จับตา"เหลิม-กฤษณา"คุมตร.-สื่อ

Saturday, August 27, 2011

คอลัมน์ รายงานพิเศษ


การประชุมครม.แบ่งงานรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 25 ส.ค.ที่ผ่านมา

ไฮไลต์อยู่ที่ 2 ตำแหน่ง คือ รองนายกฯดูแลตำรวจ และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ที่กำกับดูแลสื่อ

ผล ปรากฏว่าหวยออกที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯ และน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นม้ามืดมาแรงแซงโค้ง

วุฒิสภามองการแบ่งงานในครั้งนี้อย่างไร โดยเฉพาะการมอบภารกิจสำคัญให้กับบุคคลทั้งสอง



พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์

ส.ว.สรรหา อดีต รองผบ.ตร.


เหมาะสมที่ให้ ร.ต.อ.เฉลิม ไปดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพราะมีประสบการณ์ เคยเป็นตำรวจกองปราบปราม มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นตำรวจตั้งแต่เริ่มต้นมา จึงเข้าอกเข้าใจหน้าที่ของตำรวจเป็นอย่างดี

อีกทั้งเป็นคนตรงไปตรงมา เคยผ่านตำแหน่งสำคัญๆ หลายกระทรวง จบด๊อกเตอร์มีความรู้และเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ไม่เกรงกลัวอิทธิพลมืด การทำงานไม่น่ามีปัญหา

ไม่คิดว่าการรับหน้าที่นี้เพื่อเช็กบิลฝ่ายตรงข้าม สมัยนี้จะมาเช็กบิลได้อย่างไร ยุครัฐบาลต้องการสร้างความปรองดอง การทำงานต้องอยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง

ร.ต.อ.เฉลิมมีประสบการณ์เรื่องการปราบปรามและทำมาได้อย่างดี โจรผู้ร้ายคงจะเกรงกลัว เมื่อเป็นเช่นนี้ประชาชนจะได้รับประโยชน์

ส่วนเรื่องของฝ่ายการเมืองก็ว่ากันไป ผมต้องนิยามให้เห็นว่า "ใครมาด้วยการเมือง ก็ต้องไปด้วยการเมือง" สิ่งที่ถูกต้องเท่านั้นจะอยู่ยั้งได้ ใครที่มาด้วยความถูกต้องก็ไม่ต้องไปกลัวการเมือง เมื่อทำถูก การเมืองจะย้ายเราไม่ได้

สำหรับการปราบยาเสพติด บ่อนการพนัน และสถานอบายมุข เมื่อร.ต.อ.เฉลิมดูแลตำรวจ ย่อมรู้และเข้าใจยุทธวิธีการดำเนินการ ไม่น่ามีอุปสรรคอะไร

สิ่งเหล่านี้ต้องปราบที่ตำรวจน้ำเสีย หากินกับการคอร์รัปชั่นก่อน ตำรวจที่เลวเรียกหาผลประโยชน์ต้องไม่เลี้ยงไว้ หากตำรวจให้ความร่วมมือ เอาจริงเอาจัง ปัญหาเหล่านี้ต้องหมดไป

เมื่อรัฐบาลลงมือทำงานด้วยความตั้งใจ จะไม่มีตำรวจเลวกล้ามาเรียกส่วย หรือหาผลประโยชน์จากแหล่งอบายมุขอีก เพราะตำรวจเป็นองค์กรที่มีวินัยสูง เมื่อผู้บังคับบัญชาสั่งการมา ต้องสนองตอบได้อย่างดี

การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจที่จะมาถึง ขอให้ทำด้วยความเป็นธรรม คนไหนตั้งใจทำงาน คนไหนไม่ทำงาน ผู้บังคับบัญชารู้อยู่แล้ว

ทำงานกับตำรวจไม่ยาก คนไหนไม่ดี วิ่งเต้น ก็อย่าไปเอา คนไหนมาเพราะการเมืองก็ต้องไปด้วยการเมือง ข้าราชการคนไหนที่มาด้วยความถูกต้อง การเมืองก็ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้

