จากการที่รัฐบาลได้แถลงนโยบาย ของรัฐบาลต่อรัฐสภา ทางพรรคฝ่ายค้านได้วิจารณ์ว่านโยบายของรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พลิกแพลงไม่ทำตามที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศหาเสียง
“ปู” ยันไม่ได้พลิ้วค่าแรง 300 บาท
เมื่อ วันที่ 24 ส.ค. เวลา 08.50 น. ที่รัฐสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายการเพิ่มรายได้ให้กับแรงงานไม่น้อยกว่าวันละ 300 บาท ที่ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่าเป็นการบิดพลิ้วจากการหาเสียงไว้กับประชาชน และไม่สามารถทำได้ว่า แท้จริงแล้วเราไปคุยกันเรื่องการตีความตัวอักษรมากกว่า แต่อย่างไรแล้วเราก็ต้องการให้ผู้ใช้แรงงาน และพี่น้องประชาชนมีรายได้ 300 บาท เราอยากให้ดูที่ผลการกระทำจะดีกว่า เพราะบางครั้งเราไปคุยในตัวอักษรอาจจะทำให้เราไปเน้นในเรื่องการตีความเกิน ไป แต่ผลลัพธ์เราต้องการที่จะให้ผู้ใช้แรงงานนั้นได้รับรายได้มากขึ้น ผู้สื่อข่าวถามว่าหวั่นหรือไม่ที่ผู้ใช้แรงงานจะมีปฏิกิริยาที่ไม่ดีกลับมา น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เรื่องนี้คงไม่หรอก เพราะเชื่อว่าพี่น้องประชาชนคงจะรับฟัง
ย้ำอีกรัฐบาลตั้งใจทำทุกนโยบาย
น.ส.ยิ่ง ลักษณ์กล่าวต่อว่า “ดิฉันมีความจริงใจในการส่งมอบนโยบายที่มีการหาเสียงที่เตรียมไว้อยู่แล้ว แต่ในรายละเอียดนั้นบางครั้งมันอาจจะเป็นรายละเอียดที่ต้องลงไปทำงานจริงๆ วันนี้เป็นการร่างนโยบายที่เพื่อเป็นกรอบรวม แต่เจตนารมณ์ต่างๆ ที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงกับพี่น้องไว้นั้นยังเหมือนเดิม ตนจะมุ่งมั่นทำหน้าที่ตรงนี้เพื่อที่จะส่งมอบผลลัพธ์สุดท้ายต่อพี่น้อง ประชาชน เมื่อถามว่าฝ่ายค้านออกมาระบุว่าคำว่ารายได้กับค่าจ้างขั้นต่ำนั้นไม่เหมือน กันจะชี้แจงอย่างไรบ้าง น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า เรื่องนี้ไปฟังการชี้แจงในสภาฯ ดีกว่า เมื่อถามอีกว่า ฝ่ายค้านโจมตีว่านโยบายที่ออกมานั้นเป็นเพียงแค่การหาเสียงเท่านั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ขอยืนยันว่าไม่เป็นอย่างนั้นแน่นอน เพราะเรามีความตั้งใจที่จะทำอยู่แล้ว
“เฉลิม” โต้ไม่คิดเบี้ยวสัญญา ปชช.
