระดับปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่าระดับ 11 นั้นจะมี ว.15 ออกมา ซึ่งครม.มีเหตุผลให้ชะลอไปก่อน เนื่องจากมีกลไกคัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ มาทำหน้าที่คณะกรรมการกลั่นกรอง

แต่ผมอยากให้รีบนำ ว.15 มาใช้ จึงขอร้องไปยังเลขา ธิการก.พ. จะเกิดประโยชน์กับข้าราชการประจำเป็นอย่างมาก

ว.15 คือ หลักเกณฑ์การแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า จะมีคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาและส่งชื่อให้รัฐมนตรี โดยรัฐมนตรีจะพิจารณาต่างจากตรงนั้นไม่ได้

เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้น

-ตำแหน่งเลขาฯสมช.เคยมีตำรวจหรือไม่

ที่ผ่านมาไม่เคยมี ส่วนพล.ต.อ.วิเชียรจะเป็นได้หรือไม่ ไม่ทราบ

กรณี ที่ผมออกมาเรียกร้อง ไม่ได้ต้องการเป็นไอดอลให้กับข้าราชการคนใด ไม่ต้องการเป็นแบบอย่างให้เกิดการต่อสู้ของข้าราชการประจำ เพียงแต่คิดจะรักษาเกียรติของตัวเองและข้าราชการให้ดีที่สุด

แต่ถ้า จะมีอานิสงส์ไปถึงเพื่อนข้าราชการคนอื่นก็เป็นเรื่องดี มั่นใจว่าจะได้รับความเป็นธรรม ผมไปร้องก.พ.ค.ก็ไม่จำเป็นต้องชนะ เพียงแต่ได้ต่อสู้เมื่อไม่ได้รับความเป็นธรรม ผลเป็นอย่างไรก็น้อมรับ

-พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ ทำความเข้าใจมั้ย

เกรงใจท่านเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาผมพยายามสงบสติอารมณ์ ไม่พูดอะไรตอบโต้เพราะให้เกียรติท่านที่กำกับ สั่ง และปฏิบัติราชการแทนนายกฯ

ท่าน มาพูดเรื่องต่างๆ กับผม โดยไม่ได้บังคับอะไร บอกว่าเป็นสิทธิส่วนตัว กราบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูง สัญญาว่าจะไม่ทำอะไรให้กระทบต่อเกียรติของท่าน

-รัฐบาลนี้ไม่พอใจการทำงานที่มีผู้เสียชีวิต 91 ศพ

ไม่ ทราบ แต่พวกเราไม่มีความสุขที่คนไทยต้องมาตายและบาดเจ็บ เราก็เสียใจ เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ตามสถานการณ์ที่เป็นอยู่ขณะนั้น โดยพินิจพิจารณาใคร่ครวญเป็นอย่างดี

ไม่มีความปรารถนาใดๆ ที่จะทำให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ขณะนี้กระบวนการยุติธรรมก็อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของรัฐบาลอยู่ แล้ว ไม่มีอะไรน่าห่วง

กรณีร้องเรียนก.พ.ค.นั้น ผมคงร้องว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการปฏิบัติงานของนายกฯ และ ครม.

"เติ้ง"อำ"มาร์ค" ไม่ยอมไปบึงฉวาก

"เติ้ง"อำ"มาร์ค" ไม่ยอมไปบึงฉวาก

คอลัมน์ ลับพอสมควร
กนกลักษณ์ ธนรักษ์กิตติโชติ รายงาน


เสธ.หนั่น เปิดบ้านสนาม บินน้ำ ฉลองครบรอบ 76 ปี ชื่นมื่น

ยืนเคียงคู่ เจ๊หวี-ฉวีวรรณ ขจรประศาสน์ ภรรยา ต้อนรับแขกเหรื่ออยู่ตรงหน้าประตูบ้าน

คนดังจากหลากหลายวงการทั้ง ข้าราชการ คนใกล้ชิด นัก การเมือง หอบกระเช้าของขวัญทยอยเข้าอวยพรไม่ขาด

รวมทั้งอดีตนายกฯ ต่างวัย "มาร์ค"อภิ สิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ "บิ๊กเติ้ง"บรรหาร ศิลปอาชา ที่เพิ่งมีข่าวตุ๊บป่องกันเมื่อไม่นานมานี้

เกือบ 3 โมงเช้า หัวหน้ามาร์ค ก็มาถึงงานพร้อม เสี่ยต่อ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน แม่บ้านปชป.

