Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts
Showing posts with label เศรษฐกิจ. Show all posts
Thursday, September 8, 2011

ธีระชัยฉะแบงก์เฉพาะกิจปล่อยกู้มั่ว เสี่ยงเกิดหนี้เสีย-เตรียมผุดกฎเหล็กล้อมคอก




นาย ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยว่า ไม่เกินปลายปีนี้จะออกนโยบายกระทรวงการคลัง เพื่อให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐปฏิบัติตาม เพราะจากผลการศึกษาของธนาคารโลกที่รัฐบาลชุดที่แล้วให้ดำเนินการ พบว่ามีธนาคารเฉพาะกิจของรัฐหลายแห่งที่ทำธุรกิจเกินกว่าวัตถุประสงค์เดิม ที่ตั้งไว้ และหลายแห่งเข้ามาทำธุรกิจคล้ายกับธนาคารพาณิชย์ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ที่ไปแก้ไขกฎหมายในการปล่อยสินเชื่อ จนสามารถปล่อยกู้ให้กับธุรกิจอาหารถึง 300 ล้านบาท ถือว่าผิดวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ว่าจะดูแลเกษตรกร ส่วนธนาคารออมสินมีวัตถุประสงค์การดำเนินการเพื่อลูกค้ารายย่อย แต่ตอนนี้ได้เน้นการดำเนินธุรกิจกับลูกค้าที่เป็นนิติบุคคล

ทั้งนี้ การดำเนินการดังกล่าวถือว่าเสี่ยงต่อการเกิดหนี้เสีย และจะเป็นภาระของรัฐในการตั้งงบประมาณมาดูแล ซึ่งทางธนาคารโลกได้แนะนำว่าธนาคารเฉพาะกิจของรัฐไม่ควรมาทำธุรกิจแข่งกับ ธนาคารพาณิชย์ และควรบีบให้ธนาคารเหล่านี้เข้าสู่เป้าหมายหลักของธนาคาร หากเกิดการขาดทุนจากการดำเนินตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ให้รัฐบาลตั้งงบ ประมาณมาชดเชย ดีกว่าไปหมกไว้และมาเป็นภาระของรัฐภายหลัง

นายธีระชัย กล่าวว่า เตรียมจะหารือกับธนาคารโลกอีกครั้งเพื่อออกเป็นแผนปฏิบัติการให้ธนาคารเฉพาะ กิจของรัฐดำเนินการ โดยจะมีการจัดระเบียบให้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเข้มแข็งและน่าเชื่อถือขึ้น แม้ว่าธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะมีพ.ร.บ.ของตัวเองแล้ว แต่ต้องปฏิบัติตามนโยบายที่กระทรวงการคลังจะออกมา หากไม่ทำตามจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนคณะกรรมการบริหารของธนาคารเป็นชุดใหม่แทน

"ที่ ผ่านมาธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยเป็นห่วงในเรื่องนี้ แต่ไม่มีอำนาจไปสั่งการได้ ขอให้กระทรวงการคลังช่วยเตือน แต่เมื่อเตือนไปมักจะมีข้อถกเถียงตามมาเสมอ บางครั้งแนวนโยบายของกระทรวงการคลังไม่ชัด อาทิ ต้องการให้มีกำไรเพื่อส่งเงินเข้ารัฐเพิ่มขึ้น จึงทำให้ต้องดิ้นไปทำธุรกิจอื่นๆ เพิ่มขึ้น" นายธีระชัยกล่าว

ดัง นั้น ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องเบรกการปล่อยสินเชื่อรายใหม่ที่ไม่เกี่ยวข้องกับ วัตถุประสงค์ของธนาคารลง ส่วนรายที่ปล่อยไปแล้วไม่เป็นไร นอกจากนี้ ต้องจัดทำมาตรฐานบัญชีที่เป็นสากล มีการกันสำรองในสินทรัพย์ที่มีปัญหาอย่างครบถ้วน จ้างผู้ตรวจสอบบัญชีจากภายนอกที่อยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลัก ทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในการจัดทำงบการเงินที่เป็นมาตรฐานสากล และต้องเปิดเผยงบการเงินต่อสาธารณะ พร้อมกันนี้ต้องจ้างบริษัทในการจัดอันดับเรตติ้งขององค์กร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อกระทรวงการคลังในการกำกับดูแล

นายธีระชัยกล่าว ด้วยว่า เตรียมนำเสนอเรื่องการจัดตั้งกองทุนสาธารณูปโภค (อินฟราสตรักเจอร์ฟันด์) เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้า
Sunday, August 28, 2011

เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผ่าไส้ค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


การ แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาผ่านไปเรียบร้อย จากนี้ไปคงเป็นช่วงเวลาที่ต้องพิสูจน์ฝีมือของรัฐบาล ว่า จะรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ต่อประชาชนทั้งประเทศกว่า 63 ล้านคน อย่างที่ประกาศไว้เมื่อช่วงหาเสียงเลือกตั้งได้หรือไม่

โดยเฉพาะเรื่องการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท และผู้จบปริญญาตรีได้เงินเดือน 15,000 บาท

เพราะแรงกดดันให้รัฐบาลดำเนินการพร้อมกันทั่วประเทศในวันที่ 1 ม.ค.55 เริ่มแรงขึ้นทุกที

ขณะ ที่มีเสียงวิจารณ์ว่ารัฐบาลบิดพลิ้วเปลี่ยนคำว่า "ค่าจ้าง" เป็น "รายได้" ซึ่งรายได้หมายรวมถึง ค่าโอที ค่าสวัสดิ การต่างๆ รวมแล้ววันละ 300 บาท ในที่สุดจะมีข้อสรุปออกมาอย่างไร ยังไม่มีความชัดเจน

แต่ในมุมมอง ของ นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ นักเศรษฐศาสตร์อิสระ ได้ผนวกข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ (สสช.) เกี่ยวกับค่าจ้างขั้นต่ำของแรง งานไทยไว้อย่างน่าสนใจว่า ความจำเป็นที่ไทยต้องปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำนั้นมีอยู่อย่างมาก เพราะย้อนหลังไป 10 ปีที่ผ่านมา ค่าจ้างขั้นต่ำโตแค่ 2-3% เท่ากับระดับเดียวกับเงินเฟ้อเท่านั้น

แต่คำถามคือ จะทำอย่างไรให้ค่าจ้างขึ้นด้วยวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ตลาดแรงงานไทย มีลักษณะเฉพาะที่สื่อว่า นโยบายการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ อาจไม่ได้ช่วยคนในจำนวนมากอย่างที่คิด

เนื่องจากโครงสร้างแรงงานไทย ทั่วประเทศมีจำนวน 38 ล้านคน (อายุ 35-60 ปี) ในจำนวนนี้มี 21 ล้านคน ที่ประกอบอาชีพอิสระ เช่น ชาวนา พ่อค้า แม่ค้า คนขับแท็กซี่ ซึ่งเป็นกลุ่มแรงงานที่ไม่ได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ

ส่วนที่เหลืออีก 17 ล้านคน เป็นลูกจ้างที่รับค่าจ้างขั้นต่ำที่จะได้รับประโยชน์จากนโยบายปรับขึ้นค่า จ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท สะท้อนว่าคนที่ได้รับประโยชน์มีจำนวนน้อยกว่าครึ่งของแรงงานทั้งประเทศ

ถ้า ถามว่าผลจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น คือ ในที่สุดผู้ประกอบการรายย่อยก็จะแบกรับต้นทุนลำบาก จนกิจการอาจไปไม่รอด และปิดตัวลงในที่สุด ทำให้แรงงานส่วนหนึ่งใน 17 ล้านคน ต้องตกงาน และดิ้นรนให้ตัวเองออกไปอยู่ในพวกที่ประกอบอาชีพอิสระ 21 ล้านคนมากขึ้น

จาก ข้อมูลของ สสช. เกี่ยวกับตลาดแรงงานล่าสุดเมื่อปี"53 พบว่า ลูกจ้างในประเทศไทยที่มีรายได้ต่ำกว่าวันละ 300 บาท มี 11.5 ล้านคน (โดยสำรวจจากรายได้ที่เป็นเงินเดือน ที่คำนวณจากวันทำงานเฉลี่ยเดือนละ 26 วัน คูณ 300 บาท) มีรายได้เดือนละ 7,800 บาท ดังนั้น หากรัฐบาลจะทำนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำวันละ 300 บาททันทีทั่วประเทศ ถือว่าครอบคลุมแรงงานจำนวนมาก

ทั้งนี้ ในแรงงาน 11.5 ล้านคน มี 10.5 ล้านคน เป็นลูกจ้างในภาคเอกชน โดยส่วนใหญ่อยู่ในบริษัทที่มีการจ้างแรงงานน้อยกว่า 10 คน เช่น สาขาก่อสร้าง เฟอร์นิเจอร์ สิ่งทอ/เสื้อผ้า และอาหาร ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเล็กตามจังหวัดหัวเมืองใหญ่ ที่คงแบกภาระไม่ไหวในที่สุด ก็ต้องเลิกจ้าง แทนที่แรงงานจะได้ประโยชน์ แต่คงตายกันหมด เพราะกิจการไปไม่รอดอีก

ส่วนที่เหลือ 1 ล้านคน เป็นลูกจ้างอยู่ในหน่วยงานราชการ ซึ่งหากรัฐบาลจะนำร่องก็ถือเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่ได้ประโยชน์

ขณะ ที่ บริษัทรายใหญ่ที่มีกำลังก็สามารถปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทได้ ลูกจ้างก็ได้ประโยชน์ แต่ในภาพรวมบริษัทที่อยู่ในจังหวัดใหญ่ๆ ไม่ได้มีค่าจ้างต่ำที่สุด แต่ทว่าบริษัทที่ให้ค่าจ้างต่ำสุดเป็นบริษัทขนาดเล็ก

นอกจากนี้ จากสถิติยังพบว่า ค่าจ้างในประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำจริงๆ โดยค่าจ้างเฉลี่ยของแรงงานที่จบระดับชั้นมัธยมต้นอยู่ที่เดือนละ 6,100 บาท จบมัธยมปลายเฉลี่ยอยู่ที่เดือนละ 7,800 บาท และใน 76 จังหวัด (ข้อมูล ณ ปี"53) มี 53 จังหวัด มีค่าจ้างขั้นต่ำต่ำกว่า 300 บาท

ขณะเดียวกัน ยังมีข้อมูลว่าค่าจ้างขั้นต่ำตามกฎหมายใน จ.ภูเก็ต สูงสุด 221 บาท แต่ไม่ได้เป็นที่ค่าจ้างเฉลี่ยแท้จริงสูงสุด กลับกลายเป็นค่าจ้างที่กรุงเทพฯ นนทบุรี และนครราชสีมา มีค่าจ้างเฉลี่ยสูงสุด อีกทั้งจำนวนคนที่ได้ค่าจ้างขั้นต่ำมีน้อยมากแค่ 40,000 กว่าคน

นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า หากรัฐบาลเริ่มปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ในกทม. ก่อน ผลที่ได้รับไม่น่าเยอะ เพราะค่าจ้างเฉลี่ยใน กทม. ตอนนี้สูงว่ากว่าจ้างขั้นต่ำอยู่แล้ว ฟังดูดี แต่การที่ค่าจ้างเฉลี่ยสูงกว่า ไม่ได้หมายความว่าไม่มีจำนวนคนที่ได้ค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างเฉลี่ย ซึ่งในความเป็นจริงยังมีจำนวนคนอีกมากที่ได้ค่าจ้างต่ำกว่าค่าจ้างเฉลี่ย เพราะค่าจ้างเฉลี่ยในกรุงเทพฯ สูงกว่าเดือนละ 7,800 บาท แต่ก็ยังมีคนในกรุงเทพฯ อีก 8 แสนกว่าคน ที่มีรายได้ต่ำกว่า 7,800 บาทต่อเดือน

"ยังไม่เห็นมีใครเอาข้อมูลที่แท้จริงมาพูด งงเหมือนกันว่า คนพูดเรื่อง 300 บาทกันหมด แต่ไม่มีใครพูดตัวเลขแรงงานแบบนี้ แถมได้ยินตัวเลขที่กระทรวงการคลังพูดว่ามีลูกจ้างที่จะได้ค่าจ้างขั้นต่ำวัน ละ 300 บาท จำนวน 5 ล้านคน ผมว่าไม่ใช่ ซึ่งเมื่อมีข้อมูลนี้แล้ว รัฐบาลก็ไปตีความเอาเอง ถ้าพยายามทำจริง ผลจะแรงมาก และผลที่หวังจะไปช่วยคนที่มีรายได้ต่ำสุด อาจจะไม่ได้ เพราะคนที่อยู่บริษัทขนาดเล็กจะรับไม่ได้" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

แต่หากถามว่า รัฐบาลจะทำได้เต็มที่หรือไม่ ส่วนตัวคิดว่าทำไม่ได้ ยิ่งถ้าบอกว่า นโยบายนี้เป็นมาตรการสมัครใจ ไม่บังคับภาคเอกชน จะนำร่องราชการและรัฐวิสาหกิจก่อน ผลกระทบก็คงมีไม่มาก