เมื่อ เวลา 09.20 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงเสียงวิจารณ์ของฝ่ายค้านระบุรัฐบาลเลี่ยงบาลี อ้างการปราศรัยหาเสียงไม่ใช่การให้ สัญญากับประชาชน ต่อไปเวลาเลือกตั้งความรับผิดชอบของนักการเมืองจะอยู่ตรงไหน ว่า ไม่ใช่ ต้องรับผิดชอบ แต่ถ้าจะใช้คำพูดว่าสัญญา จะผิดกฎหมายการเลือกตั้ง ต้องบอกว่าเป็นนโยบาย ตนแปลความตามกฎหมาย ซึ่งไม่ใช่ว่าสิ่งที่หาเสียงไว้ไม่จำเป็นต้องนำมากำหนดเป็นนโยบายทุกเรื่อง ต้องกำหนดไว้ทุกเรื่องแต่ขั้นตอนที่กำหนดจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ว่าพอเป็นรัฐบาลเดือนแรกแล้วจะทำได้หมดมันมีระยะเวลา แต่ต้องเป็นการเริ่มต้นและมีเป้าหมายตามนโยบายที่เราได้บอกไว้กับประชาชน การที่นายกฯ มอบหมายให้ตนตอบชี้แจงแทนในสภาไม่ได้หมายความว่าตนเป็นนายกฯ ในสภา ตนไม่บังอาจ เป็นรองแค่รองนายกฯ ก็เกินฝันแล้ว และไม่กระทบต่อภาวะการเป็นผู้นำของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ นายกฯ ยิ่งลักษณ์จะมาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ บริหารบ้านเมืองให้ดี ประชาชนอยู่ดีกินดี ไม่มาบริหารการเมือง จากนี้ไปการบริหารงานของรัฐบาลจะได้รับความมั่นใจเกินมากกว่าเดิม จะไม่มั่นใจได้อย่างไรเพราะชนะมาถึง 265 เสียง ถ้าไม่ถูกโกงต้องได้ 310 เสียง
คุยโอ่ “ปู” อยู่ยาว 8 ปีเทียบชั้นป๋า
“ขอบอกให้สื่อ มวลชนเด็กๆ ที่อาจจะไม่ทราบเอาไว้ว่าเคยมีนายกฯ ที่ไม่ค่อยให้สัมภาษณ์แล้วอยู่ได้ 8 ปีครึ่ง” เมื่อถามว่า กำลังเอา น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปเปรียบเทียบกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ผมไม่ทราบ ผมไม่พูด อย่าไปเอ่ยชื่อ สื่อมวลชนพูดเอง ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะอยู่ได้นานถึง 8 ปีครึ่งหรือไม่ ก็แล้วแต่การทำงาน ถ้าให้ประเมินการชี้แจงของนายกฯ มือใหม่ผมก็ให้คะแนนเต็ม ฝ่ายค้านไม่ได้เล่นอะไรรุนแรง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็อภิปรายมีเหตุมีผล มีเพียงนายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลังเท่านั้น ที่นอกบท อภิปรายเป็นลักษณะกระทู้สด อย่าไปเข้าใจว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่เป็นการเมือง ท่านเป็นมหาบัณฑิตทางรัฐศาสตร์ และไม่จริงที่ไปมองว่าท่านเป็นปูทะเลที่ต้องยืมกระดองของคนอื่น ท่านแข็งแรงอยู่แล้ว ไปทางไกลรู้กำลังม้า นานเวลารู้น้ำใจคน” รองนายกฯกล่าว
ปฏิเสธหาเสียงหลอกลวงชาวบ้าน
เมื่อ ถามว่า แต่ฝ่ายค้านมีการโจมตีการเปลี่ยนถ้อยคำตามกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น คำว่าเงินเดือนขั้นต่ำเปลี่ยนมาเป็นคำว่ารายได้ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า รายได้ก็คือเงินเดือน ค่าแรงก็คือรายได้ เป็นพลความที่ไม่ได้แตกต่าง ยืนยันว่าเป้าหมายของรัฐบาลไม่ได้บิดเบือนภาษา เมื่อมาทำงานแล้วก็ต้องทำตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ ส่วนขั้นตอนมีกระบวนการและวิธีการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ คำว่าทำทันทีคือเริ่มทำ แต่ผลจะออกมาเมื่อไหร่ต้องมีระยะเวลา หรือบางส่วนถ้าทำได้ก็ทำไปก่อน ถ้าไม่ได้ก็ประกาศให้ประชาชนทราบว่าได้เริ่มต้นแล้ว แต่ติดขัดตรงไหน อย่างไร ไม่มีปัญหา เชื่อว่าไม่มีประชาชนใครเขาจะมาคิดว่าเป็นการหลอกลวงเพื่อให้เลือกพรรคเพื่อ ไทย เขารู้ว่ากระบวนการทางราชการ มันขั้นตอนของกฎหมาย ต้องมีการออกกฎหมาย แก้ไขกฎระเบียบ
แพลมต้องใช้ 6 เดือนเข็นนโยบาย
“การทำ ตามนโยบายรัฐบาล ต้องหาวิธีการซึ่งต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อยต้องใช้เวลา 6 เดือน ไม่ใช่นอนวันนี้พรุ่งนี้ตื่นมาแล้วปั้วะๆ มันเป็นไปไม่ได้ ใครก็ทำไม่ได้” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว เมื่อถามว่า จะกลายเป็นว่า พรรคเพื่อไทยมองประชาชนเป็นลูกค้าแล้วออกโปรโมชั่นที่มาสร้างเงื่อนไขในภาย หลัง ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า “ไม่ใช่มองประชาชนเป็นลูกค้า แต่มองประชาชนเป็นผู้สนับสนุน ต้องทำให้ได้ทั้งหมด แต่ขั้นตอนมีอยู่ ไม่ใช่พอเป็นรัฐบาล 7 วันแล้วทำได้เลย จะไปเอาเงินมาจากไหน ก็ไอ้ ครม.มิดไนต์มันใช้ไปตั้งหลายแสนล้าน 211 วาระ คิดเป็นวาระละ 4 นาที ตั้ง 900 นาที ไปซื้อทำไมเครื่องบินตั้ง 75 ลำ เรื่องนี้จะไม่กระทบต่อศรัทธาที่ประชาชนให้ความไว้วางใจให้พรรคเพื่อไทย นี่กำลังจะรื้อโครงการรัฐบาลเก่า อะไรที่ส่อในทางทุจริตรื้อหมด ถ้ามอบหมายผมเป็นหัวหน้าคณะทำงานในการรื้อผมรื้อหมด ซึ่งไม่ใช่การแก้แค้นย้อนหลัง แต่เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่จริง คุณเก่งมาจากไหน คุณไปประชุมกันยังไง 4 นาที 1 วาระ ประชุมกัน 15 ชม.” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวพร้อมทิ้งท้ายว่า ชิตังเม แปลว่า เราชนะแล้ว
ระบุแก้ รธน.ไม่แตะมาตรา 112
ร.ต.อ. เฉลิมกล่าวถึงแนวทางการแก้กฎหมายของรัฐบาลซึ่งหลายฝ่ายกังวลเรื่องการแก้ไข กฎหมายอาญามาตรา 112 รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ยืนยันได้ล้านเปอร์เซ็นต์ไม่แก้มาตรา 112 และที่แก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรม ส่วนเรื่องอื่นตนยังไม่พูด ต้องย้ำว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้จะแก้ไขมาตรา 291 เพื่อเปิดช่องให้มีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ที่มาจากการเลือกของประชาชน 77 จังหวัด บวกกับการพิจารณาบุคคลจากภาคส่วนต่างๆ อาทิ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ อีก 22 คน รวม 99 คน เข้ามายกร่างฯเมื่อพิจารณาในสภาฯร่างรธน.เสร็จก็จะสอบถามประชาชนเพื่อขอความ เห็นชอบ ถ้าประชาชนเห็นชอบก็นำเข้าสภาฯเห็นชอบต่อไป ยืนยันว่าการแก้รัฐธรรมนูญ จะยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ไปแก้รัฐธรรมนูญปี 2550 ส่วนสาระสำคัญในร่างตนไม่ทราบ เพราะเป็นการพิจารณาของ ส.ส.ร.