มอบกระเช้าอวยพร โอบกอดกันตามธรรมเนียมเสร็จสรรพก็ตรงเข้าห้องรับรอง ตามคำเชื้อเชิญของเจ้าภาพ

ไม่ถึง 5 นาที บิ๊กเติ้ง ก็ตามติดมาพร้อมกระเช้าดอกไม้ อวยพรกันไม่กี่คำก่อนปรี่ไปที่ห้องรับรองเช่นกัน

ปะหน้า หนุ่มมาร์ค กล่าวทักทายกันเสร็จ บิ๊กเติ้ง งัดมุขอำทันที

"ท่านอดีตนายกฯไม่รักผมแล้ว"

หนุ่มมาร์ค ตั้งตัวไม่ทัน ได้แต่อุทาน

"โธ่..ท่าน"

บิ๊กเติ้ง แย็บต่อ

"ชวนไปบึงฉวาก ก็ไม่ไป"

"ไม่หรอกท่าน" หนุ่มมาร์ค ออกตัว

อำเสร็จ บิ๊กเติ้งเปลี่ยนมาเล่นมุขปลอบใจ

"กายห่าง ใจอย่าห่างนะท่าน อนาคตยังอีกไกล เอาใจช่วย"

ไปเที่ยวบึงฉวากให้ได้เนี่ยนะ (อิอิ)
Sunday, August 28, 2011

เปิดคำพิพากษา 2คดีแรกเสื้อแดง ยิงฮ.-เผาศาลากลาง ทั้งยกฟ้อง-จำคุก

คอลัมน์ แฟ้มคดี


หลัง ผ่านเหตุ การณ์นองเลือดเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2553 มานานกว่า 1 ปี พร้อมผู้เสียชีวิต 91 ราย บาดเจ็บกว่า 2,000 คน และมีอีกนับร้อยที่ถูกจับกุมคุมขังโดยไม่ได้รับการประกันตัว

ส่วน หนึ่งเพราะอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล และอีกส่วนปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในยุครัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีส่วนโดยตรงกับเหตุการณ์ปราบปรามผู้ชุมนุมเสื้อแดง

อย่างไรก็ ตามเมื่อพรรคเพื่อไทยก้าวขึ้นมาเป็นรัฐบาล จึงเริ่มคืนความเป็นธรรมให้กลุ่มเสื้อแดงหรือนปช. โดยไม่ยื่นเรื่องคัดค้านการประกันตัว ประกอบกับการที่ศาลสืบพยานไปจำนวนมาก และเชื่อว่าผู้ต้องหาไม่เข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน

จึงเริ่มให้ประกันตัวผู้ต้องหาซึ่งส่วนใหญ่โดนคดีก่อการร้าย หรือฝ่าฝืนพ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน

เริ่มจากเสื้อแดงอุดรธานี ที่ส.ส.ใช้ตำแหน่งและเงินสดจำนวนหนึ่งยื่นประกันตัวออกมาชุดแรกรวม 22 คน

พร้อมกันนี้ก็ให้ส.ส.ในพื้นที่ซึ่งมีผู้ต้องหาถูกคุมขัง เดินเรื่องช่วยประกันตัวเป็นจังหวัดๆ ไป

ขณะ เดียวกันคดีเกี่ยวกับคนเสื้อแดงซึ่งศาลสืบพยานจนสามารถมีคำพิพากษาออกมาโดย มีอยู่ 2 คดีที่ได้รับความสนใจ และศาลชั้นต้นพิพากษาเสร็จสิ้นแล้ว

ยกฟ้องคดี 3 เสื้อแดงยิงฮ.