ส่วน นโยบายให้เงินเดือนคนจบปริญญาตรี 15,000 บาท นายเศรษฐพุฒิ กล่าวว่า พบข้อมูลปัจจุบันมีคนจบปริญญาตรีและสูงกว่าปริญญาตรี ที่ได้รับเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท อยู่ในจำนวนแรงงาน 17 ล้านคน ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาครัฐ โดยเฉพาะสาขาครู เป็นต้น

"ถ้าถามผม มองว่า 15,000 บาทต่อเดือน ไม่ได้น่าเป็นห่วง เพราะจำนวนคนไม่มาก และส่วนมากอยู่ในภาครัฐก็เป็นเรื่องที่รัฐต้องจัดการ ส่วนที่อยู่ในภาคเอกชนก็เป็นในบริษัทเอกชนรายใหญ่ รับได้อยู่แล้ว แต่โครงสร้างรายได้ราชการจะป่วน เพราะต้องขยับเงินเดือนพร้อมกันทุกระดับ"

เพราะ ฉะนั้น ในที่สุดแล้ว ประโยชน์ที่ได้จริง ไม่ได้ดูที่ค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบันเป็นอย่างไร ต้องเทียบค่าจ้างเฉลี่ยปัจจุบัน ว่าเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ รวมทั้งค่าจ้างขั้นต่ำของไทยที่ปรับขึ้นน้อยมาก โดยเฉพาะเทียบกับประสิทธิภาพ แต่ประสิทธิภาพก็ไม่ได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่บ๊วยก็รองบ๊วย

"ส่วนตัวเห็นว่าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวัน ละ 300 บาท ทำไปก็ได้ แต่ถ้าถามผมจากตัวเลข 300 บาท มองว่ามันแรงเกินไป แต่ก็ควรมีการขึ้นที่สำคัญต้องควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิ ภาพ ไม่เช่นนั้นค่าจ้างก็ไม่ขึ้นอย่างยั่งยืน มันอาจจะต้องขึ้นและก็หยุดลง ซึ่งโดยหลักการค่าจ้างจะขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ประสิทธิภาพการผลิตมีมากขึ้น และแรงงานผลิตสินค้าได้มากขึ้น" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว



ที่ สำคัญ ประเทศไทยยังขาดการลงทุนที่จะสนับสนุนการผลิตและการจ้างงาน โดยการลงทุนของไทยถือว่าฐานต่ำมาก เห็นได้จากมูลค่าการลงทุนแท้ จริงของไทยทั้งภาครัฐและเอกชนรวมกันปัจจุบันมีแค่ 70% ของเมื่อปี"39 ที่การลง ทุนของไทยสูงสุดก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง

โดยเฉพาะไทยยังเป็น ประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียที่ระดับมูลค่าการลงทุนต่ำกว่าช่วงก่อนวิกฤต ขณะที่การลงทุนของประเทศอื่นตีตื้นกลับมาเกือบเท่ากับ ระดับเดิม หรือบางประเทศก็ขยายตัวกว่า 100% หมดแล้ว

แต่หากรัฐบาลมีแนวคิดจะ ปรับค่าจ้างขึ้นแบบขั้นบันได ก็น่าจะดีกว่าขึ้นทันทีพร้อมกันทั่วประเทศ และอย่าให้ค่าจ้างอยู่ในระดับเท่ากันทั่วประเทศ ต้องพิจารณาจากค่าครองชีพ และค่าจ้างเฉลี่ยแต่ละจังหวัดว่าเป็นเท่าไหร่เป็นหลัก

ปัญหาใหญ่ที่ จะมาอีก คือ ถ้าการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ครอบคลุมแรงงานต่างด้าว จะเกิดปัญ หาแรงงานต่างด้าวทะลักเข้ามาในไทยอีกจำนวนมาก

ทั้งหมดนี้จึงเป็นเรื่องให้รัฐบาลต้องขบคิด

คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบสัปดาห์


กนง.เสียงแตกขึ้นดอกเบี้ย

นาย ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วย ผู้ว่าการ สายนโย บายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรม การนโยบายการเงิน (กนง.) เมื่อวันที่ 24 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติ 5 ต่อ 2 ให้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% จาก 3.25% เป็น 3.5% เนื่องจากยังมีแรงกดดันจากอัตราเงินเฟ้อจากอุปสงค์ในประเทศที่เติบโตดี และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ ส่งผลให้การคาดการณ์เงินเฟ้อของประชาชนเร่งตัวขึ้น ซึ่งเป็นความเสี่ยงต่อภาวะเศรษฐกิจในระยะต่อไป โดยหลังจากปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยแท้จริงติดลบ อยู่ที่ 0.35% จากเดิมติดลบ 0.6%



สศช.หั่นเป้าจีดีพีเหลือ 4%

นาย อาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิ การคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า สศช.ได้ปรับประ มาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐ กิจไทย (จีดีพี) ปีི ลดลงเหลือ 3.5-4% จากประมาณการเดิมอยู่ที่ 3.5-4.5% ส่วนการคาดการณ์อัตราเงินเฟ้อได้ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 3.6-4% จาก 3-3.8% โดยมีปัจจัยเสี่ยงจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรป และราคาน้ำมันมีแนวโน้มผันผวน รวมไปถึงนโยบายปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ส่งผลให้เงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้น ที่สำคัญความล่าช้าของการใช้จ่ายงบประมาณปี ཱི ส่งผลให้การลงทุนภาครัฐขยายตัวต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้



ไอซีทีลุยขยายเน็ตเร็วสูง

น.อ.อนุ ดิษฐ์ นาครทรรพ รมว.เทคโน โลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) เปิดเผยว่า ภารกิจที่สำคัญของกระทรวงไอซีทีตามแผนแม่บทไอซีที ฉบับที่ 3 คือ การกระจายการใช้งานอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์) ทั้งแบบผ่านสายและไร้สายให้ครอบคลุมมากกว่า 80% ของประชากรทั้งประเทศให้ได้ในปี ྲྀ ซึ่งจะสอดรับกับโครงการแท็บเล็ตฟรีให้กับเด็ก ป.1 ของพรรคเพื่อไทย ส่วนรูปแบบการกระจายอินเตอร์เน็ตจะมีทั้งการให้หน่วยงานรัฐอย่างทีโอที และ กสท โทรคมนาคม ดำเนินการ และการเปิดให้เอกชนเข้า มาช่วยในบางส่วน เช่น การใช้อินเตอร์เน็ตไร้สายผ่านดาว เทียมไอพีสตาร์ ของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เป็นต้น เพื่อให้การใช้งานเข้าถึงได้เร็วและมีราคาถูก



จ่อเก็บภาษีดีเซลก.ย.นี้

นาย พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยว่า รัฐบาลจะพิจารณาปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล จากที่ผ่านมารัฐบาลชุดก่อนได้ลดการจัดเก็บลงประมาณ 5 บาทต่อลิตร เบื้องต้นคาดว่าจะขึ้นภาษีในช่วงสิ้นปีི แต่ขณะนี้สถานการณ์ราคาน้ำมันลดลงอย่างมาก และหากยังทรงตัวอยู่ในระดับนี้จนถึงสิ้นเดือนก.ย.นี้ ซึ่งหมดระยะเวลาลดภาษี ก็อาจจะต้องจัด เก็บเพิ่มขึ้น โดยจะทยอยปรับขึ้นแบบขั้นบันได เพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบมากเกินไป ส่วนจะเก็บเท่าไหร่ยังบอกไม่ได้ เพราะยังไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันตลาดโลกในขณะนั้นด้วย แต่สุดท้ายจะต้องปรับภาษีเข้าสู่อัตราเดิม เพราะมองว่ารายได้จากภาษีสรรพสามิตน้ำมันมีความสำคัญสำหรับการใช้พัฒนา ประเทศ



เท 8 พันล.ซับน้ำตาน้ำท่วม

นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.วันที่ 25 ส.ค.เห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ดำเนินการช่วยเหลือ ชดเชยความเสียหายให้เกษตรกรที่ได้ รับผลกระทบจาก ภัยพิบัติน้ำท่วมในอัตรา 55% ของต้นทุนที่แท้จริง โดยในหลักการจะเร่งชดเชยให้ถึงมือเกษตรกรในทันที กรอบวงเงินเบื้องต้นประมาณ 8 พันล้านบาท ช่วยเหลือเกษตรกรครอบคลุมพื้นที่ 3 ล้านไร่ ในภาคอีสานและภาคกลางตอนล่าง พร้อมทั้งให้ประสานกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำภาพถ่ายทางอากาศมาวิเคราะห์ผลกระทบที่เกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ

คอลัมน์ ชีพจรเอสเอ็มอี



-วัน ที่ 31 ส.ค. เวลา 08.30-16.30 น. สถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบัน ระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา และกรมควบคุมมลพิษ ขอเชิญฟังการสัมมนา หัวข้อ "จับตาแนวโน้มกระแสสีเขียวสู่ทิศทางการบริหารองค์กร อย่างยั่งยืน" ที่ห้องเจ้าพระยา บอลรูม โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ถนนรัชดาภิเษก สำรองที่นั่งโทร.0-2619-5500 ต่อ 404, 405 (กุลทิชา, รุ่งอรุณ) หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่ www.ftpi.or.th

-วันที่ 1 ก.ย.-15 ต.ค. กรมส่งเสริมการส่งออก เชิญผู้สนใจเข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตร "เทคนิคการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ" รุ่น 4 ผ่านระบบ e-Learning สะดวก ประหยัดเวลา ไม่ต้องเดินทาง มาที่กรมส่งเสริมการส่งออก ค่าสมัครท่านละ 400 บาท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http:// lms.depthai.go.th/web_new/webdep/index.html

-วันที่ 2-4 ก.ย. สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จัดงาน "สัปดาห์ประกันภัย" ประจำปี 2554 ที่อาคารชาเลนเจอร์ 2-3 อิมแพ็ค เมืองทองธานี เป็นการรวมตัวของอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศที่เกี่ยวเนื่องกับการประกันภัย ผู้ที่สนใจเข้าร่วมแสดงงานติดต่อได้ที่เบอร์โทร. 0-2515-3911 หรือดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ www.oic.or.th

-มูลนิธิการแพทย์แผน ไทย ร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จัดกิจกรรมในโครงการสนับสนุนผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมด้าน การตลาด ในงานแสดงสินค้า นวัตกรรมด้านการยาและสุขภาพ "Pharmed & Healthcare Vietnam 2011" ระหว่างวันที่ 21-24 ก.ย. ที่ศูนย์แสดงสินค้า International Exhibi tion & Convention Center (TBECC) ที่นครโฮจิมินห์ ประเทศเวียดนาม สนใจกิจกรรมดังกล่าว สอบถามโทร.1301 แฟ็กซ์ 0-2273-8850
Saturday, August 27, 2011

ทั้ง"ดีเซล-เบนซิน" "ลด"วันนี้! ถูกลงลิตรละ3-8บาท

งดเก็บ"กองทุนน้ำมัน" สั่งปรับลงค่าโดยสาร ขสมก.-บขส.-เรือเมล์ ทองขยับบาทละ1,050



แห่ซื้อ - บรรยา กาศร้านทองย่านเยาว ราชคึกคัก ประชาชนแห่เลือกซื้อทองรูปพรรณเพื่อเก็งกำไร หลังราคาดีดขึ้นมาอีกบาทละ 1,050 บาท ส่งผลให้ราคาทองอยู่ที่บาทละ 25,900 บาท เมื่อ 26 ส.ค.
ลด ราคาน้ำมันทันทีมีผลเช้าวันนี้ เบนซิน 95 ลด 8 บาท เบนซิน 91 ลด 7 บาท ส่วนดีเซลลดลง 3 บาท หลัง "ยิ่งลักษณ์" ประชุมกพช.ชะลอเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันทุกประเภท คมนาคมเด้งรับสั่งรถเมล์-บขส.-เรือลดค่าโดยสารด้วย ด้านผู้ประกอบการน้ำมันห่วงกระทบแก๊สโซฮอล์เนื่องจากราคาเบนซินปรับลดลงมา ใกล้เคียงกัน ส่วนราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้น 1,050 บาท

"ปู"เรียกประชุมลดราคาน้ำมัน

เมื่อ เวลา 13.00 น. วันที่ 26 ส.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยมีวาระสำคัญคือการพิจารณาชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

จาก นั้นเวลา 14.50 น. น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิด เผยภายหลังการประชุม ว่า ได้ให้นโยบายต่อที่ประชุมว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาไว้ ในเรื่องการชะลอการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่ในรายละเอียดจะดำเนินการอย่างไรนั้น ได้มอบให้คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ไปพิจารณาว่าจะลดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันสำหรับเบนซิน 95 เบนซิน 91 และดีเซลในอัตราเท่าใด รวมทั้งให้ดูปัญหาและผลกระทบโดยรวมที่จะมีต่อน้ำมันแก๊สโซฮอล์และให้นำมา เสนอต่อไปด้วย

ภายหลังการประชุม กพช.เสร็จสิ้น นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ได้เรียกประชุม กบง. ในทันที โดยใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

ลดทันทีวันนี้"8-3 บ."-เว้นโซฮอล์

จาก นั้นนายพิชัยแถลงว่า ที่ประชุมมีมติตามที่ กพช.อนุมัติให้ลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเป็นการชั่วคราว จากน้ำมัน 3 ประเภท คือ เบนซิน 95 ที่จัดเก็บอยู่ที่ 7.50 บาทต่อลิตร รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 8.02 บาทต่อลิตร, เบนซิน 91 จัดเก็บอยู่ที่ 6.70 บาทต่อลิตร รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 7.17 บาทต่อลิตร และน้ำมันดีเซล จัดเก็บอยู่ที่ 2.80 บาทต่อลิตร รวมภาษีมูลค่าเพิ่มเป็น 3 บาทต่อลิตร ซึ่งการปรับลดการจัดเก็บเงินดังกล่าวจะส่งผลให้ราคาหน้าสถานีบริการน้ำมัน ปรับลดลงทันที ในวันที่ 27 ส.ค. หลังเวลา 06.00 น.