ปัดวุ่นรื้อ รธน.ไม่เกี่ยวนิรโทษทักษิณ
เมื่อ ถามว่า หากยกร่างขึ้นมาใหม่ แสดงว่ามาตรา 309 จะถูกยกเลิกไปโดยสภาพ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่ใช่ แต่เป็นการยกเลิกทั้งฉบับ ส่วนมาตรา 309 ที่มีไว้คุ้มครองคณะปฏิวัติว่าทำอะไรก่อนและหลังไม่ผิด ส่วนเรื่องนิรโทษกรรมไม่มีใครพูด ทั้งนี้ ตนพร้อมที่จะดีเบตเพื่อทำความเข้าใจในเวทีไหนก็ได้ เมื่อถามว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เกี่ยวกับการนิรโทษ แต่อาจจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมอาจเกิดขึ้นได้ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่พูดเพราะยังไม่มีใครถาม และจะตอบในสภาก่อน ซึ่งนายกฯมอบหมายให้ตนชี้แจงในสภาเท่านั้น เมื่อถามว่าในช่วงที่มีการหาเสียง ร.ต.อ.เฉลิม เคยระบุว่าจะพา พ.ต.ท.ทักษิณกลับบ้านภายใน 6 เดือน รองนายกฯกล่าวว่า “เป็นเรื่องเทคนิคการปราศรัยและทำให้ชนะมาทุกจังหวัด ถ้าไม่พูดอย่างนั้นก็คงไม่เลือก ท่านไม่กลับหรอก อาจจะนานหน่อย เว้นแต่ฝ่ายค้านไปพูดถึงท่านบ่อยๆเหมือนอยากอภิปรายท่าน”
เมื่อถาม ว่า การแก้รัฐธรรมนูญอาจเป็นประตูเปิดช่องนำไปสู่การออกกฎหมายนิรโทษกรรมโดยที่ ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า คนละเรื่องกัน ใครคิดอย่างนี้ไร้สาระ เมื่อปี 2524 ตนเคยร่วมปฏิวัติกับกลุ่มยังเติร์ก เวลาที่เขาจะออกกฎหมายนิรโทษกรรมจะออกเป็นพระราชกำหนดหรือพระราชบัญญัติ ไม่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ แต่ต้องไม่แย้งกับรัฐธรรมนูญ
“อภิสิทธิ์” ห่วงพลิกแพลงนโยบาย
ที่ รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการแถลงนโยบายของรัฐบาลว่า บางเรื่องก็ได้ความชัดเจน ทำให้เราสบายใจขึ้นคือการยืนยันว่าจะไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 112 และจะไม่มีการนิรโทษกรรม ที่เป็นห่วงก็คือการยอมรับว่าได้มีการเปลี่ยนแปลงนโยบายจากที่เคยหาเสียงไว้ เช่น เรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่กลายเป็นว่าไม่ใช่เรื่อง 300 บาทไปแล้ว เพราะความจริงแล้วแรงงานที่มีรายได้เกินกว่าวันละ 300 บาทเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงไม่เป็นไปตามความคาดหวังของประชาชน รวมทั้งเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท ที่ไม่ใช่เรื่องเงินเดือนแล้วเพราะได้กลายเป็นเรื่องของรายได้เช่นเดียวกัน ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯได้แสดงภาวะความเป็นผู้นำในการแถลงนโยบายหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า นายกฯยังไม่ได้ตอบอะไรมาก เพียงแต่ลุกขึ้นมาตอบสั้นๆ 2 ครั้ง แต่ต้องดูวันนี้อีกวัน ต่อข้อถามว่าการที่นายกฯมอบหมายให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกฯตอบแทนจะเหมาะสมหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า คงคิดว่า ร.ต.อ.เฉลิมมีประสบการณ์มาก แต่คำชี้แจงดังกล่าวคิดว่าประชาชนคงได้ฟังแล้วว่ามีเหตุผลแค่ไหน ต่อจากนี้ต้องระวังว่าหากจะพูดว่าสิ่งต่างๆเป็นเรื่องเทคนิคทางการเมืองและ เทคนิคการหาเสียงเท่านั้น ความน่าเชื่อถือของพรรคการเมืองก็จะหายไป
จี้รัฐบาลเร่งสร้างความชัดเจน
