นักธุรกิจสั่งลุยให้ 6 เดือนทำงาน

Wednesday, August 24, 2011

Pic_196353 นักธุรกิจให้เวลารัฐบาลนายกฯ “ปู 1” ทำงาน 6 เดือน ก่อนตัดสินทำได้อย่างพูดหรือไม่ “เจ้าสัว” ชาตรี เชื่อถึงแม้เป็น “โคลนนิ่ง” แต่เชื่อปูมีจิตสำนึกเพื่อบ้านเมือง ติงรัฐอย่าไปกำหนดดอกเบี้ยฝืนตลาด ขณะที่ ธปท.ลั่นพร้อมทำงานกับรัฐบาล “ประสาร” ฝากให้คิด ทำนโยบายอย่าหวังผลดีสั้นๆ แต่ทุกข์หนักระยะยาว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้รัฐบาลเริ่มทำงานได้ วานนี้ (23 ส.ค.) เสร็จสิ้น นายชาตรี โสภณพนิช ประธานกรรมการธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทุกภาคส่วนควรจะเปิดโอกาสให้รัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ได้ทำงานตามนโยบายและเพื่อประเทศก่อนที่จะวิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นนโยบายที่ ไม่เป็นที่พอใจ “เพราะที่บอกว่าเป็นรัฐบาลโคลนนิ่ง แต่จริงๆแล้วแต่ละคนมีจิตสำนึกและนโยบายของตัวเอง ก็ต้องรอก่อน ถ้านโยบายไหนไม่พอใจเอกชนก็จะโวยวายเอง”

อย่างไรก็ตาม ทางด้านเศรษฐกิจจากนี้ ไม่มีประเด็นใดน่าเป็นห่วง เนื่องจากการส่งออกแนวโน้มขยายตัวดี แต่ต้องระมัดระวังในระยะต่อไป คือ การชะลอตัวเศรษฐกิจโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อความผันผวนค่าเงินบาท นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะปล่อยให้นโยบายการเงินเป็นไปตามกลไกตลาดมากกว่าจะไปกำหนดทิศทาง เอง เนื่องจากขณะนี้อัตราเงินเฟ้อก็ยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของภาคธุรกิจ

ขณะที่นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า เอกชนคงให้เวลารัฐบาลทำงานตามที่แถลงไว้อย่างน้อย 6 เดือนก่อน ซึ่งจากที่ได้รับฟังแถลงนโยบาย ถือว่าครอบคลุมทั้งสังคม เศรษฐกิจและการเมือง แต่จะนำมาสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่องหรือไม่ถือเป็นเรื่อง สำคัญกว่าที่ต้องติดตาม โดยรัฐบาลควรโฟกัสไปยัง 3 เสาหลัก คือ อุตสาหกรรม เกษตรและท่องเที่ยว รวมถึงส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อมให้มากกว่านี้ เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนและการขนส่ง (โลจิสติกส์) ในภูมิภาค ทำให้เศรษฐกิจในประเทศมีจุดเด่นในการสร้างงาน สร้างรายได้ ลดการพึ่งพิงการส่งออก และลดความเหลื่อมล้ำของสังคม

ด้านนายสมมาต ขุนเศรษฐ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า คงต้องให้เวลารัฐบาลได้เริ่มทำงานในช่วง 6 เดือนแรกก่อนจึงจะเห็นทิศทางการปฏิบัติตามที่แถลงไว้ได้คงไม่ขอวิจารณ์ล่วง หน้า แต่นโยบายที่แถลงจะให้สวยหรูอย่างไรใครก็พูดได้ แต่สิ่งที่จะตอบโจทย์คือทำได้ จริงไหม และที่สำคัญคือเราห่วงเรื่องงบประมาณ หากรั่วไหล เกินไปก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้น รัฐควรจะพร้อมรับการตรวจสอบจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่ฝ่ายค้าน ทั้งนี้ นโยบายที่แถลงก็ถือว่าครอบคลุมเกือบทุกด้าน แต่เราก็ยืนยันตลอดว่า อะไรที่เป็นประชานิยมที่ทำให้คนไม่คิด ไม่ทำ รัฐต้องอุ้มตลอด เราไม่เห็นด้วยอยู่แล้ว