คดี ที่สังคมให้ความสนใจมากที่สุดคดีหนึ่งคือกรณีพนักงานสอบสวนจับกุม นางนฤมล หรือ จ๋า วรุณรุ่งโรจน์, นายสุรชัย หรือ ปลา นิลโสภา และ นายชาตรี หรือ หมู ศรีจินดา ผู้ชุมนุมเสื้อแดง โดยกล่าวหาว่ามีอาวุธสงครามไว้ในครอบครอง

และกล่าวหาว่าทั้งหมดร่วมกันใช้อาวุธสงครามยิงใส่เฮลิคอปเตอร์ของทหาร ระหว่างปฏิบัติการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

ทั้ง 3 คนถูกจับกุมและคุมขังมานานกว่า 1 ปี โดยนางนฤมลสารภาพในชั้นศาลสอบสวนครอบครองประทัดยักษ์ 1 อัน ส่วนนายสุรชัยรับว่าใช้ป้ายทะเบียนรถยนต์ปลอมขับเข้าไปในการชุมนุมเมื่อวัน ที่ 10 เมษายน บริเวณถนนราชดำเนิน ส่วนข้อหาอื่นๆ ให้การปฏิเสธ

กระทั่งวันที่ 25 สิงหาคม ศาลจังหวัดพระโขนง กรุงเทพฯ นัดอ่านคำพิพากษา มีบรรดากลุ่มแนวร่วม นปช.มาร่วมฟังแน่นห้องพิจารณา

ผู้ พิพากษาอ่านคำบรรยายฟ้องของพนักงานอัยการที่เป็นโจทก์โดยย่อว่า จำเลยทั้ง 3 ร่วมกันครอบครองอาวุธปืนอาก้า 5 กระบอก, อาวุธปืนเอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก, อาวุธปืนคาร์ไบน์ 1 กระบอก, ซองกระสุนปืน 17 อัน, ลูกระเบิดขว้างชนิดสังหาร 8 ลูก, ลูกระเบิดเอ็ม 79 จำนวน 4 นัด, ระเบิดแก๊สน้ำตา 3 ลูก, เครื่องกระสุนปืนขนาดต่างๆ 860 นัด, ระเบิดแสวงเครื่องประกอบเอง 10 ลูก, และขวดเครื่องดื่มชูกำลังบรรจุน้ำมันเบนซิน ประ กอบเป็นระเบิดเพลิง 102 ขวด นอกจากนี้ ในวันที่ 10 เม.ย.2553 จำเลยที่ 2 ปลอมและใช้แผ่นป้ายทะเบียนรถปลอม จำเลยให้การปฏิเสธ

ศาลพิเคราะห์ แล้วเห็นว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยประการแรกว่า จำเลยทั้ง 3 กระทำผิดฐานครอบครองอาวุธปืนตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าแม้เจ้าพนักงานชุดจับกุมจะปฏิบัติหน้าที่ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถาน การณ์ฉุกเฉิน และพบของกลางในบ้านที่เกิดเหตุก็ตาม แต่กลับไม่ปรากฏว่ามีข้อเท็จจริงเรื่องการจับกุมดังกล่าว รายงานกลับไปยังศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) อีกทั้งหมายคำสั่งค้นก็ไม่ได้ระบุรายละเอียดว่ายึดสิ่งของใด

พยานลอยๆ-ยังน่าสงสัย

นอก จากนี้ขณะตรวจค้นมีการถ่ายภาพปืนกลเล็กที่นำไปซ่อนไว้ในถุงกอล์ฟ กว่า 20 ภาพแต่กลับไม่มีภาพดังกล่าวส่งให้แก่พนักงานสอบสวน และไม่มีถุงกอล์ฟ หรือถุงดำ ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในพยานของกลาง จึงเป็นเหตุให้สงสัยว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ไม่นำส่งหลักฐานดังกล่าวให้พนักงาน สอบสวน อันเป็นข้อพิรุธถึงการสอบสวนของพยานโจทก์

คำพิพากษาระบุต่อ ว่า มีประเด็นต้องวินิจฉัยอีกประการว่า จำเลยที่ 2 ปลอมและใช้เอกสารราชการปลอมหรือไม่ ในทางนำสืบโจทก์ไม่มีประจักษ์พยานว่า จำเลยที่ 2 ปลอมทะเบียนรถ และใช้รถคันดังกล่าวในวันที่ 10 เม.ย.2553 จึงฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 กระทำผิดตามฟ้อง