ความดีและความตั้งใจทำงานเท่านั้นที่จะทำให้อยู่ได้

ส่วนที่ร.ต.อ.เฉลิมดูงานกฤษฎีกา เรื่องกฎหมาย ไม่มีปัญหา เพราะเรียนจบด๊อกเตอร์ด้านกฎหมาย คนที่เป็นตำรวจในฐานะเป็นผู้ปฏิบัติงานมาย่อมมีประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจ ความละเอียดรอบคอบ

ทำให้ทราบถึงจุดอ่อนจุดแข็ง ผลกระทบที่ดีและไม่ดี เรียกได้ว่ามีหลายมิติ เมื่อมาดูแลตรงนี้ จะทำให้เป็นประโยชน์ต่อการร่างกฎหมายโดยตรง

ดีกว่าพวกที่เป็นครูบาอาจารย์ซึ่งไม่เคยผ่านการปฏิบัติงานเสียอีก



พล.ต.ท.ยุทธนา ไทยภักดี

ส.ว.สรรหา อดีต ผบช.ภาค 6


รัฐบาลคิดอย่างรอบคอบ เอาคนที่ได้รับการยอมรับเข้ามาบริหารงานนี้ ร.ต.อ.เฉลิม เป็นตำรวจเก่า ผ่านงานสืบสวนสอบสวน ผ่านรัฐมนตรีมาหลายกระทรวง ไม่ว่ามหาดไทย ยุติธรรม และประจำสำนักนายกฯ

แม้พูดจาโผงผางแต่ปกครองเก่ง เสียงตอบรับดี สามารถดูแลได้ทุกระดับ เป็นที่ยอมรับของตำรวจด้วยกัน คนมาคุมหรือดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ต้องทั้งบู๊และบุ๋น มีศิลปะสูงในการปกครอง อยู่กับตำรวจต้องทันกัน

ตั้งร.ต.อ.เฉลิมไม่ได้มองว่าเช็กบิลฝ่ายตรงข้าม รัฐบาลนี้ต้องการแก้ไข ไม่แก้แค้น ร.ต.อ.เฉลิมฉลาดเรื่องใช้คน คงไม่หักพร้าด้วยเข่า

สุดท้ายทั้งร.ต.อ.เฉลิม กับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ก็จะให้เกียรติกัน รักเข้าใจกัน หลายครั้งก็เห็นว่าการเมืองเหมือนละคร บางครั้งผมก็ยังงง

เรื่องเป็นจุดอ่อนของรัฐบาลนั้น คงไม่ใช่ แม้ร.ต.อ.เฉลิมเป็นที่จับตาของสังคม แต่ความเป็นคนมีความรู้และประสบการณ์ อ่านกฎหมายออก ดูกฎหมายเป็น เชื่อว่าจะช่วยรัฐบาลได้มากกว่า

การประกาศขจัดบ่อนการพนัน แหล่งอบายมุข การปราบยาเสพติด หากทำสำเร็จทุกเรื่อง จะถือเป็นผลที่ดีต่อร.ต.อ.เฉลิมและรัฐบาล น่าจะเกิดเสียงตอบรับที่ดีกว่าไม่ดี

กรณีหวั่นเกรงเรื่องโยกย้ายตำรวจ ร.ต.อ.เฉลิมคงไม่กล้าเสี่ยงกับเรื่องแบบนี้ การโยกย้ายตำรวจมีธรรมเนียมปฏิบัติ มีระบบอาวุโส แต่เป็นไปได้ที่จะต้องให้พรรคพวกบางคนขึ้นมาเพื่อทำงานได้ตามเป้าหมาย

แต่ไม่มีใครอยากเอาเกียรติยศชื่อเสียงไปแลกด้วยหรอก

ขณะที่ฝ่ายตรงข้ามคงต้องหาข้อมูลมาโจมตี ทุกคนมีจุดบกพร่อง เป็นเรื่องของปุถุชนที่ใครใกล้ชิดใคร แต่สุดท้ายก็อยู่ที่ผลงาน