ต่อ ข้อถามว่า การจัดนโยบายที่ไม่ตรงกับที่สัญญาเอาไว้ตอนหาเสียงเป็นเรื่องผิดกฎหมายหรือ ไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ยังไม่ได้มองเรื่องกฎหมาย แต่ที่สำคัญที่สุดกว่าคือการทำให้ประชาชนไม่สมหวังกับสิ่งที่ได้ตัดสินใจไป และผลกระทบที่ตามมาก็คือรัฐบาลจะต้องเร่งทำว่าความชัดเจนคืออะไร เพราะเมื่อจี้ถามเรื่องกรอบเวลา เราก็จะได้ยินคำว่าอย่างรวดเร็ว อย่างกระชับ แต่ไม่สามารถกำหนดเวลาออกมาอย่างที่ควรจะทำให้เกิดความมั่นใจ เพื่อให้นักธุรกิจรู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ เมื่อถามว่า ร.ต.อ.เฉลิมระบุจะไม่แก้รัฐธรรมนูญบางมาตรา แต่ไม่ได้ยืนยันว่าจะไม่นิรโทษกรรม นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ก็ต้องดูไปทีละเรื่อง สำหรับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณไปพูดที่ประเทศญี่ปุ่นว่าการทำงานของรัฐบาลจะเห็นผลในอีก 6 เดือนนั้น ยังไม่ทราบ แต่คนในพรรครัฐบาลยังออกมาปฏิเสธว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องมาเกี่ยวข้องอะไร เมื่อถามว่าจะเป็นการเพิ่มความสับสนต่อนานาชาติหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า นานาชาติส่วนใหญ่คงเข้าใจว่าความเกี่ยวข้องเกี่ยวพันจริงๆคืออะไร
“จุรินทร์” ชี้แก้ รธน.ชนวนขัดแย้ง
เมื่อ เวลา 09.30 น. ที่ห้องคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานวิปฝ่ายค้าน แถลงสรุปภาพรวมของการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภาวันแรกว่า การ ทำหน้าที่ของพรรคฝ่ายค้านในการติดตามตรวจสอบนโยบาย ของรัฐบาลตรงตามเป้าหมายที่ได้วางไว้ เพราะคำตอบของรัฐบาลเองได้แสดงให้เห็นและเป็นการตอกย้ำว่าเป็น นโยบายแก้บน และเลี่ยงบาลีจริงๆ เพราะรัฐมนตรีหลายกระทรวงยอมรับว่า นโยบายดังกล่าวเขียนไม่ตรงกับคำ ประกาศที่ได้ใช้ในการหาเสียงต่อประชาชน นอกจากนี้ ยังมีเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะเป็นปัญหาที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมและสร้างความขัดแย้งในสังคมไทยเพิ่ม ขึ้นอีก และยังเป็นที่น่าเสียดายที่นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ไม่ได้ใช้โอกาสนี้ในการแสดงวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำในการอภิปราย และชี้แจงตอบข้อสงสัยตามที่พรรคฝ่ายค้านอยากจะเห็น แต่ออกมาตอบคำถามแค่ประเด็นครึ่งประเด็นให้พอเห็นเป็นพิธีกรรมว่า ได้ตอบคำถามแล้ว
เล็งยื่น กกต.หากเข้าข่ายหลอกลวง
ผู้สื่อ ข่าวถามว่า คำแถลงนโยบายไม่ตรงกับที่หา เสียงไว้จะเป็นการเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนหรือไม่นั้น นายจุรินทร์ตอบว่า นโยบายที่แถลงไปมีข้อสรุปในตัวของมันเองอยู่แล้ว เพราะถ้าพูดอย่าง ทำอย่างไม่ตรง กับที่ได้หาเสียงไว้ ก็จะเป็นบทเรียนกับทุกฝ่ายและประชาชนสามารถตัดสินใจในการเลือกตั้งแต่ละ ครั้ง ในเรื่องความเป็นไปได้จริงและความรับผิดชอบต่อนโยบายที่นำไปหา เสียงของแต่ละพรรคการเมือง ว่า เชื่อได้หรือไม่ได้ จะมา หลอกเราหรือเปล่า เมื่อถามว่า จะให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคยกเรื่องเข้าข่ายหลอกลวงประชาชนในการหาเสียง โยงไปถึงการถูกยุบพรรคได้หรือไม่ นายจุรินทร์ตอบว่า ทางพรรคยังไม่ได้มีการหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมา แต่อย่างน้อย ที่สุดเป็นเรื่องจริยธรรมทางการเมือง และอย่างน้อยควรจะได้มีการฟ้องประชาชน แต่ว่าถ้ามีประเด็นไหนที่เข้าข่ายหลอกลวงด้วย ก็จะต้องมีการตั้งเรื่องและ กกต.จะ ต้องเข้าไปสอบ อย่างไรก็ตาม ถือว่าเราได้ทำหน้าที่ในสภา บอกกับประชาชนแล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้น ในเรื่องเอกสาร ทางพรรคก็มีทีมกฎหมายและทีมงานโฆษกของพรรคที่พร้อมจะสรุปคำอภิปรายเผยแพร่ ต่อสาธารณะแล้ว