ขณะที่นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาในเรื่อง “มองเศรษฐกิจครึ่งปีหลังผ่านสายตาผู้ว่าแบงก์ชาติ” ในโอกาสครบ 72 ปี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า เศรษฐกิจครึ่งหลังปีนี้จะยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง และ ธปท.ยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ไว้ที่ 4.1% และ 4.2% ในปีหน้าซึ่งไม่ได้ถือว่าต่ำ เพราะเป็นการเติบโตใกล้เต็มศักยภาพของประเทศ ซึ่งหมายถึงการเติบโตของเราได้ใช้โครงสร้างพื้นฐาน ความสามารถทำงาน ใช้ลูกจ้างแรงงาน รวมถึงเทคโนโลยีที่มีอยู่เกือบจะเต็มกำลังแล้ว

“เศรษฐกิจ เราเหมือนห้องที่มีคนนั่งเต็ม ถ้ายังไปเชิญชวนกระตุ้นให้คนเข้ามาเพิ่มอีก คนที่อยู่ในห้องเดิมจะไม่ค่อยสบายเริ่มอึดอัด แอร์อาจไม่เย็น ไม่มีที่นั่ง ที่สุดจะเกิดผลข้างเคียงในเชิงลบ ซึ่งในทางเศรษฐศาสตร์ คือ เห็นเงินเฟ้อที่เพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น สิ่งที่ควรทำก่อนคือขยายห้องให้กว้างขึ้นก่อน ดังนั้น การดำเนินนโยบายการคลังในระยะต่อไป ภายใต้นโยบายที่มีแนวโน้มใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น และมีแรงกดดันเงินเฟ้อสูง จึงถือเป็นความเสี่ยงในครึ่งปีหลังของปีนี้ รัฐบาลควรพิจารณาให้รอบคอบ เพราะการกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้นอาจสร้างเงินเฟ้อ แต่การลงทุนเพื่อขยายห้องให้กว้างขึ้นสร้างโครงสร้างพื้นฐาน จะช่วยเพิ่มการเติบโตของประเทศได้อย่างมั่นคงมากขึ้น”

ส่วนการดูแลดอกเบี้ยนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ซึ่งจะมีการประชุมกันครั้งต่อไปในวันที่ 24 ส.ค.นี้นั้น นายประสาร กล่าวว่า จะดูแล 2 ด้าน โดยไม่ให้ดอกเบี้ยปิดกั้นการขยายตัวของเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ก่อให้เกิดการใช้จ่ายและก่อหนี้จนเกินตัวของประชาชน นอกจากนั้น ยังต้องดูแลไม่ให้ประเทศไทยเดินไปสู่ยุคที่ดอกเบี้ยแพง เงินเฟ้อสูง ซึ่งจะสร้างปัญหาต่อเศรษฐกิจไทยรุนแรงกว่า เพราะถ้ามีการขึ้นค่าจ้างแรงงานให้ แต่ราคาข้าวแกง ราคาก๋วยเตี๋ยวขึ้นแรง ก็ไม่เป็นผลดีต่อลูกจ้างแรงงาน

“ธปท.พร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับ รัฐบาลในการดูแลเศรษฐกิจ ให้ไปสู่เป้าหมายที่ผู้บริหารนโยบายเศรษฐกิจเห็นตรงกัน คือ การเติบโตของเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนและทั่วถึงเพื่อความกินดีอยู่ดีของประชาชน โดยฝากว่า ในช่วงที่ประเทศมีความท้าทายในด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจ จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบโดยไม่หวังเพียงผลดีระยะสั้นที่อาจจะส่งผลลบที่ ยากจะแก้ไขในระยะยาว”.
Share this article on :

0 comments:

Post a Comment

 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.