ราคาน้ำมัน เบนซิน 95 อยู่ที่ 39.32 บาทต่อลิตร น้ำมันเบนซิน 91 อยู่ที่ 34.77 บาทต่อ ลิตร และดีเซล อยู่ที่ 26.99 บาทต่อลิตร โดยไม่กำหนดระยะเวลาในการใช้มาตรการนี้ และจะพิจารณาความเหมาะสมอีกครั้งว่าจะกลับมาจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน แต่มีกำหนดว่าจะใช้มาตรการนี้ไม่เกิน 1 ปี

"การลดการจัดเก็บเงินดัง กล่าวจะทำให้รายได้ของกองทุนน้ำมันหายไป 6,160 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากน้ำมันเบนซิน 1,530 ล้านบาท น้ำมันดีเซล 4,629 ล้านบาท แต่เนื่องจากกองทุน มีรายได้จากส่วนอื่นด้วย จึงทำให้รายได้กองทุนจะหายไปจากการลดราคาน้ำมันครั้งนี้เพียง 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ กองทุนน้ำมันได้เตรียมเงินไว้สำหรับการชดเชยน้ำมันที่คงค้างในสถานีบริการ ประมาณ 3,000 ล้านบาท"นายพิชัยกล่าว

เตรียมตรึงดีเซลไม่ให้เกิน 30 บ.

นาย พิชัยกล่าวถึงการกำหนดเพดานน้ำมันดีเซลว่า มีการกำหนดเพดานราคาน้ำมันดีเซลให้ไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร จนถึงเดือนก.ย.นี้ จึงสั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ไปพิจารณาว่า หากราคาสูงขึ้นจะเกินกว่า 30 บาทต่อลิตร ต้องไปดูความเหมาะสมอีกครั้งหนึ่งว่าจะคงเพดานเดิมหรือไม่ หรือจะหามาตรการอื่นมาตรึงไม่ให้ราคาดีเซลสูงขึ้น

"ฐานะกองทุนน้ำมัน ที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้สามารถที่จะใช้ไปได้ถึงสิ้นปีนี้ โดยที่ไม่ต้องกู้เงิน แต่คาดว่าจะเริ่มใช้เงินกู้ในกรอบวงเงิน 20,000 ล้านบาท ในเดือนม.ค.ปีหน้า โดยคาดว่าวงเงินกู้ 20,000 ล้านบาทจะใช้ดูแลราคาน้ำมันประมาณ 6 เดือน"นายพิชัยกล่าว

ส่วนผล กระทบกับการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ นายพิชัยกล่าวว่า คงต้องติดตามว่า การลดราคาน้ำมันเบนซินลงครั้งนี้จะมีผลต่อการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ลดลงอย่าง ไร โดยขอรอดู 1-2 สัปดาห์ก่อน แต่อยากให้ประชาชนใช้แก๊สโซฮอล์ต่อไป เพราะมาตรการดังกล่าวรัฐบาลต้องการช่วยกลุ่มเกษตรกรเป็นอันดับแรก โดยระหว่างนี้ยังไม่มีมาตรการอะไร ขอรอดูข้อมูลที่แท้จริงก่อน ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้ไว้แล้ว

รม ว.พลังงานกล่าวอีกว่า หลังราคาน้ำมันลดลงแล้วหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเข้าไปดูต้นทุนสินค้าและ บริการที่ลดลง และจะต้องปรับลดราคาตามความเป็นจริง โดยขณะนี้กระทรวงคมนาคมจะเข้าไปดูต้นทุนด้านขนส่ง ขณะที่กระทรวงพาณิชย์จะเข้าไปตรวจสอบราคาสินค้าว่าจะลดลงได้อย่างไร

"การ ลดราคาน้ำมันเบนซินลงจะช่วยให้ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์กว่า 10 ล้านคันลดรายจ่ายลงได้ 20% และรถยนต์เก่าที่ใช้แก๊สโซฮอล์ไม่ได้อีก 1 ล้านคัน ขณะที่ดีเซลช่วยลดรายจ่ายได้อีก 7 ล้านคัน การดำเนินการครั้งนี้ทำได้อย่างรวดเร็ว เพื่อตั้งใจให้เห็นภาพของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ที่ทำตาม นโยบายที่หาเสียงไว้โดยเร็วที่สุด" นายพิชัยกล่าว

ราคาลงมาใกล้เคียงแก๊สโซฮอล์

รายงาน ข่าวเปิดเผยว่า สำหรับการตรวจสต๊อกน้ำมันที่คงค้างอยู่ในสถานีบริการ จะปล่อยคารา วานเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบสต๊อกน้ำมันตามสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ซึ่งมีประมาณ 17,000 สถานีบริการ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. ของวันที่ 26 ส.ค. จนถึง 06.00 น. ของวันที่ 27 ส.ค. ก่อนที่จะมีการจ่ายเงินชดเชยให้กับสถานีบริการน้ำมัน และผู้ค้าน้ำมัน โดยนายพิชัยจะเป็นประธานปล่อยคาราวานด้วย ที่กระทรวงพลังงาน ถ.วิภาวดีรังสิต ในเวลา 22.00 น.ด้วย

รายงานข่าวระบุว่า สถานะกองทุนน้ำมันขณะนี้มีเงินสดประมาณ 15,613 ล้านบาท มีหนี้สิน 14,617 ล้านบาท ทำให้เหลือเงินสดสุทธิ 808 ล้านบาท ส่วนเงินไหลเข้าปัจจุบันอยู่ที่เดือนละ 7,346 ล้านบาท มีเงินไหลออก 4,604 ล้านบาท กองทุนมีฐานะเป็นบวกเดือนละ 2,742 ล้านบาท โดยกองทุนน้ำมันฯ จะดูแลราคาน้ำมันได้จนถึงเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งในเวลานั้นอาจจะต้องมีการพิจารณากู้เงินหรือออกพันธบัตร

ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า การลดราคาน้ำมันเบนซินลงมาครั้งนี้ทำให้มีราคาขายปลีกใกล้เคียงกับแก๊สโซ ฮอล์ ซึ่งราคาขายปลีกแก๊สโซฮอล์ 95 ปัจจุบันอยู่ที่ลิตรละ 37.04 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ลิตรละ 34.54 บาท/ลิตร โดยหลายฝ่ายห่วงว่า จะทำให้นโยบายที่สนับสนุนสินค้าเกษตรที่นำมาผลิตเป็นพืชน้ำมันได้มีผลกระทบ เช่น อ้อย มันสำปะหลัง ที่นำมาผลิตเป็นแก๊สโซฮอล์

ปตท.แนะรีบเช็กสต๊อกน้ำมัน

ด้าน นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.พร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายทันที แต่เห็นว่าควรเช็ก สต๊อกน้ำมันคงค้างก่อนและหลังมาตรการมีผล เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย รวมทั้งเชื่อว่าแนวทางรักษาส่วนต่างราคาระหว่างเบนซินกับแก๊สโซฮอล์ ไม่ว่าจะเป็นการใช้เงินจากกองทุนน้ำมัน หรือการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันจะไม่กระทบต่อฐานะกองทุนน้ำมันเพราะเป็นมาตร การระยะสั้นเท่านั้น หากรัฐบาลยังคงต้องการตรึงราคาเอ็นจีวีให้อยู่ที่ระดับ 8.50 บาทต่อกิโลกรัมต่อไป จำเป็นต้องมีมาตรการเสริมมาสนับสนุน เพราะในช่วงปลายปีนี้ สถานีบริการเอ็นจีวีของ ปตท. จะขยายเป็น 500 แห่งทั่วประเทศ และจะมีการใช้มากขึ้นกว่า 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน หากไม่มีมาตรการรองรับ จะทำให้ปตท.ต้องแบกรับภาระขาดทุนมากขึ้น

นาย สรัญ รังคสิริ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลุ่มธุรกิจน้ำมัน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มราคาน้ำมันในตลาดโลกสัปดาห์หน้า มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ขณะที่ค่าการตลาดน้ำมันทั้งเบนซินและดีเซลเฉลี่ยอยู่ในระดับต่ำกว่า 1 บาทต่อลิตร จึงมีโอกาสที่ปตท. อาจพิจารณาปรับขึ้นราคาน้ำมันอีก 40-50 สตางค์ต่อลิตร แต่จะต้องรอให้การปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันมีความชัดเจนก่อน

บางจากหวั่นกระทบโซฮอล์

ด้าน นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการ ผู้จัดการใหญ่ บริษัทบางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หนักใจมากกับนโยบายลดกองทุนน้ำมันของรัฐบาล ที่จะกระทบต่อยอดขายแก๊ซโซฮอล์ที่ต้องลดลงแน่นอน โดยบางจากมีปั๊มน้ำมันที่ไม่ได้ขายน้ำมันเบนซิน 600 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นปั๊มของดีลเลอร์เกือบทั้งหมด บางจากต้องหามาตรการเฉพาะหน้าเพื่อช่วยเหลือดีลเลอร์เหล่านี้ให้อยู่ได้ก่อน โดยในสัปดาห์หน้าบางจากจะเตรียมออกมาตรการทางการตลาดมากระตุ้นยอดขายแก๊สโซ ฮอล์ น่าจะรวมถึงบริษัทน้ำมันอื่นๆ ที่ไม่มีการขายเบนซินในปั๊มด้วย

นายอนุสรณ์ กล่าวว่า หากยอดขายแก๊สโซฮอล์ลดลงจะส่งผลกระทบไปถึงแผนการซื้อ เอทานอลในช่วงไตรมาส 4 ที่จะต้องลดลง จะกระทบต่อผู้ผลิตเอทานอล นโยบายที่ออกมาในครั้งนี้คงจะเห็นผลกระทบชัดเจนในวันเสาร์-อาทิตย์นี้ที่คน ใช้แก๊สโซฮอล์จะแห่ไปเติมเบนซินแทนแก๊สโซฮอล์ เพราะมีราคาต่างกันไม่มาก ทั้งที่ปกติราคาเบนซินควรแพงกว่าแก๊สโซฮอล์ 2.50 บาท/ลิตร จึงจะจูงใจให้ใช้ รู้สึกเสียดายกับการส่งเสริมแก๊สโซฮอล์ที่ทำมากว่า 10 ปี และสามารถสร้างความมั่นใจในการใช้มากขึ้น มองว่า หากคนหันไปใช้เบนซินอีกครั้ง การจะกลับมาใช้แก๊สโซฮอล์คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก

เชลล์แนะไม่ควรใช้เกิน 3 เดือน

นาง พิศวรรณ อัชนะพรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เชลล์แห่งประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า นโยบายยกเว้นการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันในส่วนของเบนซิน 95 เบนซิน 91 และดีเซลนั้น จะส่งผลกระทบต่อยอดขายน้ำมันแก๊สโซฮอล์แน่นอน ดังนั้น มาตรการนี้จึงไม่ควรใช้เกิน 3 เดือน ซึ่งรัฐบาลควรให้ความสำคัญกับผู้ใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์บ้าง เพราะที่ผ่านมาก็มีนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนมาตลอด ซึ่งเชลล์ขายแก๊สโซฮอล์มา 5 ปีแล้ว และปัจจุบันคิดจากการใช้น้ำมันแก๊สโซฮอล์ก็มีสัดส่วนสูงถึง 70% ของกลุ่มผู้ใช้เบนซิน ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูง ดังนั้น รัฐบาลควรให้การดูแลผู้ใช้กลุ่มใหญ่นี้ด้วย

นางพิศวรรณกล่าวต่อว่า การลดราคาน้ำมันเฉพาะเบนซินจะทำให้มีการนำเข้าน้ำมันมากขึ้น ไม่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ให้ลดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ อยากให้รัฐบาลทบทวนว่าจะยังคงนโยบายส่งเสริมการใช้แก๊สโซฮอล์ต่อหรือไม่ เพื่อให้เอกชนได้มีเวลาปรับตัวได้ทัน