ส่วนที่โจทก์มีพยานอ้าง ว่าเห็นจำเลยทั้ง 3 ใช้อาวุธสงครามยิงใส่เฮลิคอปเตอร์ของเจ้าหน้าที่ในระหว่างการชุมนุมของ นปช.นั้น แต่โจทก์กลับไม่มีหลักฐานว่าจำเลยทั้ง 3 ครอบครองปืนตามฟ้องหรือไม่อย่างไร จึงพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้ง 3

ใน ท้ายของคำพิพากษายังระบุด้วยว่า ทั้งนี้ 1 ในองค์คณะผู้พิพากษามีความเห็นแย้ง เนื่องจากในชั้นสอบสวน จำเลยที่ 1 รับเป็นเจ้าของประทัดขนาดใหญ่ ขณะที่จำเลยที่ 2 รับว่ากระทำผิดฐานใช้เอกสารปลอม แต่เนื่องจากความเห็นของผู้พิพากษาเสียงข้างน้อยเป็นผลร้ายแก่จำเลย จึงต้องยอมตามผู้พิพากษาเสียงข้างมาก จึงขอถือให้เป็นความเห็นแย้ง โดยให้ขังจำเลยทั้ง 3 ไว้ในระหว่างฝ่ายโจทก์อุทธรณ์

ทันทีที่ศาลมี คำพิพากษา บรรดากลุ่มแนวร่วม นปช.ที่มาร่วมฟังพากันตะโกนโห่ร้องด้วยความดีใจ ขณะที่จำเลยทั้ง 3 ต่างยิ้มแย้มดีใจ และเมื่อคณะผู้พิพากษาลงจากบัลลังก์แล้ว กลุ่มคนเสื้อแดงกรูเข้าไปสวมกอดจำเลย และมีหลายคนร้องไห้ด้วยความดีใจ

ขณะเดียวกันกลุ่ม นปช.ประสานไปยังแกนนำเพื่อให้ช่วยประกันตัวจำเลย เพื่อออกมาสู้คดีในชั้นอุทธรณ์ในกรณีที่อัยการยื่นเรื่องเข้าไป

ศาลอุบลฯตัดสินคดีแรก

ก่อน คดีที่ศาลพระโขนงจะนัดตัดสิน คดีเกี่ยวกับกลุ่มเสื้อแดงคดีแรกที่มีคำพิพากษาออกมาคือคดีที่ จ.อุบลราชธานี เป็นคดีเกี่ยวกับก่อการร้ายและเผาศาลากลางจังหวัดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ตำรวจและทหารจับกุมผู้ต้องหาก่อนส่งฟ้องเป็นจำเลยรวม 21 คน

ศาลอุบลราชธานีมีคำพิพากษาคดีนี้เมื่อวันที่ 24 สิงหาคมที่ผ่านมา และเพราะเป็นคดีแรกที่มีการตัดสินทำให้กลุ่มเสื้อแดงในพื้นที่และจังหวัด ใกล้เคียง รวมทั้งแกนนำเดินทางมาร่วมฟังจำนวนมาก

ศาลจึงสั่งติดตั้ง ทีวีวงจรปิดถ่ายทอดการอ่านคำพิพากษา ภายในเต็นท์ให้สมาชิกคนเสื้อแดงราว 200 คน นั่งฟังการอ่านคำพิพากษาบริเวณข้างบันไดทางขึ้นศาล

ผู้พิพากษา ขึ้นบัลลังก์อ่านคำบรรยายฟ้องโจทก์ต่อความผิดของจำเลยทั้ง 21 คน ฐานความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย และความผิดต่อเจ้าพนักงานในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยร่วมกันฝ่าฝืนพ.ร.ก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน บุกรุกสถานที่ราชการ ร่วมกันทำลายทรัพย์สิน และวางเพลิงเผาอาคารศาลากลาง โดยใช้เวลาอ่านคำพิพากษานานราว 3 ชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น

