ตลาดหุ้นไทยครึ่งปีหลัง การเมืองหนุน-ลุ้นฝ่าศก.โลก

Sunday, August 21, 2011

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


ในสายตานักลงทุนต่างชาติยามนี้ แหวกม่านฝุ่นรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเข้ามาลงทุนในไทยกันอย่างคึกคัก

แม้รัฐมนตรีบางตำแหน่งจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าผิดฝาผิดตัว หรือไม่มีคนระดับกุนซือมานั่งในทีมเศรษฐกิจชุดนี้ก็ตาม

แต่ รัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นับเป็นแม่เหล็กดึงดูดให้ต่างชาติเหลียวกลับมามองบรรยากาศการลงทุนใน ไทยอย่างชนิดที่เรียกว่า จ้องตาไม่กะพริบ

ผนวกกับความเสี่ยงภายนอก จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่ไม่แน่นอน โดยเฉพาะจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐและยุโรปที่ล่าสุดธนาคารโลกชี้ว่าเป็น พายุลูกใหม่ ที่ทำท่าว่าจะไร้ทางแก้ ท่ามกลางความร้อนแรงของเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่อย่างภูมิภาคเอเชีย

เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัย ที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยที่อ่อนไหวต่อทุกกระแสได้อย่างฉับพลัน

ส่วนตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะเป็นอย่างไร ฟังเสียงสะท้อนจากคนในแวดวงตลาดหุ้น เริ่มจาก

นาย จรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) มองว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติให้ความสำคัญต่อปัจจัยพื้นฐานของไทยมากขึ้น หลังจากสถานการณ์การเมืองในประเทศมีความชัดเจน ทำให้ความไม่แน่นอนทางการเมืองลดลง

"ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการ เมืองลดลง หลังจากที่ไทยได้จัดการเลือกตั้งทั่วไปเสร็จสิ้นเมื่อวันที่ 3 ก.ค. โดยผลปรากฏว่าพรรคเพื่อไทยได้รับคะแนนเสียงมากสุดเกินครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว และมีการจัดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว" นายจรัมพรกล่าว

นอกจากนี้ ยังคาดว่าในระยะสั้นอาจมีเม็ดเงินจากตลาดตราสารหนี้ไหลกลับเข้ามาลงทุนใน ตลาดหุ้น หลังตลาดตราสารหนี้มีราคาแพงขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้ตลาดหุ้นมีความคึกคักมากขึ้น

ด้าน นายสมบัติ นราวุฒิชัย เลขาธิการสมาคมนัก วิเคราะห์หลักทรัพย์ กล่าวว่า จากการสำรวจความเห็นของนักวิเคราะห์ครั้งล่าสุด มองว่าแนวโน้มตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งปีหลังนี้ มีปัจจัยบวกสำคัญจากสถานการณ์การเมืองที่มีเสถียรภาพ และมีความมั่นคงมากขึ้น

โดยเฉพาะนโยบายเศรษฐกิจในแง่กระตุ้นการลง ทุนของรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะมีผลกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และเอเชียในระยะต่อไป

นัก วิเคราะห์ประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจปี"54 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.3% และปี"55 เฉลี่ยอยู่ที่ 4.7% ขณะที่คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ปี"54 จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็นเฉลี่ย 16.7%

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ได้ปรับมุมมองต่อดัชนีตลาดหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ณ สิ้นปี"54 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,197 จุด จากประเมินครั้งก่อนในเดือนเม.ย. เฉลี่ยอยู่ที่ 1,181 จุด โดยประเมินจุดสูงสุดครึ่งปีหลังที่เฉลี่ยอยู่ที่ 1,221 จุด ต่ำสุดที่เฉลี่ย 995 จุด

"จากการสำรวจความคิดเห็นของนักวิเคราะห์ หลักทรัพย์ต่างๆ พบว่า มีความมั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลมากขึ้น เนื่องจากจำนวนเสียงของรัฐบาลอยู่ในระดับที่มีความมั่นคงสูง และเชื่อว่ากลุ่มต่อต้านรัฐบาลจะยังคงไม่ออกมาเคลื่อนไหวกดดันในช่วงนี้ แต่คงรอดูสถานการณ์และการทำงานของรัฐบาลใหม่ไประยะหนึ่งก่อน" นายสมบัติกล่าว

สำหรับข้อเสนอที่นักวิเคราะห์มีต่อนโยบายของรัฐบาลนั้น เห็นว่าควรปรับปรุงนโยบายด้านภาษี นโยบายด้านการศึกษา และนโยบายด้านแรงงาน

นาย นริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ประเมินว่า แนวโน้มการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ของไทยในครึ่งปีหลังยังเชื่อว่าจะขยายตัว ได้ต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจในประเทศยังแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว

โดยเฉพาะ เศรษฐกิจสหรัฐที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ มีการปรับประมาณการขยายตัวผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ลดลง ทำให้ทิศทางการลงทุนในสหรัฐลดลงด้วย ขณะเดียวกันด้านยุโรปก็มีปัญหาหนี้สาธารณะ หรือแม้แต่เอเชียเองเศรษฐกิจจีนหรือญี่ปุ่นก็ยังฟื้นตัวได้ไม่เต็มที่