คมนาคมรับลูกลดค่าโดยสาร

วัน เดียวกัน พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.คมนาคม กล่าวว่า หลังจากกพช.มีมติปรับลดการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ทำให้ดีเซลปรับลดลงลิตรละ 3 บาท ตนได้สั่งการให้หน่วยงานที่อยู่ในความดูแล ไปดำเนินการปรับลดอัตราค่าโดยสารลงทันทีตามขั้นตอน ได้แก่ รถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และรถโดยสารประจำทางของบริษัทขนส่ง จำกัด (บขส.) ส่วนรถร่วมเอกชนของ ขสมก. และ บขส. ส่วนค่าโดยสารเรือซึ่งเป็นผู้ประกอบการ เอกชน คงจะต้องหารือและขอความร่วมมือต่อไป

"สั่งการไว้แล้วว่าเรื่องค่า โดยสารรถเมล์ของ ขสมก.และรถ บขส. มีกรอบกติกาตกลงกันไว้อย่างไรให้ยึดตามนั้น ยิ่งเป็นหน่วยงานของเราเอง ต้องปรับลดลงโดยเร็วที่สุด แต่ต้องไปดูขั้นตอนดำเนินว่าจะต้องทำอย่างไร แต่ได้สั่งให้ทำทันที" พล.อ.อ.สุกำพล กล่าว

ลดราคาหมดรถเมล์-บขส.-เรือ

นาย สุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ราคาน้ำมันดีเซลที่ปรับลดลงลิตรละ 3 บาท อยู่ในเงื่อนไขที่ต้องปรับลดค่าโดยสารลง ซึ่งในการประชุมหารือ เพื่อรับมอบนโยบายการทำงานในวันจันทร์ที่ 29 ส.ค. จะนัดหารือเรื่องนี้เป็นการเร่งด่วน แต่ต้องไปดูในกรอบเงื่อนไขตารางขั้นบันไดในการปรับลดหรือเพิ่มค่าโดยสาร หากจะต้องปรับคงต้องดำเนินการทันที

นายถวัลย์รัฐ อ่อนศิระ อธิบดีกรมเจ้าท่า กล่าวว่า ได้แจ้งไปยังผู้ประกอบการเรือทุกประเภท คือ เรือด่วนเจ้าพระยา เรือคลองแสนแสบ และเรือข้ามฟากเพื่อให้ปรับลดราคาลง ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขที่ผู้ประกอบการได้ตกลงกับคณะกรรม การเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับเรือเดินประจำทางที่ระบุว่า หากราคาน้ำมันดีเซลต่ำกว่าลิตรละ 29 บาท ผู้ประกอบการจะต้องปรับลดราคาลงทันที ซึ่งผู้ประกอบการเรือคลองแสนแสบได้ตอบตกลงที่จะปรับลดราคาลงทันที ส่วนผู้ประกอบการเรือด่วนเจ้าพระยา และเรือข้ามฟาก ขอไปพิจารณา และจะกลับมาหารืออีกครั้งในสัปดาห์หน้า เนื่อง จากระบุว่า ต้นทุนการบริหารต่างๆ เริ่มเปลี่ยนไป เช่น ค่าแรง ค่าอะไหล่ ไม่ใช่มีเฉพาะราคาน้ำมันเท่านั้น ซึ่งกรมได้ยืนยันว่า จะต้องปรับลดราคาลง

เผยรถเมล์ขสมก.ลดได้ 1 บาท

นายโอภาส เพชรมุณี ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า อัตราค่าโดยสารของ ขสมก.ในปัจจุบันคิดบนฐานราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 24 บาท ต่ำกว่าค่าโดยสารของรถร่วมบริการ ขสมก. ซึ่งจัดเก็บค่าโดยสารบนฐานราคาน้ำมันที่ลิตรละ 27 บาท เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้นไม่อนุมัติให้ ขสมก.ขึ้นค่าโดยสาร ทั้งนี้ในหลักการเมื่อราคาน้ำมันดีเซลปรับลดลงลิตรละ 3 บาท อัตราค่าโดยสารก็ต้องปรับลดลงอย่างน้อย 1 บาท แต่ขสมก.จะต้องนำเสนอแนวทางการปรับอัตราค่าโดยสารผ่านไปยังคณะกรรมการขนส่ง ทางบกกลาง และรมว.คมนาคมก่อน

นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร กรรมการผู้จัดการ บขส. กล่าวว่า บขส.เป็นหน่วยงานแรกที่จะนำ ร่องในการปรับลดอัตราค่าโดยสาร เพื่อให้สอด คล้องกับนโยบายปรับลดราคาน้ำมันดีเซลของรัฐบาล โดยขณะนี้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ไปคำนวณอัตราค่าโดยสารใหม่ทั้งหมด คาดว่าจะสามารถประกาศและบังคับใช้อัตราค่าโดยสารใหม่ ได้ในวันที่ 29 ส.ค.นี้

ธปท.ห่วงราคาทองผันผวน

ส่วนความเคลื่อนไหว ราคาทองคำนั้น นาย จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า วันเดียวกันนี้ นางผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เชิญตัวแทนสมาชิกสมาคมกว่า 10 ราย มาหารือถึงการบริหารความเสี่ยงและมาตรการรองรับสถานการณ์ราคาทองคำที่ผันผวน มาก ซึ่งสมาคมยืนยันว่าร้านค้าทองคำ รวมถึงผู้นำเข้าและส่งออกทองคำรายใหญ่มีมาตรการป้องกันและบริหารความ เสี่ยงอยู่แล้ว รวมทั้งติดตามสถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกอย่างใกล้ชิดทุกนาที

"ธปท.เป็น ห่วงราคาทองคำที่ปรับขึ้นและลงอย่างรุนแรง จึงเกรงว่าร้านค้าทองคำจะมีมาตร การดูแลความเสี่ยงอย่างไรหรือไม่ ซึ่งยืนยันว่าร้านค้าทองรายใหญ่ได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบนาทีต่อ นาที เพราะถ้าไม่รีบจัดการผู้ค้าก็มีโอกาสขาดทุน และยืนยันว่าการตั้งราคาซื้อขายทองคำในประเทศนั้น สมาคมได้ประชุมกันก่อนตั้งราคาอย่างรอบคอบทุกวัน โดยเฉพาะมีความระมัดระวังอย่างมากในช่วงที่ราคาทองคำผันผวนขึ้นลงเร็ว โดยอ้างอิงกับราคาในต่างประเทศ และค่าเงินบาทในช่วงเวลานั้น เพื่อป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนด้วย ไม่ใช่นายกสมาคมพอใจจะตั้งราคาเท่าไหร่ก็ได้" นายจิตติ กล่าว

สมาคมค้าทองเตือนนักลงทุน

นาย จิตติ ยอมรับว่า ขณะนี้นักลงทุนทั่วโลกกำลังแห่เข้าซื้อทองคำจำนวนมาก จนตลาดทองคำในต่างประเทศเริ่มเกิดภาวะทองคำขาดตลาด และเกิดภาวะตื่นทองคำ ซึ่งบางช่วงราคาทองคำอาจปรับสูงขึ้นแบบไม่มีเหตุมีผล โดยในช่วง 40 วันที่ผ่านมา ราคาทองคำปรับเพิ่มขึ้นบาทละประมาณ 5,000 บาท แต่ภายใน 2 วัน ราคาทองคำก็ปรับลดลงกว่า 2,000 บาท และมองว่าราคายังมีโอกาสที่จะลดลงได้อีก จึงอยากเตือน นักลงทุนและประชาชนทั่วไปให้เพิ่มความระมัด ระวัง ศึกษาข้อมูลและติดตามการเคลื่อนไหวราคาทองคำอย่างใกล้ชิดก่อนลงทุน อย่าเชื่อข่าวโคมลอย

"ส่วนหนึ่งเป็นผลจากกองทุนขนาดใหญ่หลายรายเข้า เทกโอเวอร์เหมืองทองขนาดใหญ่หลายแห่ง จึงเกิดการเก็งกำไร ทำให้ทองคำในตลาดต่างประเทศเริ่มขาดตลาด ผู้นำเข้าทองคำก็ไม่มีทองมาขายในประเทศ บางร้านต้องแจกบัตรจองไว้ก่อน แล้วจึงให้ลูกค้ามารับทองในอีก 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า เพราะผู้ค้าทองคำผลิตไม่ทัน ทางสมาคมยืนยันว่าไม่เคยบอกให้ใครหยุดขายหรือกักตุนทองแน่นอน โดยประเมินว่าแนวโน้มราคาทองคำยังคงผันผวนต่อไปขึ้นอยู่กับภาวะตลาด" นายจิตติกล่าว

เผยปรับขึ้นบาทละ 1,050 บ.

ผู้สื่อข่าว รายงานว่า หลังจากราคาทองคำในประเทศร่วงลงแรงถึงบาทละ 1,800 บาท เมื่อวันที่ 25 ส.ค. ซึ่งเกิดจากตลาดซื้อขายโกลด์ฟิว เจอร์สของ COMEX ในนิวยอร์กซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ที่สุด ได้ปรับเพิ่มอัตราเงินประกันขั้นต่ำ (มาร์จิ้น) ในการซื้อขาย ทำให้นักลงทุนเทขายออกมา ปรากฏว่าเมื่อวันที่ 26 ส.ค. ราคาได้ดีดขึ้นตลอดวันจนปิดตลาดราคาขึ้นมา 1,050 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 25,400 บาท ขายออกบาทละ 25,500 บาท ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 25,029.16 บาท ขายออกบาทละ 25,900 บาท ซึ่งนักวิเคราะห์ระบุว่า สาเหตุสำคัญมาจากการที่สหรัฐประกาศตัวเลขคนว่างงานเพิ่มขึ้น ทำให้นักลงทุนไม่มั่นใจเศรษฐกิจสหรัฐ จึงหันกลับมาลงทุนในทองคำ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำอีกครั้ง



พัลลภ-ชัยสิทธิ์-โอฬารกุนซือนายกฯ

เมื่อ วันที่ 26 ส.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมครม.วันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา ครม.แต่งตั้งข้าราชการการเมือง 7 ตำแหน่ง รวม 32 ราย ตามที่สำนักเลขาธิการนายกฯ เสนอ ประกอบด้วย 1.ที่ปรึกษานายกฯ จำนวน 4 ราย คือ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี นายโอฬาร ไชยประวัติ นายสุชน ชาลีเครือ พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร 2.รองเลขาธิการนายกฯ ฝ่ายการเมือง 5 ราย คือ นายสุชาติ ลายน้ำเงิน(ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ) นายสุรเชษฐ์ ชัยโกศล(นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯ) นายประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ นายนิรุตติ คุณวัฒน์ พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง

3.ตำแหน่งที่ปรึกษารอง นายกฯ 4 ราย คือ นายสุชน ชามพูนท(นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและรมว.มหาดไทย) พล.ต.ต.บุญเลิศ นันทวิสิทธิ์(ร.ต.อ.เฉลิม) ร.ต.ท.เชาวรินธร์ ลัทธศักย์ศิริ(พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รองนายกฯ) พล.ต.ต.ไพฑูรย์ เชิดมณี(นายกิตติรัตน์) ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ 1 ราย คือนายสุวัฒน์ ม่วงศิริ(น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ)

ครม.ยัง เห็นชอบแต่งตั้งรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ 3 ราย คือ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ และนายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา ตำแหน่งเลขานุการรมต.ประจำสำนักนายกฯ 2 ราย คือ นายจารุวงศ์ เรืองสุวรรณ(นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ รมต.ประจำสำนักนายกฯ) นายวิม รุ่งวัฒนจินดา(น.ส.กฤษณา) ตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกฯ 13 ราย คือ น.ส.ชยิกา วงศ์นภาจันทร์ นายเบญจพล สวัสดิ์พาณิชย์ นายอิทธิ์ณณัฏฐ์ หงษ์ชูเวช นายวีระ ชูสถาน นายจักรพงษ์ แสงมณี นายชวรัชต์ อุรัสยะนันทน์ นางไพจิตร อักษรณรงค์ นายธนกฤต ชะเอมน้อย นายรังษี เสรีชัยใจมุ่ง พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ นายพิพัฒน์ชัย ไพบูลย์ นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ นายอรรถชัย อนันตเมฆ ทั้งนี้ตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. 2554 เป็นต้นไป



มท.ยุทธแบ่งงานชูชาติ-ฐานิสร์

เมื่อ วันที่ 26 ส.ค.นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย กล่าวว่า ตนลงนามแบ่งงานรมช.มหาดไทยเรียบร้อยแล้ว โดยให้มีผลทันที ทั้งนี้ตนจะกำกับดูแลสำนักงานรมว.มหาดไทย สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย กรมการปกครอง กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กรมโยธาธิการและผังเมือง การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค งานนโยบายและงานบริหารงานบุคคล และเรื่องที่ต้องเสนอนายกฯ และครม.