ก่อนมีคำ พิพากษาลงโทษจำคุกตลอดชีวิตมี 4 ราย คือ น.ส.ปัทมา มูลมิล, นายธีรวัฒน์ สัจสุวรรณ, นายสนอง เกตุสุวรรณ และนายสมศักดิ์ ประสานทรัพย์ จำเลยคดีเผาศาลากลาง แต่ทั้งหมดให้การเป็นประโยชน์กับรูปคดี จึงลดโทษเหลือจำคุก 33 ปี กับ 4 เดือน

จำเลยที่ต้องโทษจำคุก 3 ปี แต่ลดโทษเหลือ 2 ปี มี 4 ราย ประกอบด้วย นายประดิษฐ์ บุญสุข, นายลิขิต สุทธิพันธ์, นายไชยา ดีแสง, นายพิสิทธิ์ บุตรอำคา

ส่วนให้ลงโทษจำคุก 1 ปี แต่ลดเหลือ 8 เดือน มี 3 ราย คือ นายอุบล แสนทวีสุข, นายสุพจน์ ดวงงาม และ นางอรอนงค์ บรรพชาติ

และ จำเลย 1 รายลงโทษจำคุก 1 ปี คือนายพิเชษฐ์ ทาบุดดา ที่ถูกฟ้องคดีก่อการร้ายแต่ศาลเห็นว่าพฤติกรรมนายพิเชษฐ์ไม่เข้าข่ายเป็นผู้ ก่อการร้าย แต่กระทำผิดฐานโฆษณาออกอากาศชักชวนให้มีการชุมนุมและการกระทำความผิดเท่า นั้น

จำเลยที่เหลืออีก 9 คน ศาลยกฟ้องเพราะพยานหลักฐานไม่เพียงพอ เนื่องจากอัยการมีหลักฐานเพียงภาพถ่ายของจำเลยที่อยู่ร่วมการชุมนุม แต่ไม่ได้แสดงพยานหลักฐานว่าร่วมก่อเหตุรุนแรง

ตัดสินปล่อยตัว-ขังต่อ

หลัง อ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้นศาลให้ปล่อยตัวจำเลยที่ยกฟ้อง และจำเลยที่ถูกตัดสินจำคุก 8 เดือน-1 ปีทันที เนื่องจากถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีเกินโทษที่ได้รับแล้ว

มีเพียง นายพิเชษฐ์ที่แม้ศาลจะปล่อยตัวแต่ก็ถูกพนักงานสอบสวนในคดีเผาเรือที่ชุมชน ราชธานีอโศก เผายางรถยนต์ที่หน้ากองบิน 21 และเผายางที่สะพานเสรีประชาธิปไตย ได้ขออายัดตัวไว้ดำเนินคดีต่อทันที

วัน เดียวกันญาติจำเลย และส.ส.เพื่อไทย ยื่นเรื่องขอประกันตัวจำเลยออกมาเกือบทั้งหมด ยกเว้นเพียง 4 รายที่ต้องโทษสถานหนัก ศาลยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว

แม้ตอนนี้ยังมี อีกหลายคดีที่ค้างคาอยู่ แต่ก็เป็นนิมิตหมายอันดีที่จำเลยจำนวนมากที่ถูกขังลืมมานานกว่า 1 ปี เริ่มทยอยได้รับอิสรภาพเพื่อออกมาต่อสู้คดี และบางคดีศาลก็ตัดสินปล่อยตัวหรือลงโทษตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ

แต่มี คำถามไปถึงรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ และกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบว่าผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูญเสีย 91 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 2,000 ราย สมควรที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมลักษณะเดียวกันหรือไม่

รวม ทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองที่ถูกดำเนินคดีข้อหาใกล้เคียงกับกลุ่มเสื้อแดง แถมก่อเหตุมาก่อนหน้านานหลายปี ความยุติธรรมควรจะมีมาตรฐานเดียวกันหรือไม่!??