"เศรษฐกิจภายนอกที่ยังมีปัญหาจะเป็นการสร้างความน่าสนใจให้กับการลงทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ของไทยในช่วงครึ่งปีหลังจากนี้" นายนริศกล่าว

นอก จากนี้ ในส่วนของกระทรวงการคลังยังมีคณะกรรมการพัฒนาตลาดทุนไทย ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์อีกทางหนึ่งด้วย มีการวางแผนระยะยาวช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งถือว่ามีบทบาทค่อนข้างมาก

โดย ที่ผ่านมาตัวเลขสิ้นเดือนเม.ย.54 เทียบกับสิ้นปี "52 พบว่ามีการพัฒนาขึ้นในหลายๆ ด้าน อาทิ มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) เพิ่มเป็น 8.9 ล้านล้านบาท หรือ 88% ของจีดีพี จาก 6 ล้านล้านบาท หรือ 65% ของจีดีพี จำนวนบริษัทที่ระดมทุน เพิ่มขึ้นเป็น 698 บริษัท จาก 677 บริษัท

ส่วน นายกวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หากมองระยะสั้นในช่วงไตรมาส 3/54 ตลาดหุ้นไทยต้องเผชิญความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ปัญหาการเร่งตัวของเงินเฟ้อในภูมิภาคเอเชีย ผลประกอบการไตรมาส 2/54 ของบริษัทจดทะเบียนชะลอลง และการเมืองในประเทศไม่มีความชัดเจน

ดัง นั้น ส่วนตัวจึงประเมินว่าผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/54 ไม่น่าจะออกมาดีนัก ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยไตรมาสนี้จะชะลอลงตามไปด้วย

แต่ เห็นว่าปลายไตรมาส 3-4 ของปีนี้บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยจะฟื้นกลับมา เนื่องจากปัจจัยดังกล่าวคลายความกังวลลงได้ เพราะการชะลอตัวลงของเศรษฐกิจโลกน่าจะเป็นการชะลอลงชั่วคราว ไม่ถึงกับเกิดภาวะหดตัว ทำให้นักลงทุนคลายความกังวล

ราคาสินค้า โภคภัณฑ์ทั้งน้ำมันน่าจะชะลอลง ส่งผ่านมายังราคาทองคำ เงินและทองแดงชะลอลง ทำให้เงินเฟ้อที่เป็นปัญหาในภูมิภาคเอเชียลดลง ต้นทุนดำเนินธุรกิจต่ำลง ผู้ประกอบการทำกำไรได้ดีขึ้น

ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียในช่วงไตรมาส 4/54 น่าจะปรับตัวขึ้น

และ หลังเลือกตั้งต้องยอมรับว่า การเมืองในประเทศอาจไม่นิ่งในช่วง 1-2 เดือนแรก ซึ่งตลาดรับรู้ล่วงหน้า จึงน่าจะเป็นความกังวลเพียงระยะสั้น

อย่าง ไรก็ดีปัจจัยเสี่ยงข้างต้นถือเป็นปัจจัยชั่วคราว เพราะทุกปัญหาย่อมมีทางออก จึงมีโอกาสที่ตลาดหุ้นไทยปีนี้จะปรับตัวขึ้นอยู่ที่ 1,250 จุดในช่วงปลายปี

นาย สุกิจ อุดมศิริกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนลูกค้าบุคคล บริษัทหลักทรัพย์ไทยพาณิชย์ จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้มองว่าตลาดหุ้นไทยได้ปรับลดลงจนผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว จากนี้ไปในระยะสั้นคงต้องติดตามดูว่ารัฐบาลชุดใหม่จะสามารถดำเนินนโยบาย ต่างๆ ตามที่หาเสียงไว้ได้หรือไม่ เพราะมีบางนโยบายมีผลกระทบต่อภาคธุรกิจ ซึ่งนักลงทุนรู้สึกเป็นห่วง โดยเฉพาะนโยบายปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ที่เป็นต้นทุนต่อการดำเนินธุรกิจ

"ไม่อยากมองภาพในระยะ ยาวมากเกินไป เพราะยังคงต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ทั้งภายในและต่างประเทศ เรื่องปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐ และยุโรปต่อไปอย่างใกล้ชิด แต่ในช่วงไตรมาส 3 นักลงทุนควรทยอยซื้อสะสมหุ้นเมื่อดัชนีปรับลดลง" นายสุกิจกล่าว

สุด ท้ายอาจพอสรุปได้ว่า ในระยะสั้นอนาคตประเทศไทยจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่รัฐบาลใหม่ ที่จะเป็นผู้กำหนดทิศทางนโยบายประเทศไทยให้เดินไปอย่างมั่นคง และมีเสถียรภาพอย่างไรในระยะยาว

ขณะเดียวกันต้องจับตาการฝ่าดงวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่มีมรสุมจากหลายประเทศทั้งสหรัฐและหลายประเทศในยุโรป

Share this article on :

0 comments:

Post a Comment

 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.