นายยงยุทธกล่าวอีกว่า ส่วนนายชูชาติ หาญสวัสดิ์ รมช.มหาดไทย รับผิดชอบกรมการพัฒนาชุมชน กรมที่ดิน การประปานครหลวง และองค์การตลาด นายฐานิสร์ เทียนทอง รมช.มหาดไทย รับผิดชอบกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร การประปาส่วนภูมิภาค และการประสานงานส่วนราชการในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ตามพ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553

นายยงยุทธ กล่าวถึงตำแหน่งที่ปรึกษา และเลขานุการรมว.และรมช.มหาดไทย ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯ เพราะพรรคเพื่อไทยมอบหมายนายกฯ และตนเป็นผู้พิจารณาบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งจะหารือกันสัปดาห์หน้า

นายยงยุทธกล่าวถึงการแต่งตั้งโยกย้ายข้า ราชการระดับ 10 ของกระทรวงมหาดไทย ทดแทนผู้ที่เกษียณอายุ 20 กว่ารายในเดือนก.ย.นี้ ว่า เริ่มหารือกับนายวิเชียร ชวลิต ปลัดกระทรวงมหาดไทยเบื้องต้นแล้ว ค่อยๆ พิจารณาไปเพราะยังมีเวลา ทั้งนี้การย้ายผู้บริหารระดับสูงต้องใช้ระบบคุณธรรม ที่ผ่านมาการโยกย้ายมี 2 ระบบคือ ระบบคุณธรรมและระบบอุปถัมภ์ ตนยืนยันว่าจะใช้ระบบคุณธรรม

ผู้ สื่อข่าวถามว่าการโยกย้ายมีเรื่องสิงห์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่ เพราะนายยงยุทธ จบรัฐศาสตร์ จุฬาฯ หรือสิงห์ดำ นายยงยุทธ กล่าวว่า ตนมีสิทธิ์เลือกใช้ใครก็ได้ แต่จะไม่แบ่งแยกเรื่องสถาบันอย่างแน่นอน เพราะหากมีความรู้ความสามารถที่จะทำงานกับตนได้ ก็ไม่มีผลไม่ว่าจะมาจากสถาบันใด ขณะนี้คนที่ทำงานอยู่กับตนก็เป็นคนเก่าที่แต่งตั้งจากรัฐบาลที่แล้ว ดังนั้นอดีตจะเป็นตัวบอกปัจจุบัน ยังมีอีกหลายคนที่เป็นสิงห์แดงแล้วอยู่กับตนมาหลายปี ตนไม่เคยยึดติดกับเรื่องนี้

Thursday, August 25, 2011

กสิกรไทยยึดหัวหาด กวาดสินเชื่อรายย่อย

Pic_196637 ธนาคารกสิกรไทย ยึดรายย่อย หวังเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ ให้ได้ 1 ล้านราย คาดสิ้นปี 2554 ธนาคารจะมีฐานลูกค้าประมาณ 10 ล้านราย...

นายอำพล โพธิ์โลหะกุล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ธนาคารได้เพิ่มฐานลูกค้าใหม่ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ 1 ล้านราย และในช่วงครึ่งปีหลังได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มฐานลูกค้าใหม่อีก 1 ล้านราย ซึ่งทำให้สิ้นปี 2554 ธนาคารจะมีฐานลูกค้าทั้งหมดประมาณ 10 ล้านราย

ทั้ง นี้ การเจาะลูกค้ารายย่อยดังกล่าวจะเน้น 4 กลุ่มผลิตภัณฑ์ ได้แก่ 1.กลุ่มสินเชื่อบุคคล เน้นโครงการเดินบัญชีเพื่ออนาคต ออมเงินขั้นต่ำ 4,000 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 1-2 ปี สามารถใช้บริการสินเชื่อได้ 125 เท่าของเงินฝาก โดยไม่ต้องใช้สลิปเงินเดือน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเข้าใช้บริการสินเชื่อ 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์การออมและการลงทุน เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 1 หลังจากครึ่งปีแรกมีเงินฝากและกองทุนรวมสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท เป็นอันดับ 1 ในตลาด เติบโตจากสิ้นปีที่แล้ว 8% 3.กลุ่มผลิตภัณฑ์ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งธนาคารครองอันดับ 1 ในตลาด ได้แก่ บริการธนาคารทางโทรศัพท์มือถือ (K-Mobile Banking) และบริการธนาคารทางอินเตอร์เน็ต และ 4.บริการให้คำปรึกษา โดย K-WePlan ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงการวางแผนทางการเงินได้ง่าย ขึ้น.
Wednesday, August 24, 2011

หุ้นไทยปิดตลาดเช้าปรับตัวลดลง 2.38 จุด อยู่ที่ 1,054.90 จุด

Pic_196483 ดัชนีตลาดหุ้นไทยช่วงเช้าวันพุธที่ 24 ส.ค. 54 ปิดตลาดที่ระดับ 1,054.90 จุด ลดลง 2.38 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 14,139.78 ล้านบาท

ดัชนี ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ช่วงเช้าวันพุธที่ 24 ส.ค. 54 ปิดตลาดที่ระดับ 1,054.90 จุด ลดลง 2.38 จุด มูลค่าการซื้อขายทั้งส้ิน 14,139.78 ล้านบาท หลักทรัพย์ที่เปลี่ยนแปลง เพิ่มขึ้น 230 หลักทรัพย์ ลดลง 176 หลักทรัพย์ และไม่เปลี่ยนแปลง 153 หลักทรัพย์

สำหรับ 5 อันดับซื้อขายสูงสุด ได้แก่ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) , ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ,  ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) , ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน)

ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) , บริษัท ปตท.เคมิคอล จำกัด (มหาชน) , บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) , ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน).

นักธุรกิจสั่งลุยให้ 6 เดือนทำงาน

Pic_196353 นักธุรกิจให้เวลารัฐบาลนายกฯ “ปู 1” ทำงาน 6 เดือน ก่อนตัดสินทำได้อย่างพูดหรือไม่ “เจ้าสัว” ชาตรี เชื่อถึงแม้เป็น “โคลนนิ่ง” แต่เชื่อปูมีจิตสำนึกเพื่อบ้านเมือง ติงรัฐอย่าไปกำหนดดอกเบี้ยฝืนตลาด ขณะที่ ธปท.ลั่นพร้อมทำงานกับรัฐบาล “ประสาร” ฝากให้คิด ทำนโยบายอย่าหวังผลดีสั้นๆ แต่ทุกข์หนักระยะยาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลเริ่มทำงานได้ วานนี้ (23 ส.ค.) เสร็จสิ้น นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทุกภาคส่วนควรจะเปิดโอกาสให้รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้ทำงานตามนโยบายและเพื่อประเทศก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนโยบายที่ ไม่เป็นที่พอใจ “เพราะที่บอกว่าเป็นรัฐบาลโคลนนิ่ง แต่จริงๆแล้วแต่ละคนมีจิตสำนึกและนโยบายของตัวเอง ก็ต้องรอก่อน ถ้านโยบายไหนไม่พอใจเอกชนก็จะโวยวายเอง”

อย่างไรก็ตาม ทางด้านเศรษฐกิจจากนี้ ไม่มีประเด็นใดน่าเป็นห่วง เนื่องจากการส่งออกแนวโน้มขยายตัวดี แต่ต้องระมัดระวังในระยะต่อไป คือ การชะลอตัวเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อความผันผวนค่าเงินบาท นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะปล่อยให้นโยบายการเงินเป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่าจะไปกำหนดทิศทาง เอง เนื่องจากขณะนี้อัตราเงินเฟ้อก็ยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ

ขณะที่นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนคงให้เวลารัฐบาลทำงานตามที่แถลงไว้อย่างน้อย 6 เดือนก่อน ซึ่งจากที่ได้รับฟังแถลงนโยบาย ถือว่าครอบคลุมทั้งสังคม เศรษฐกิจและการเมือง แต่จะนำมาสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องหรือไม่ถือเป็นเรื่อง สำคัญกว่าที่ต้องติดตาม โดยรัฐบาลควรโฟกัสไปยัง 3 เสาหลัก คือ อุตสาหกรรม เกษตรและท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมให้มากกว่านี้ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนและการขนส่ง (โลจิสติกส์) ในภูมิภาค ทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีจุดเด่นในการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดการพึ่งพิงการส่งออก และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

ด้านนายสมมาต ขุนเศรษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คงต้องให้เวลารัฐบาลได้เริ่มทำงานในช่วง 6 เดือนแรกก่อนจึงจะเห็นทิศทางการปฏิบัติตามที่แถลงไว้ได้คงไม่ขอวิจารณ์ล่วง หน้า แต่นโยบายที่แถลงจะให้สวยหรูอย่างไรใครก็พูดได้ แต่สิ่งที่จะตอบโจทย์คือทำได้ จริงไหม และที่สำคัญคือเราห่วงเรื่องงบประมาณ หากรั่วไหล เกินไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น รัฐควรจะพร้อมรับการตรวจสอบจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน ทั้งนี้ นโยบายที่แถลงก็ถือว่าครอบคลุมเกือบทุกด้าน แต่เราก็ยืนยันตลอดว่า อะไรที่เป็นประชานิยมที่ทำให้คนไม่คิด ไม่ทำ รัฐต้องอุ้มตลอด เราไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว

ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในเรื่อง “มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังผ่านสายตาผู้ว่าแบงก์ชาติ” ในโอกาสครบ 72 ปี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า เศรษฐกิจครึ่งหลังปีนี้จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และ ธปท.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 4.1% และ 4.2% ในปีหน้าซึ่งไม่ได้ถือว่าต่ำ เพราะเป็นการเติบโตใกล้เต็มศักยภาพของประเทศ ซึ่งหมายถึงการเติบโตของเราได้ใช้โครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถทำงาน ใช้ลูกจ้างแรงงาน รวมถึงเทคโนโลยีที่มีอยู่เกือบจะเต็มกำลังแล้ว

“เศรษฐกิจ เราเหมือนห้องที่มีคนนั่งเต็ม ถ้ายังไปเชิญชวนกระตุ้นให้คนเข้ามาเพิ่มอีก คนที่อยู่ในห้องเดิมจะไม่ค่อยสบายเริ่มอึดอัด แอร์อาจไม่เย็น ไม่มีที่นั่ง ที่สุดจะเกิดผลข้างเคียงในเชิงลบ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ คือ เห็นเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก่อนคือขยายห้องให้กว้างขึ้นก่อน ดังนั้น การดำเนินนโยบายการคลังในระยะต่อไป ภายใต้นโยบายที่มีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และมีแรงกดดันเงินเฟ้อสูง จึงถือเป็นความเสี่ยงในครึ่งปีหลังของปีนี้ รัฐบาลควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นอาจสร้างเงินเฟ้อ แต่การลงทุนเพื่อขยายห้องให้กว้างขึ้นสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยเพิ่มการเติบโตของประเทศได้อย่างมั่นคงมากขึ้น”

ส่วนการดูแลดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งจะมีการประชุมกันครั้งต่อไปในวันที่ 24 ส.ค.นี้นั้น นายประสาร กล่าวว่า จะดูแล 2 ด้าน โดยไม่ให้ดอกเบี้ยปิดกั้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดการใช้จ่ายและก่อหนี้จนเกินตัวของประชาชน นอกจากนั้น ยังต้องดูแลไม่ให้ประเทศไทยเดินไปสู่ยุคที่ดอกเบี้ยแพง เงินเฟ้อสูง ซึ่งจะสร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงกว่า เพราะถ้ามีการขึ้นค่าจ้างแรงงานให้ แต่ราคาข้าวแกง ราคาก๋วยเตี๋ยวขึ้นแรง ก็ไม่เป็นผลดีต่อลูกจ้างแรงงาน

“ธปท.พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับ รัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจ ให้ไปสู่เป้าหมายที่ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจเห็นตรงกัน คือ การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและทั่วถึงเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน โดยฝากว่า ในช่วงที่ประเทศมีความท้าทายในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยไม่หวังเพียงผลดีระยะสั้นที่อาจจะส่งผลลบที่ ยากจะแก้ไขในระยะยาว”.

“พาณิชย์” ยันวิกฤติโลกไม่กระทบส่งออก

Pic_196350 “พาณิชย์” ยันวิกฤติโลกไม่กระทบส่งออก หวังน้ำบ่อหน้ากู้ชีพสหรัฐฯ-อียู หนุนกำลังซื้อสินค้าไทยไม่ตก

นาย วุฒิชัย ดวงรัตน์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า กรม ได้ติดตามสถานการณ์วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป (อียู) อย่างใกล้ชิด โดยพบว่า ในส่วนของสหรัฐฯ แม้ว่ากำลังซื้อจะลดลงจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น แต่หากรัฐบาลสหรัฐฯดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง เช่น การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 3 (QE3) ก็เชื่อว่าจะไม่กระทบต่อการส่งออกสินค้าไทยไปตลาดสหรัฐฯ ในช่วงครึ่งหลังของปี 54 มากนัก เพราะไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เหลือเพียง 9.5% ของการส่งออกรวมของไทยในปัจจุบัน

“ประเมินว่าในระยะสั้น ผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ต่อการส่งออกของไทย น่าจะเป็นเรื่องของค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เพราะเงินเหรียญสหรัฐฯมีแนวโน้มที่อ่อนค่าลง โดยสินค้าที่จะได้รับผลกระทบ ส่วนใหญ่เป็นสินค้าฟุ่มเฟือยหรือสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อัญมณีและเครื่องประดับ เสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น ขณะที่วิกฤติเศรษฐกิจในอียูนั้น ล่าสุดธนาคารกลางของอียูได้ตกลงพยุงเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกที่ประสบปัญหา โดยการซื้อพันธบัตรของประเทศที่ประสบปัญหาเพื่อปกป้องชาติที่ใช้เงินสกุลยู โรร่วมกัน เช่น อิตาลี สเปน ทำให้ระยะสั้นปัญหาหนี้สาธารณะในยุโรปจะไม่ลุกลามออกไป”

อย่างไรก็ตาม แม้สหรัฐฯ และอียู ซึ่งเป็นตลาดหลักของไทย จะประสบปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ แต่การส่งออกในภาพรวมจะยังคงขยายตัวเป็นบวกได้ โดยมั่นใจว่าเป้าหมายการส่งออก 15% มูลค่า 224,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือเกือบ 7 ล้านล้านบาท จะทำได้แน่นอน เพราะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าอื่นๆ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกสำคัญของไทยยังคงขยายตัวได้ดี ขณะเดียวกัน สินค้าไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดโลก มีความได้เปรียบสินค้าจากจีนที่ยังคงประสบปัญหาในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน รวมทั้งยังมีโอกาสในการส่งออกไปยังประเทศที่ไทยได้ทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) นอกจากนี้ กรมยังมีแผนที่จะเพิ่มความเข้มข้นในการบุกเจาะตลาดช่วงครึ่งปีหลัง โดยมุ่งการจัดกิจกรรมส่งเสริมการส่งออกไปยังตลาดที่มีศักยภาพและมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน จีน อินเดีย และเอเชียใต้.