ใช้สื่อเป็นเหยื่อ วางกับดักล่อ"ปู"


การแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภาที่เสร็จสิ้นลง

คือ หลักประกันว่าจากนี้ไปรัฐบาลภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ หญิงคนแรกของไทย ที่ล่าสุดนิตยสารฟอร์บส�ของต่างประเทศ จัดให้อยู่อันดับที่ 59 จาก 100 อันดับสตรีผู้ทรงอิทธิพลในโลก

จะก้าวเข้าสู่โหมดการทำ งานเต็มตัว ตามปรัชญาสร้างสุข สลายทุกข์ และไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข โดยมุ่งผลลัพธ์ที่จะส่งมอบนโยบายถึงมือประชาชน มากกว่ามุ่งตีความตามลายลักษณ์อักษร

อย่างไรก็ตามจากบรรยากาศประชุม รัฐสภาเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 23-25 ส.ค.ที่ผ่านมา พอจะเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นกันเนิ่นๆ ว่า

เส้นทางการบริหารประเทศของรัฐ บาลยิ่งลักษณ์ ไม่ได�โรยด้วยกลีบกุหลาบแน่นอน เพราะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้านด้วยกัน

สิ่งแรกเลยก็คือการต้องปฏิบัติตามนโยบายที่แถลงไว้ทั้ง 2 ส่วน แยกเป็นนโยบายเร่งด่วนปีแรก กับนโยบายที่จะดำเนินการภายใน 4 ปี

สำหรับนโยบายเร่งด่วน ส่วนใหญ่คือนโยบายที่พรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงในการเลือกตั้งที่ผ่านมา จนได้รับชัยชนะถล่มทลาย

ทั้ง เรื่องค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท แจกแท็บเล็ตพีซีให้เด็กนักเรียน รับจำนำข้าว แก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างความปรองดอง ปราบยาเสพติด แก้ปัญหาไฟใต้ ฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ฯลฯ เป็นต้น

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ส่วนใหญ่เป็นรัฐมนตรี "มือใหม่หัดขับ" ยังต้องเผชิญกับการตรวจสอบชนิดเข้มข้นพิเศษ จากฝ่ายค้าน "มือโปร" อย่างพรรคประชาธิปัตย์อีกด้วย

นอกจากจะตรวจสอบในส่วนของ "เนื้อ" นโยบายตามที่รัฐบาลแถลง กระทั่งในส่วนที่เป็น "น้ำ" ฝ่ายค้านพรรคประชาธิปัตย์ก็ไม่ละเว้น

ทั้งหลายทั้งปวงเพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลเพื่อไทยบิดพลิ้วสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

พยายามโยนภาพลักษณ์ "ดีแต่พูด" กลับคืนไปให้นายกฯ ยิ่งลักษณ์และรัฐบาล

ความปั่นป่วนวุ่นวายในสภาระหว่างการแถลงนโยบายรัฐบาล

ยังเป็นตัวบ่งชี้ว่าลีลาชั้นเชิงการอภิปรายในสภา รัฐบาลเพื่อไทยยังเป็นรองขุนพลฝ่ายค้านอยู่หลายช่วงตัว

ขนาด มาดเข้มๆ ของท่านประธาน "ขุนค้อน" ก็ยังคุมเกมไม่อยู่ ทั้งยังก่อความผิดพลาดทำให้ถูกฝ่ายค้านโจมตีว�าทำหน้าที่ไม่เป็นกลาง เสียศูนย์ไปพอสมควร

ในส่วนของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ซึ่งถูกจับตาจากหลายฝ่ายว่าการแถลงนโยบายนี้ จะเป็นบททดสอบแรกในการพิสูจน์ภาวะความเป็นผู้นำ

เท่า ที่ภาพปรากฏออกมาก็คือนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ถนัดในการใช้คำพูดตอบโต้พรรคฝ่ายค้านแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน ทำให้ภาระหน้าที่นี้ตกเป็นของร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ

ตรงจุดนี้เองทำให้บรรดากองเชียร์เป็นห่วงเป็นใยนายกฯ หญิงมาดนุ่มนิ่ม

จะ รับมือพรรคฝ่ายค้านที่แน่นขนัดไปด้วยบรรดาขุนพลปากตะไกรได้ขนาดไหน ในอนาคตหากมีการยื่นกระทู้ถามสดในสภา ไปจนถึงการยื่นญัตติเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับเหตุการณ์ "นอกสภา" มีหลายคนตั้งข้อสังเกตกว้างๆ ของการเมืองขณะนี้ ว่าเริ่มมีความเคลื่อนไหวก่อรูปเป็นขบวนการเตะสกัดรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ไม่ให้ทำงานได้สะดวก