ปชป.สับแหลกจำนำข้าว
เมื่อเวลา 08.10 น. ที่รัฐสภามีการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา เพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นวันที่สอง มี พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ประธานวุฒิสภา ในฐานะรองประธานรัฐสภา เป็นประธานการ ประชุม โดยยังคงเป็นการสลับกันอภิปรายของบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ส่วนใหญ่เป็นการท้วงติงและแสดงความเป็น ห่วงว่ารัฐบาลจะไม่สามารถทำตามนโยบายที่หาเสียงได้ โดยนายเกียรติ สิทธิอมร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประ– ชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะดำเนินนโยบายรับจำนำได้สำเร็จ เช่น สมัยรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โครงการรับจำนำข้าวขาดทุนถึง 1.6 หมื่นล้านบาท เกิดระบบโควตาที่เอื้อประโยชน์เฉพาะผู้ส่งออกรายใหญ่ โดยงานวิจัยจากสถาบันเพื่อการพัฒนาประเทศไทย หรือ ทีดีอาร์ไอ ระบุว่า ระบบจำนำช่วยเหลือเกษตรกรเพียง 1 ใน 3 เท่านั้น และมีการสวมสิทธิข้าวของประเทศเพื่อนบ้าน 5-6 แสนตันด้วย ที่สำคัญคือเงื่อนไขในข้อตกลงองค์กรการค้าโลก อยากทราบว่าที่รัฐบาลบอกว่าจะทำนโยบายจำนำข้าวโดยใช้เงิน 4.72 แสนล้านบาท ต้องขายขาดทุน ทันที 1.5 แสนล้านบาท จะเข้าข่ายละเมิดกฎ WTO หรือไม่ หากเกิดการฟ้องร้องตามมาจะทำอย่างไร และอาจมีการ ตอบโต้ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลต่อภาคอุต– สาหกรรมอื่น เสี่ยงต่อการตกงาน เมื่อกล้าคิดก็ต้องรับผิดชอบด้วย
ชี้ทำรัฐขาดทุนปีละหมื่นล้าน
นาย ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า อยากฝากให้รัฐบาลคิดว่า โครงการรับจำนำข้าว ต้องมีการเก็บสต๊อกข้าว แต่รัฐบาลไม่มีโกดังของตัวเอง ต้องเสียค่าเช่าโกดังเอกชน รวมดอกเบี้ยเป็นเงินปีละกว่า 1 หมื่นล้านบาท การรับจำนำของไทยมักใช้วิธีดึงข้าวมาเก็บไว้ในสต๊อก ทำให้ข้าวไม่ออกสู่ตลาดโลก ส่งผลราคาข้าวในต่างประเทศสูงขึ้น แต่ไม่ใช่ชาวนาไทยประเทศเดียวได้รับประโยชน์ ยังมีชาวนากัมพูชา เวียดนาม อินเดีย ได้ประโยชน์ด้วย แต่ของเขามีต้นทุนต่ำกว่าเราหลายเท่า อีกแง่การตั้งราคาประกันไว้สูง จะทำให้ทั้งภาคราชการและเกษตรกรไม่สนใจลดต้นทุนการผลิต ต่างจากประเทศเวียดนามที่พัฒนาทั้งเรื่องชลประทาน ปุ๋ย พันธุ์ข้าว เพื่อลดต้นทุน ขณะที่เรื่องการตลาดขณะนี้เริ่มเป็นปัญหา ปัจจุบันไทยขายออกในราคาตันละ 625 เหรียญสหรัฐฯ เวียดนามขาย 570 เหรียญสหรัฐฯ คนส่วนใหญ่จึงหันไปซื้อข้าวเวียดนามหมด ไทยจะมาทะนงตนว่าเป็นข้าวพรีเมียมไม่ได้อีกต่อไป เพราะทุกวันนี้คุณภาพข้าวหอมมะลิเวียดนามใกล้เคียงกับเรามาก
แนะรื้อสัมปทานตั้งกองทุนมั่งคั่ง