ในส่วนสำนักงานกฤษฎีกาก็ถือว่าเหมาะสม เพราะเป็นด๊อกเตอร์ทางกฎหมาย แต่งานด้านประชาสัมพันธ์ ไม่เหมาะสม น่าจะมอบหมายให้รองนายกฯคนอื่นมากกว่า



ประเสริฐ ชิตพงษ์

ส.ว.สงขลา


ไม่เคยทราบถึงกิตติศัพท์ของน.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ มาก่อน ยังรู้สึกงง ไม่คุ้น และยังได้มาทำหน้าที่ รมต.ประจำสำนักนายกฯ ด้านกรมประชาสัมพันธ์ กำกับดูแล อสมท อีก

ไม่แน่ใจว่าเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดวงการสื่อมากน้อยแค่ไหน แต่ก็คาดหวังว่าผู้มาทำหน้าที่ตรงนี้ได้ คงมีความรู้ติดตัวมาบ้าง แต่ถ้าต้องมาเรียนรู้เพิ่มกันอีก ก็น่าเป็นห่วง

ใครจะมาคุมสื่อ โดยเฉพาะสื่อรัฐบาล อาจไม่สำคัญเท่าเรื่องคุณสมบัติ ผมคิดว่าไม่ต้องถึงขั้นเคยเป็นนักข่าวมาก่อนก็ได้ แต่ขอให้มีความรู้ ความเข้าใจในคำว่า สื่อ

ไม่ใช่รู้แต่จะตีกรอบให้สื่อไปในทิศทางใดอย่างเดียว ฉะนั้น หลักแนวทางการทำงานของสื่อ จึงต้องรับใช้ส่วนรวม ไม่ใช่เพื่อรัฐบาล

ถ้าได้บุคคลที่เคยมีบทบาทแสดงออกต่อสาธารณะได้ก็จะยิ่งดีกว่า หากเขาคนนั้นจะสามารถมีภูมิหลังหรือพฤติกรรม ให้เราพอวิเคราะห์ความคิดความอ่านเขาได้ ไม่ใช่พากันงุนงงเช่นนี้

แต่เราอย่าเพิ่งทำลายความน่าเชื่อถือในตัวเขา ต้องลองให้โอกาส เป็นเครื่องพิสูจน์จะเรียกร้องไปทำไม ยังไงก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพิ่งจะแต่งตั้งกันมาเอง

หนทางเดียวต่อไป คือรอดูผลงานไปก่อน ถ้ามีพฤติกรรมที่ไม่ส่งผลกระทบมาก ก็มีโอกาสยาวนาน แต่ถ้าพฤติกรรมไม่ดี โอกาสอยู่ต่อก็น้อยแล้ว

หรือพูดง่ายๆ ถ้ามัวแต่คุกคามสื่อ คงไม่มีใครเห็นว่าเป็นสิ่งถูกต้องอย่างแน่นอน

การดูแลสื่อของรัฐหลังจากนี้ จะให้รื้อระบบรายการที่ทั้งหนุนและค้านรัฐบาลแล้วมาแข่งขันอย่างเท่าเทียมหน ใหม่หรือไม่นั้น ก็รู้ๆ อยู่ว่าหน้าที่ของสื่อ ถือเป็นการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณชนภายใต้สิทธิ เสรีภาพสื่อ

โดยที่ผู้ควบคุมสื่อ หมายถึง ผู้ที่มีหน้าที่ดูแลสื่อ ไม่ใช่การจำกัดสิทธิสื่อ และควรให้สื่อได้ทำงานอย่างมีอิสระ อย่าได้ใช้อำนาจปิดกั้นการเสนอข่าวของสื่อเป็นอันขาด

แล้วการดูแลสื่อก็จะเป็นเรื่องง่าย เป็นที่ยอมรับแก่ทุกฝ่ายได้เอง
Share this article on :

0 comments:

Post a Comment

 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.