เนื่องจากเกรงว่าหากรัฐบาลที่ได้รับเสียงสนับ สนุนจากประชาชนเกือบ 16 ล้านเสียง สามารถเดินหน้านโยบายต่างๆ ได้ตามที่ประกาศไว้ ก็จะเป็นการตอกตะปูปิดฝาโลงฝ่ายตรงข้ามโดยปริยาย เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในยุครัฐบาลทักษิณ

แต่ถึงหวั่นไหวขนาดไหน ฝ่ายต่อต้านทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ไม่สามารถพึ่งพาบริการกองทัพเพื่อแก้ไขความอับจนทางการเมืองของตนเองได้อีก เหมือนเมื่อปี 2549 เพราะประชาชนไม่ยอมรับ

ดังนั้น จึงต้องเปลี่ยนไปหาหน่วยสนับสนุนอื่นมาเป็นเครื่องมือจัดการกับรัฐบาลยิ่ง ลักษณ์ โดยประสานเข้ากับเกมยุบพรรคเพื่อไทยที่ได้ยื่นเรื่องต่อ กกต. ไว้แล้ว

ทั้งกรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ ว่าด้วยการช่วยเหลือทักษิณบินเข้าประเทศญี่ปุ่น

และ กรณี "อีเมล์ซื้อสื่อ" ที่คณะกรรมการผู้ตรวจสอบ และสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กำลังถูกตั้งคำถามถึงขั้นตอนกระบวนการตรวจสอบว่า ได้กระทำตามหลักเหตุผล ข้อกฎหมาย และจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพโดยแท้จริง

หรือเป็นเพียงเครื่อง มือให้กับบางพรรคการเมืองใช้ทำลายศัตรูคู่อาฆาต เหมือนอย่างที่กรรมการสภาการหนัง สือพิมพ์ฯ บางคนยังอดทักท้วงในประเด็นนี้ไม่ได้

ตามข้อกล่าวหาว่าพรรคเพื่อไทยมีการบริหารจัดการสื่ออย่างเป็นระบบในช่วงรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง

ในทางกลับกันฝ่ายตรงข้ามมีการประสานกำลัง ในการขุดรากถอนโคนพรรคเพื่อไทย อย่างกว้างขวางและเป็นระบบมากยิ่งกว่า

หาก มองย้อนกลับไปก็จะเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ การปฏิวัติรัฐประหารปี 2549 การยุบพรรค การพลิกขั้วการ เมือง การปล่อยข่าวดิสเครดิตต่างๆ นานา

รวมถึงกรณีการสอบ "อีเมล์ซื้อสื่อ" ในปัจจุบัน ที่มีการแตกประเด็นกล่าวหาออกไปเป็นเรื่องความเอนเอียงทางการเมือง หลังจากสอบแล้วไม่พบพยานหลักฐานยืนยัน ว่าพรรคเพื่อไทยจ่ายสินบนให้กับสื่อหนังสือพิมพ์ที่ถูกกล่าวหาจริง

ไม่ ว่าจะบังเอิญหรือเจตนาก็ตาม แต่ทุกอย่างสอดรับเป็นปี่เป็นขลุ่ยกับขบวนการยื่นยุบพรรคเพื่อไทย ที่ดำเนินการโดยนักการเมืองพรรคประชาธิปัตย์

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้การค้นหาเบื้องหลัง ความจริงในขบวนการต่อต้านรัฐบาลเพื่อไทยจะทำได้ไม่ยาก

แต่การจัดการกับปัญหาเครือข่ายโยงใยเหล่านี้ รัฐบาลเองก็จำต้องดำเนินการด้วย ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

ไม่เช่นนั้นต่อให้รัฐบาลหลุดรอดจากข้อหา "ซื้อสื่อ" ไปได้ แต่ก็อาจหลงเข้าไปติดกับข้อหา "คุกคามสื่อ" แทน

อย่างที่มีขบวนการวาง "กับดัก" เรื่องนี้รอไว้อยู่แล้ว


หน้า 3
 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.