เช็กบิลเบี้ยวประมูลป้าย

เช็กบิลเบี้ยวประมูลป้าย

Pic_196349 รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เช็กบิลผู้ที่ประมูลหมายเลขทะเบียนสวย เบี้ยวประมูลป้ายไป

นาย อัฌษไธค์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า หมายเลขทะเบียนรถเลขสวยหมวด สส 9999 กรุงเทพมหานคร มีผู้ชนะการประมูลราคา 6,750,000 บาท และมาชำระเงินนำป้ายทะเบียนไปใช้แล้ว นับเป็นการเปิดประมูลครั้งที่ 5 หลังจากผู้ที่ชนะการประมูลครั้ง 1-4 ไม่มาชำระเงิน โดยประมูลครั้งแรกปี 49 ราคาสูงสุด 8,111,111 บาท ครั้งที่ 2 ในปี 51 ราคา 4,610,000 บาท ครั้งที่ 3 ในปี 52 ราคา 5,000,000 บาท ครั้งที่ 4 ในปี 53 ราคา 7,000,000 บาท ซึ่งกรมดำเนินการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไปแล้ว

“เลขทะเบียน สส 9999 ผู้ชนะการประมูลครั้งที่ 1 และครั้งที่ 4 ต้องชดเชยค่าส่วนต่างให้กรม โดยผู้ที่ประมูลคนแรก ต้องชดเชย 3,501,111 บาท เนื่องจากราคาประมูลครั้งที่ 2 ต่ำกว่าครั้งที่ 1 และผู้ชนะการประมูลครั้งที่ 4 ต้องชดเชยค่าส่วนต่าง 250,000 บาท เพราะราคาครั้งที่ 5 ต่ำกว่าครั้งที่ 4 ส่วนผู้ประมูลครั้งที่ 2 และครั้งที่ 3 ไม่ต้องเสียค่าส่วนต่าง เพราะราคาประมูลครั้งที่ 3 สูงกว่าครั้งที่ 2 และครั้งที่ 4 สูงกว่าครั้งที่ 3”

อย่างไรก็ตาม กรมต้องการขอความร่วมมือผู้ที่ประมูลหมายเลขทะเบียนสวย ให้มารับป้าย และชำระเงินตามหลักเกณฑ์ด้วย เพื่อไม่ให้กรมต้องเสียโอกาสที่จะนำเงินที่ได้จากการประมูลป้ายทะเบียน นำไปสมทบในกองทุนเพื่อความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน (กปถ.) ซึ่งส่วนหนึ่งจะนำไปช่วยเหลือผู้พิการจากการใช้รถใช้ถนน.
Tuesday, August 23, 2011

ไม่ชอบเกาเหลา


แซะวงใน


เดิน หน้าเต็มสูบคนแรกก่อนใคร "รองโต้ง" กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ในเรื่องเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 300 บาท/วัน แน่ชัดแล้วว่า จะทำแน่ในต้นปีหน้า โดยใช้หน่วยงานของรัฐและรัฐวิสาหกิจเป็นหัวหอกใหญ่ ปรับค่าแรงลูกจ้างเป็น 300 บาท/วัน พร้อมๆ กับเพิ่มรายได้ผู้ที่จบปริญญาตรีเป็น 15,000 บาท/เดือน

ส่วน ภาคเอกชนก็ไม่บังคับ โดยให้องค์กรขนาดใหญ่ที่มีความพร้อม หรือมีรายได้มหาศาล เดินหน้าขึ้นค่าแรงไปพร้อมๆ กับรัฐบาล โดยให้มาตร การจูงใจด้วยการลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 23% ในปีཱི

แต่สิ่งที่ทั่นรอง โต้งหนักใจมากที่สุด เห็นจะเป็นเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา และดอกเบี้ยที่สูงเกินจริง ซึ่งบิ๊กโต้งพูดเป?นนัยๆว�าไม่อยากไปชนหรือเปิดศึกเกาเหลากับแบงก์ชาติ รวมไปถึงขุนคลังด้วย

จึงหันมาใช้วิธีหว่านล้อม ให้ภาคเอกชนเป็นคนส่งสัญญาณไปยังแบงก์พาณิชย์ กระทบชิ่งไปถึงแบงก์ชาติ อย่าให้ดอกเบี้ยสูงเกินจำเป็น และควรผ่อนให้ค่าเงินอ่อนลงบ้าง

อย่างนี้ซิถึงสมกับที่ถูกตั้งเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ที่เน้นความปรองดองเป็นหลัก

เพราะทั่นไม่ชอบกินเกาเหลากับใคร

ห่วงตลาดข้าวหด



รัฐบาล ใหม่ชูนโยบายดูแลปากท้องประชาชน โดยพุ่งเป้าเพิ่มเงินในกระเป๋าโดยตรง ด้วยนโยบายค่าจ้าง 300 บาท/วัน และปริญญาตรี 15,000 บาท/เดือน

ขณะที่มาตรการต่างๆ ยังไม่ลงตัว ราคาข้าวของและค่าครองชีพพุ่งขึ้นเกือบทุกตัว เพื่อไปรอรายได้ที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ข้าว เป็นสินค้าไทยที่ส่งออกอันดับ 1 ของโลก ที่สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ออกมาคาดว่า ปลายปีนี้ถึงปีཱི ข้าวไทยน่าจะประสบปัญหาที่รัฐบาลต้องตั้งรับ เพราะจากนโยบายการรับจำนำข้าวของรัฐบาลที่ประกาศราคาไว้ที่ 15,000-20,000 บาท/ตัน ถือเป็นการชี้นำราคาตลาด

เมื่อราคาข้าวไทยสูงขึ้นมาก ท่ามกลางวิกฤตข้าวยากหมากแพงที่เกิดขึ้นทั่วโลก ในฐานะผู้ซื้อก็คงต้องหาทางเลือกใหม่ ที่อาจส่งผลให้ผู้ส่งออกอาจได้รับผลกระทบ

โดยเฉพาะขณะนี้มีผู้ที่ประกาศลงสนามส่งออกข้าวแข่งกับไทยเพิ่มขึ้นไม่น้อย อาทิ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม

ล่า สุด จีน ในฐานะผู้ซื้อใหญ่ที่สุดในตลาดโลกได้เซ็นสัญญาซื้อข้าวกับกัมพูชาไปเรียบ ร้อยแล้ว และยังมีอีกหลายประเทศที่ส่งสัญญาจะซื้อข้าวตลาดอื่นแทนตลาดไทย

เมื่อคนในประเทศไทยจะต้องกินข้าวราคาแพง ส่วนที่หวังจะส่งออกข้าวราคาสูงดึงเม็ดเงินต่างชาติเข้าประเทศอาจแย่

รัฐบาลคงต้องเร่งสร้างสมดุลให้เกิดขึ้น ในตลาดข้าวไทยเพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ได้แบบไม่มีปัญหา

นักเลงทอง


ใคร จะเชื่อว่าบ้านเราจะตื่นทองขนาดต้องเข้าคิวซื้อจนเกลี้ยงเยาวราช ร้านขายทองต้องออกใบจองให้ก่อน คนขลุกอยู่กับทองมาทั้งชีวิตยังบอกว่า นี่ไม่ใช่ปรากฏการณ์ปกติแน่ๆ

เมื่อวันศุกร์สุดสัปดาห์ราคาทองคำ สร้างปรากฏการณ์ใหม่ทะยานขึ้นทะลุบาทละ 2.6 หมื่นบาท ในรอบ 45 วันปรับขึ้นถึงบาทละ 4,700 บาท กำไรดีๆ อย่างนี้ไม่มีอีกแล้ว

อีก ด้านหนึ่งเห็นราคาทองคำขยับตัวขึ้นทีไร ใจแป้วทุกที นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจส่อเค้ามีปัญหา ครั้งนี้ที่ราคาทองพุ่งพรวดเพราะ "มอแกนสแตนเลย์" เตือนว่าเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงและอาจชะลอตัว นักลงทุนเลิกลงทุนหุ้นและเทขายสินทรัพย์เสี่ยงหันเก็งกำไรทองคำ

ตอนนี้คนยิ่งเชื่อกันว่าได้เห็นราคาทองบาทละ 30,000 บาทแน่ๆ ก็ยิ่งเฮโลกันใหญ่

บรรดา ผู้รู้ก็เริ่มออกมาเตือนบ้างแล้วว่า สถานการณ์ทองคำเวลานี้เป็นสถานการณ์ "ผิดปกติ" เนื่องจากมีการเข้าคิวซื้อกันอย่างต่อเนื่องใครๆ ก็หันมาเล่นทอง นักลงทุนและรายย่อยต้องติดตามตลาดอย่างใกล้ชิดชนิดอย่าได้กะพริบตาเป็นอัน ขาด

สำหรับคนทั่วไปราคาทองที่ขยับตัวสูงขึ้นทำให้เกิดการเปลี่ยน พฤติกรรม หลายคนจากเดิมที่ใส่สร้อยคอห้อยพระเลี่ยมทองเส้นใหญ่ๆ โชว์ชาวบ้านเดี๋ยวนี้ถอดเก็บไว้ที่บ้านบางคนเปลี่ยนจากสร้อยคอมาเป็นสายร่ม ห้อยพระแทน เพราะไม่อยากคอขาด

คนที่ใส่สร้อยเส้นโตๆ ตอนนี้สันนิษฐานได้ว่าสร้อยปลอม

คน ที่ซื้อทองก็เปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยซื้อทองรูปพรรณ ตอนนี้หันมาซื้อทองคำแท่งซึ่งสะดวกในการเก็บรักษาเวลาขายก็ได้กำไรดีกว่า หากขายทองรูปพรรณจะโดนกำเหน็จบาทละ 400 บาท แต่ถ้าขายเป็นทองคำแท่งโดนค่ากำเหน็จแค่บาทละ 100 บาทเท่านั้น

ที่ น่าสนใจตอนนี้มีอาชีพใหม่เกิดขึ้นที่เยาวราช เขาเรียกว่า "นักเลงทอง" คนกลุ่มนี้ไม่รู้ว่าเลิกเล่นหุ้นแล้วหันมาเล่นทองหรือเปล่า โดยจะมาซื้อขายที่เคาน์เตอร์ร้านขายทองพกเครื่องคิดเลขติดมาด้วย พอราคาทองขยับก็กดเครื่องคิดเลข หักกลบลบกันแล้วสั่งซื้อสั่งขายเดี๋ยวนั้นทันที เล่นกันอย่างนี้ทั้งวันตั้งแต่เช้าจนตลาดปิด

ยุคหุ้นบูมจะมี "นักเลงหุ้น" แต่ตอนนี้ที่เยาวราช "นักเลงทอง" กำลังมาแรง

คาดกนง.ขึ้นดอก0.25%

เศรษฐกิจติดดิน
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด


หลัง จากที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เริ่มต้นวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นมาตั้งแต่เดือนก.ค.53 จนถึงปัจจุบัน

โดย คาดว่า กนง.จะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยซื้อคืนพันธบัตรระยะ 1 วัน หรืออัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย อีก 0.25% จาก 3.25% มาที่ 3.50% ในวันที่ 24 ส.ค.54 ซึ่งเป็นการประชุมรอบที่ 6 ของปีนี้

ทั้งนี้ มุมมองต่อมติการประชุมและประเด็นที่เกี่ยวข้อง อาจกล่าวโดยสรุปได้ดังนี้

- เศรษฐกิจไทยยังมีแรงส่งการขยายตัวอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงภายนอกประเทศ

แม้ ว่าความเสี่ยงจากเศรษฐกิจหลักในโลก นำโดยสหรัฐจะเพิ่มขึ้น ขณะที่การแก้ปัญหาหนี้ในยูโรโซนที่ยืดเยื้อก็ยังต้องใช้เวลาอีกนานพอสมควร กว่าจะคลี่คลาย อย่างไรก็ดี แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังของปีི ต่อเนื่องถึงปีཱི ยังถูกคาดหมายว่าจะสามารถรักษาแรงส่งของการขยายตัวไว้ได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักมาจากภาคการส่งออกที่ยังคงมีแนวโน้มขยายตัวได้ ผนวกกับการใช้จ่ายภายในประเทศที่น่าจะได้รับแรงหนุนจากนโยบายที่เน้นการ กระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลด้วย โดยคาดว่าการขยายตัวทางเศรษฐกิจปีนี้อยู่ที่ประมาณ 4.0%

- แรงกดดันด้านราคาและเงินเฟ้อยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

แม้ ล่าสุดราคาน้ำมันตลาดโลกจะอ่อนตัวลง แต่การปรับตัวขึ้นของราคาอาหารและต้นทุนวัตถุดิบในการผลิต การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ผลิตไปยังราคาสินค้าทั่วไปที่ยังมีแนวโน้ม เกิดขึ้น ตลอดจนนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการเพิ่มรายได้ของประชาชน โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ ที่อาจมีผลผลักดันทิศทางเงินเฟ้อจากทั้งปัจจัยด้านอุปสงค์และอุปทาน ยังคงเป็นประเด็นความเสี่ยงที่มีน้ำหนักสำหรับการดำเนินนโยบายการเงินภายใต้ กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.

โดยจากรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อเดือน ก.ค.54 ธปท.ระบุว่า มีโอกาสประมาณ 45% และ 60% ที่เงินเฟ้อพื้นฐานจะอยู่ในระดับสูงกว่า 3.00% ในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้ ตามลำดับ ทั้งนี้ จากความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่ยังคงมีน้ำหนัก คงจะเป็นปัจจัยหลักในการสนับสนุนให้ กนง. มีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 24 ส.ค.นี้ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว อีกทั้งดูแลความไม่สมดุลที่อาจจะเกิดขึ้น หลังจากที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่แท้จริงยังคงมีค่าติดลบ

สังคมธุรกิจ


มร.ฮาร์ดดิสก์

ใน ขณะที่หมูราคาแพงกรมต้นสังกัดที่เป็นผู้ผลิตหมูจึงต้องตรวจเข้ม หวั่นผลผลิตออกมาไม่เพียงพอต่อการบริโภคของคนไทย นิรันดร เอื้องตระกูลสุข รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ ออกสำรวจผลผลิตหมูที่เกิดโรคและลดจำนวนลงมาก แต่กลับพบว่าเกษตรกรกำลังประสบปัญหาถูกหลอกให้ซื้อวัคซีนเถื่อนจากประเทศจีน อ้างสรรพ คุณว่าป้องกันไม่ให้หมูเป็นโรคระบาดตายได้ แต่เมื่อตรวจสอบวัคซีนเถื่อนจากจีนมีคุณสมบัติไม่ต่างอะไรกับน้ำเปล่า ฉีดเข้า ไปที่สุดหมูก็ตาย เกษตรกรก็เสียเงินไปฟรีๆ เมื่อรู้ปัญหาแล้วต้องให้ความรู้เกษตรกรโดย ด่วน ด้านกรมชลประทานที่ดูแลสถาน การณ์น้ำได้ประสานกับกรมทรัพยากรน้ำ เพื่อนำโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนา แหล่งน้ำ เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและแล้งซ้ำซาก โดยขณะนี้ เฉลิมพร พิรุณสาร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประกาศชัด 28 ส.ค.นี้ น่าจะสรุปทุกโครงการของ 2 กรมน้ำ ว่ามีโครงการไหนที่สามารถทำร่วมกันได้ และงานไหนเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการเลย เพื่อหาข้อสรุปเสนอต่อ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แต่เมื่อถามว่างบประมาณจะถูกตัดหรือเปล่า เฉลิมพร ไม่กล้าฟันธง.... ห่วงเรื่องน้ำท่วมอยู่ไม่ทันไร อภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ออกโรงเตือนแล้วว่า หลังจากน้ำท่วมหมดไปสิ่งที่น่าห่วงคือสถานการณ์น้ำแล้ง เพราะขณะนี้เขื่อนในประเทศเก็บน้ำได้ปริมาณไม่มากนัก และไม่น่าจะเพียงพอต่อการเพาะปลูก ซึ่งจะเป็นปัญหาทำให้ฤดูแล้งมาเร็วขึ้น.... นักเก็งกำไรขณะนี้กำลังหอมหวนกับราคาทองคำที่พุ่งสูงขึ้น ล่าสุด มอร์แกน สแตนเลย์ ระบุว่าราคาทองน่าจะแตะบาทละ 30,000 บาทในไม่ช้า แต�นักลงทุนไทยพึงระวังเพราะการคาดการณ์ราคาที่พุ่งสูงขึ้น ในส่วนหนึ่งของคำแนะนำให้แบ่งพอร์ตทองขายออกสัก 50% หรือแนะนำให้ขายทำกำไรได้แล้ว ซึ่ง จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ก็เห็นด้วยอย�างยิ่ง.... ส่วน ศิริวัฒน์ ขจรประศาสน์ รมช.พาณิชย์ ไฟแรงเร�งเข็นนโยบายพัฒนาตลาดโบราณ เล็งพัฒนาการค้าระดับชุมชนและภูมิภาคทั่วประเทศ เพื่อพัฒนาการค้าควบคู่การท่องเที่ยวเพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน เจาะตลาดโบราณ 27 จังหวัด อาทิ บ้านถวาย จ.เชียงใหม่, ด่านเกวียน จ.นครราชสีมา, ถนนมหาราช จ.กระบี่ เป็นต้น....
Monday, August 22, 2011

แรงงานƈตลาด

ส่อ แววเป็นศึกยืดเยื้อสำหรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ของรัฐบาล "ยิ่งเลิฟ" เมื่อฝ่ายนายจ้างต่อรองขอทยอยปรับแบบขั้นบันไดใน 4 ปี อย่างกรณี ในกรุงเทพฯ ซึ่งปัจจุบันค่าจ้างขั้นต่ำประมาณ 250 บาท/วัน เท่ากับว่าได้ปรับขึ้นปีละ 10 กว่าบาทนิดหน่อย

แถมขู่หากรัฐบาลเดินหน้า จะแก้เผ็ดโดย "ลดสวัสดิการ" ที่ลูกจ้างเคยได้ ไม่ว่าจะเป็นโบนัส ค่าครองชีพ อาหารที่พัก รถรับส่ง ชุดฟอร์ม ทุนการศึกษา ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่คนงานเคยได้

หักกลบลบกันแล้ว ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทไม่มีความหมาย

เท่าที่ติดตามยังไม่เห็นรัฐบาลมีแผนอะไรรองรับชัดเจน ไม่มีข้อมูล อาจจะแค่เห็นช่องใช้หาเสียงกับผู้ใช้แรงงานก็เลยหยิบมาเป็นประเด็น จนถึงวันนี้ยังไม่มีแผนฝึกอบรมยกระดับคุณภาพแรงงานว่าจะทำอย่างไร เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุดไม่ใช่จะบอกว่า ขึ้นค่าแรงแล้วเป็นการยกระดับฝีมือในตัว

ถ้าเป็นอย่างที่นายจ้าง "ขู่" เชื่อเถอะแรงงานส่วนหนึ่งจะขอรับค่าจ้างเท่าเดิมแค่ 6-7 พันบาท/เดือน แต่มีที่พักอาศัย มีอาหาร มีโบนัสรวมเบ็ดเสร็จอาจจะมากกว่า 300 บาทเสียอีก ไม่ต้องเสี่ยงตกงาน

นอกจากนี้บางธุรกิจจะบีบให้คนงานต้องเลือกด้วยวิธีขู่ปลดโดยอ้างว่ารับภาระ เพิ่มขึ้นไม่ไหว เฉพาะอย่างยิ่งเจ้าของธุรกิจขนาดกลางขนาดย่อม ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างรายเล็ก ธุรกิจรับจ้างทั่วไป

ในที่สุดคนงานก็อาจจะยอมรับค่าจ้างต่ำกว่ากฎหมาย กลายเป็น "แรงงานใต้ดิน" ต้องยอมรับว่ามีแรงงานส่วนหนึ่งที่ขายแรงงานจริงๆ ไม่ได้ขายฝีมือ

เมื่อเป็นเช่นนี้มันจะเข้าตำราเดียวกับกรณี "เทปผีซีดีเถื่อน" ที่สินค้ามีลิขสิทธิ์ที่ขายถูกต้องตามกฎหมาย แต่ราคาแพงหูฉี่ คนก็เลยหันไปซื้อเทปผีซีดีเถื่อน ที่ขายใต้ดินแทน เพราะราคาถูกกว่ามาก เสียงดังฟังชัดเหมือนกัน

เรื่องนี้ถ้ารัฐบาลจัดการไม่ดี ต่อไปจะได้เห็นตลาดแรงงานจะมี 2 ตลาด เหมือนเทปผีซีดีเถื่อน ตลาดแรก "ตลาดบนดิน" รับค่าจ้างวันละ 300 บาท เป็นตลาดแรงงานถูกกฎหมาย แต่จะมี "ตลาดใต้ดิน" ที่ยอมทำงานในค่าจ้างต่ำกว่า เพื่อแลกกับการมีงานทำ

น่าเห็นใจคนงานยังไงก็แพ้เล่ห์เหลี่ยมนายทุนวันยังค่ำ

ทองแพง




หลังสหรัฐถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงเมื่อวันที่ 6 ส.ค.

เงินที่เคยลงทุนอยู่ในสินทรัพย์สหรัฐย้ายเข้ามาลงทุนในทองคำแทน

ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งกว่า 200 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ราคาในไทยปรับขึ้นบาทละ 2,700 บาท

ล่าสุดวันที่ 20 ส.ค.ราคาทองคำในตลาดลอนดอนอยู่ที่ 1,862 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ราคาทองรูปพรรณในไทยขายออกที่ 26,600 บาท ทองคำแท่งขายออกบาทละ 26,200 บาท

ราคาทองคำสูงขึ้น 31% นับจากต้นปี ราคาปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่ 11 ยาวนานที่สุดนับจากปีཻ

นักวิเคราะห์เชื่อว่าราคาทองคำจะพุ่งสูงขึ้นอีก เนื่องจากนักลงทุนต้องการแหล่งลงทุนปลอดภัย ประเมินไว้ว่าคงจะได้เห็น 2,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ในไม่ช้านี้

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ออกโรงเตือนว่า ราคาทองที่ปรับขึ้นไม่ใช่ภาวะปกติ เพราะไม่มีสถานการณ์ หรือเหตุการณ์ที่จะส่งผลให้ราคาขึ้นแรงขนาดนี้ นอกเหนือจากการเก็งกำไร

ปรากฏการณ์ที่คนไทยแห่ไปซื้อทองจนเกลี้ยงร้าน ถือเป็นเรื่องที่น่าห่วง

เมื่อราคาขึ้นแรงก็มีโอกาสลงแรงได้เช่นกัน

Sunday, August 21, 2011

ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง การเมืองหนุน-ลุ้นฝ่าศก.โลก

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


ในสายตานักลงทุนต่างชาติยามนี้ แหวกม่านฝุ่นรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเข้ามาลงทุนในไทยกันอย่างคึกคัก

แม้รัฐมนตรีบางตำแหน่งจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดฝาผิดตัว หรือไม่มีคนระดับกุนซือมานั่งในทีมเศรษฐกิจชุดนี้ก็ตาม

แต่ รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นับเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ต่างชาติเหลียวกลับมามองบรรยากาศการลงทุนใน ไทยอย่างชนิดที่เรียกว่า จ้องตาไม่กะพริบ

ผนวกกับความเสี่ยงภายนอก จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐและยุโรปที่ล่าสุดธนาคารโลกชี้ว่าเป็น พายุลูกใหม่ ที่ทำท่าว่าจะไร้ทางแก้ ท่ามกลางความร้อนแรงของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่อย่างภูมิภาคเอเชีย

เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัย ที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่อ่อนไหวต่อทุกกระแสได้อย่างฉับพลัน

ส่วนตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเป็นอย่างไร ฟังเสียงสะท้อนจากคนในแวดวงตลาดหุ้น เริ่มจาก

นาย จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มองว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญต่อปัจจัยพื้นฐานของไทยมากขึ้น หลังจากสถานการณ์การเมืองในประเทศมีความชัดเจน ทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง

"ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการ เมืองลดลง หลังจากที่ไทยได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 3 ก.ค. โดยผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงมากสุดเกินครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว และมีการจัดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว" นายจรัมพรกล่าว

นอกจากนี้ ยังคาดว่าในระยะสั้นอาจมีเม็ดเงินจากตลาดตราสารหนี้ไหลกลับเข้ามาลงทุนใน ตลาดหุ้น หลังตลาดตราสารหนี้มีราคาแพงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้ตลาดหุ้นมีความคึกคักมากขึ้น

ด้าน นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนัก วิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด มองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ มีปัจจัยบวกสำคัญจากสถานการณ์การเมืองที่มีเสถียรภาพ และมีความมั่นคงมากขึ้น

โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจในแง่กระตุ้นการลง ทุนของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะมีผลกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และเอเชียในระยะต่อไป

นัก วิเคราะห์ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี"54 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.3% และปี"55 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.7% ขณะที่คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ปี"54 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 16.7%

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้ปรับมุมมองต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ณ สิ้นปี"54 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,197 จุด จากประเมินครั้งก่อนในเดือนเม.ย. เฉลี่ยอยู่ที่ 1,181 จุด โดยประเมินจุดสูงสุดครึ่งปีหลังที่เฉลี่ยอยู่ที่ 1,221 จุด ต่ำสุดที่เฉลี่ย 995 จุด

"จากการสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ หลักทรัพย์ต่างๆ พบว่า มีความมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลมากขึ้น เนื่องจากจำนวนเสียงของรัฐบาลอยู่ในระดับที่มีความมั่นคงสูง และเชื่อว่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลจะยังคงไม่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันในช่วงนี้ แต่คงรอดูสถานการณ์และการทำงานของรัฐบาลใหม่ไประยะหนึ่งก่อน" นายสมบัติกล่าว

สำหรับข้อเสนอที่นักวิเคราะห์มีต่อนโยบายของรัฐบาลนั้น เห็นว่าควรปรับปรุงนโยบายด้านภาษี นโยบายด้านการศึกษา และนโยบายด้านแรงงาน

นาย นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า แนวโน้มการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ของไทยในครึ่งปีหลังยังเชื่อว่าจะขยายตัว ได้ต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศยังแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว

โดยเฉพาะ เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ มีการปรับประมาณการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง ทำให้ทิศทางการลงทุนในสหรัฐลดลงด้วย ขณะเดียวกันด้านยุโรปก็มีปัญหาหนี้สาธารณะ หรือแม้แต่เอเชียเองเศรษฐกิจจีนหรือญี่ปุ่นก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

"เศรษฐกิจภายนอกที่ยังมีปัญหาจะเป็นการสร้างความน่าสนใจให้กับการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ของไทยในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้" นายนริศกล่าว

นอก จากนี้ ในส่วนของกระทรวงการคลังยังมีคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อีกทางหนึ่งด้วย มีการวางแผนระยะยาวช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือว่ามีบทบาทค่อนข้างมาก

โดย ที่ผ่านมาตัวเลขสิ้นเดือนเม.ย.54 เทียบกับสิ้นปี "52 พบว่ามีการพัฒนาขึ้นในหลายๆ ด้าน อาทิ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มเป็น 8.9 ล้านล้านบาท หรือ 88% ของจีดีพี จาก 6 ล้านล้านบาท หรือ 65% ของจีดีพี จำนวนบริษัทที่ระดมทุน เพิ่มขึ้นเป็น 698 บริษัท จาก 677 บริษัท

ส่วน นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมองระยะสั้นในช่วงไตรมาส 3/54 ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ปัญหาการเร่งตัวของเงินเฟ้อในภูมิภาคเอเชีย ผลประกอบการไตรมาส 2/54 ของบริษัทจดทะเบียนชะลอลง และการเมืองในประเทศไม่มีความชัดเจน

ดัง นั้น ส่วนตัวจึงประเมินว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/54 ไม่น่าจะออกมาดีนัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยไตรมาสนี้จะชะลอลงตามไปด้วย

แต่ เห็นว่าปลายไตรมาส 3-4 ของปีนี้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะฟื้นกลับมา เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวคลายความกังวลลงได้ เพราะการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกน่าจะเป็นการชะลอลงชั่วคราว ไม่ถึงกับเกิดภาวะหดตัว ทำให้นักลงทุนคลายความกังวล

ราคาสินค้า โภคภัณฑ์ทั้งน้ำมันน่าจะชะลอลง ส่งผ่านมายังราคาทองคำ เงินและทองแดงชะลอลง ทำให้เงินเฟ้อที่เป็นปัญหาในภูมิภาคเอเชียลดลง ต้นทุนดำเนินธุรกิจต่ำลง ผู้ประกอบการทำกำไรได้ดีขึ้น

ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียในช่วงไตรมาส 4/54 น่าจะปรับตัวขึ้น

และ หลังเลือกตั้งต้องยอมรับว่า การเมืองในประเทศอาจไม่นิ่งในช่วง 1-2 เดือนแรก ซึ่งตลาดรับรู้ล่วงหน้า จึงน่าจะเป็นความกังวลเพียงระยะสั้น

อย่าง ไรก็ดีปัจจัยเสี่ยงข้างต้นถือเป็นปัจจัยชั่วคราว เพราะทุกปัญหาย่อมมีทางออก จึงมีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยปีนี้จะปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 1,250 จุดในช่วงปลายปี

นาย สุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้มองว่าตลาดหุ้นไทยได้ปรับลดลงจนผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จากนี้ไปในระยะสั้นคงต้องติดตามดูว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถดำเนินนโยบาย ต่างๆ ตามที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่ เพราะมีบางนโยบายมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ซึ่งนักลงทุนรู้สึกเป็นห่วง โดยเฉพาะนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ที่เป็นต้นทุนต่อการดำเนินธุรกิจ

"ไม่อยากมองภาพในระยะ ยาวมากเกินไป เพราะยังคงต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่ในช่วงไตรมาส 3 นักลงทุนควรทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อดัชนีปรับลดลง" นายสุกิจกล่าว

สุด ท้ายอาจพอสรุปได้ว่า ในระยะสั้นอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่รัฐบาลใหม่ ที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายประเทศไทยให้เดินไปอย่างมั่นคง และมีเสถียรภาพอย่างไรในระยะยาว

ขณะเดียวกันต้องจับตาการฝ่าดงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีมรสุมจากหลายประเทศทั้งสหรัฐและหลายประเทศในยุโรป

คอลัมน์ เศรษฐกิจรอบสัปดาห์



ตรึงแอลพีจี-เอ็นจีวีต่อ

นาย พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว. พลังงาน เปิดเผยว่า มาตรการด้านพลัง งาน เบื้องต้นจะยังตรึงราคาพลังงานต่อทั้งราคาน้ำมันดีเซล ราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) และราคาก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) ภาคขนส่ง ต่อไปอีกอย่างน้อย 6-12 เดือน หลังจากสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาสิ้นเดือนก.ย.นี้ หรือจนกว่ามาตรการเพิ่มค่าครองชีพเช่น การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันจะสำเร็จแล้วจึงค่อยๆ ทยอยปรับลอยตัวราคาพลังงาน เพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง นอกจากนี้รัฐบาลจะชะลอการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากน้ำมัน เบนซิน 95 เบนซิน 91 และดีเซล คาดว่าน่าจะเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือนก.ย.นี้ ซึ่งเป็นมาตรการระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลก



กองทุนมั่งคั่งส่อล้ม

ม.ร.ว. จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า มีความเป็นไปได้ว่าแผนงานการนำเงินสำรองระหว่างประเทศไปตั้งกอง ทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF) เพื่อนำเงินไปลงทุนหาผลตอบแทนเพิ่มเติมอีกช่องทาง อาจจะต้องล้มเลิก เพราะเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ธปท.ศึกษาพบว่าปริมาณเงินทุนสำรองของไทยในขณะนี้ น่าจะมีไม่มากพอที่นำไปตั้งกองทุน บวกกับการลงทุนในต่างประเทศขณะนี้มีความเสี่ยง เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูงต้องพิจารณาให้รอบคอบต่อไป



ดันขึ้นค่าแรงพร้อมกันทั่วปท.

นาย เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน เปิดเผยว่า การผลักดันนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท/วันนั้น จะต้องปรึกษากับปลัดกระทรวงแรงงาน สภานายจ้างต่างๆ และสภาลูกจ้าง หรือที่เรียกว่าคณะกรรมการไตรภาคี เพื่อหาหนทางที่จะทำให้ทุกอย่างลงตัว ส่วนรูปแบบการปรับขึ้นค่าจ้างยังไม่ชัดเจนว่าจะปรับขึ้นเป็น 3 ระยะหรือไม่ จะต้องศึกษาร่วมกันทั้ง 3 ฝ่ายก่อน เพื่อไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดือดร้อน ซึ่งหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันที่ 24 ส.ค. จะให้ข้าราชการระดับสูงของกระทรวงต่างๆ รวมถึงกระทรวงแรงงานไปจัดทำร่างแผนนโยบายบริหารราชการแผ่นดินให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่ 6 ก.ย.นี้



ผุดโลว์คอสต์"ไทยสไมล์"

นาย ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท มีมติอนุมัติแผนธุรกิจและแผนธุรกิจการบินราคาประหยัด โดยใช้ชื่อผลิตภัณฑ์ว่า THAI Smile (ไทยสไมล์) จากเดิมจะใช้ชื่อว่าไทยวิงส์ และแต่งตั้งให้นายวรเนติ หล้าพระบาง เป็นกรรมการผู้จัดการหน่วยธุรกิจการบินราคาประหยัด

ด้านนาย วรเนติ กล่าวว่า ราคาตั๋วไทยสไมล์จะถูกกว่าการบินไทย แต่จะแพงกว่าสายการบินต้นทุนต่ำเล็กน้อย แต่บริการจะดีกว่า คาดว่าจะเริ่มทำการบินได้ในช่วงเดือน ก.ค.55 เริ่มจากเส้นทางในประเทศ 5 เส้นทาง คือ อุบล ราชธานี อุดรธานี ขอนแก่น เชียงราย และสุราษฎร์ธานี และในปี"56 จะเริ่มบินในตลาดต่างประเทศ คาดว่าจะมีรายได้เฉลี่ยประมาณ 5,000 ล้านบาท



ทองทุบสถิติจ่อบาทละ3หมื่น

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ เปิดเผยว่า สถานการณ์ราคาทองคำในตลาดโลกมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นถึง 2,000 เหรียญ/ออนซ์ เกิดจากนักลงทุนซื้อทองคำเพื่อการเก็งกำไร มาจากนักวิชาการวิเคราะห์ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐว่าจะเกิดวิกฤตอีกครั้ง ขณะนี้ราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 1,860 เหรียญสหรัฐ คาดว่าจะยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ราคาทองคำในไทยเมื่อวันที่ 19 ส.ค. ราคาสูงสุด เป็นประวัติการณ์อีกครั้ง โดยราคาทองคำแท่ง ร้านทองรับซื้อ 26,250 ขายออก 26,350 บาท และราคาทองคำรูปพรรณ รับซื้อ 25,862.96 บาท ขายออก 26,750 บาท

นายบุญเลิศ สิริภัทรวณิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ราคาขายทองคำในประเทศมีแนวโน้มถึงบาทละ 30,000 บาทในเร็วๆ นี้

คอลัมน์ ชีพจรเอสเอ็มอี



...วัน ที่ 22-26 ส.ค. เวลา 08.30-16.45 น. กรมส่งเสริมการส่งออก จัดอบรมหลักสูตร ความรู้เบื้องต้นในการประกอบธุรกิจส่งออก รุ่นที่ 115 ที่ห้องประชุมใหญ่ สถาบันฝึกอบรมการค้าระหว่างประเทศ กรมส่งเสริมการส่งออก (ถนนรัชดาภิเษก) ค่าสมัครท่านละ 5,000 บาท ที่ www.depthai.go.th สอบถามรายละเอียดโทร.0-2512-0093 ต่อ 360, 675

...วันที่ 27 ส.ค. เวลา 13.00-17.00 น. สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และสำนักงานป้องกันและปราบการการฟอกเงิน (ป.ป.ง.) จัดสัมมนาเรื่อง "นายหน้าอสังหาฯ กับการปฏิบัติตามกฎหมายการฟอกเงิน" ที่ห้องประชุมใหญ่ บริษัท บริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (บสก.) ถนนสุรศักดิ์ กรุงเทพฯ สำรองที่นั่งฟรี โทร. 0-2679-3255, 08-1484-3393 อีเมล์ reba@reba.or.th

...วัน ที่ 29 ส.ค. เวลา 08.30-12.00 น. สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมสัมมนาหัวข้อ TIP & TRICKS : SUCCESSFUL MARKETING FOR SMEs ที่ห้องบอลรูม โรงแรมสวิสโฮเทล เลอ คองคอร์ด กรุงเทพฯ ลงทะเบียนฟรีได้ที่ www.commartthailand.com สอบถามเพิ่มเติม 0-2642-3400 ต่อ 2427,2311

...สำนักส่งเสริมพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เชิญชวนผู้ประกอบธุรกิจบริการผู้สูงอายุเข้าร่วมอบรมสัมมนา เกณฑ์คุณภาพ "กุญแจสู่ความสำเร็จของธุรกิจบริการผู้สูงอายุ" เวลา 09.00-12.00 น. วันศุกร์ที่ 2 ก.ย.54 และเปิดอบรมการเริ่มต้นธุรกิจบริการผู้สูงอายุ สำหรับผู้สนใจจะประกอบธุรกิจดังกล่าว ในเวลา 13.00-16.00 น. ที่ห้องม่วงระย้า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ รับเพียง 70 ราย โทร.0-2547-5957
 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.