น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายยกเลิกกองทุนน้ำมัน ในส่วนการยกเลิกจัดเก็บก๊าซแอลพีจีและเอ็นจีวี เพื่อให้ประชาชนภาคครัวเรือนใช้ก๊าซในราคาถูก แต่ภาคอุตสาหกรรมไม่ควรได้รับประโยชน์จากส่วนนี้ เพราะมีกำไรมหาศาลจากการใช้ก๊าซเป็นปัจจัยการผลิต เกรงว่ากองทุนน้ำมันจะกลายเป็นกองทุนประกันกำไรธุรกิจในปี 2553 บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) มีกำไรเฉพาะในส่วนของก๊าซถึง 3 หมื่นล้านบาท กำไรในส่วนของภาคการผลิตอยู่ที่ 6 หมื่นล้านบาท มีกำไรสุทธิถึง 8 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2552 ถึง 39.5% ที่ผ่านมาปล่อยให้เกิดการผูกขาดในธุรกิจพลังงานเพียงไม่กี่ราย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ จึงไม่เกิดการแข่งขันที่แท้จริง มีการสร้างต้นทุนเทียมขึ้นมา คนที่ได้ประโยชน์คือกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ ปตท. 48% ที่มีอยู่ไม่เกิน 2 หมื่นคนเท่านั้น นอกจากนี้ ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดการตั้งกองทุนความมั่งคั่ง ด้วยการนำเงินสำรองประเทศมาใช้ เพราะไม่มีหลักประกันว่าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและไม่เกิดความเสียหาย ทางที่ดีควรหาเงินจากแหล่งอื่น เช่น ขยายระบบสัมปทานพลังงานให้กระจายมากขึ้น เพราะไทยจัดอยู่ในลำดับที่ 23 ของโลก ในการขุดเจาะพลังงานใต้ดินขึ้นมาผลิต แต่เป็นระบบสัมปทานที่กระจายอยู่ไม่กี่ราย คิดเป็นเพียง 10% ได้รายได้เพียง 3.7 หมื่นล้านบาท แต่ถ้ามีการขยายระบบสัมปทานให้ถึง 50% จะทำให้รัฐบาลมีรายได้ถึง 1.8 แสนล้านบาทต่อปี เงินส่วนนี้เพียงพอที่จะนำไปใช้ตั้งกองทุนความมั่งคั่งได้โดยไม่ต้องใช้เงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศ
“วิฑูรย์” โวยรถไฟเร็วสูง ปชป.หาย
นาย วิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง รัฐบาลที่แล้วได้เห็นชอบไปแล้ว 5 สาย แต่รัฐบาลนี้ระบุไว้ในนโยบายเพียงแค่ศึกษาและพัฒนารถไฟฟ้าความเร็วสูง สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ กรุงเทพฯ-หัวหิน กรุงเทพฯ-นครราชสีมา ขณะที่สายกรุงเทพฯ-ระยอง กลับหายไป ในอดีตเคยมีการพูดว่าจังหวัดไหนเลือกทำให้ จังหวัดไหนไม่เลือกไม่ทำให้ วันนี้จะตอบคำถามประชาชนชาวระยอง จันทบุรี ตราด อย่างไร ทำไมถึงถูกตัดโครงการนี้ หรือเพียงเพราะเขาเลือกพรรคประชาธิปัตย์หรือ เช่นเดียวกับภาคใต้ 14 จังหวัด ที่ถูกตัดโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงไป ถ้ารัฐบาลอยากเห็นความปรองดองสามัคคี อยากให้ทำอย่างเท่าเทียม อย่าทำหินแตกอย่าแยกแผ่นดิน แม้แต่พื้นที่อีสาน 20 จังหวัดที่ประชาชนเลือกเพื่อไทย แต่รถไฟความเร็วสูงสายกรุงเทพฯ-หนองคาย กลับหายไป
ค้านแจกแท็บเล็ต ป.1 ยังไม่พร้อม
นายกนก วงษ์ตระหง่าน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นโยบายแจกแท็บเล็ตพีซีให้นักเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ถือว่าไม่ตรงกับที่หาเสียงไว้ว่าจะแจกให้นักเรียนทุกคน ทำให้ผู้ปกครองเข้าใจว่าเด็กนักเรียนทุกคนจะได้แท็บเล็ตพีซีครบ นายกฯในฐานะผู้รับผิดชอบต้องอธิบายกับผู้ปกครองด้วย ขณะที่การแจกให้เด็ก ป.1 เป็นเรื่องไม่ถูกต้อง เพราะยังเป็นชั้นที่ต้องการพัฒนาทักษะการอ่านการเขียน การให้แท็บเล็ตจึงไม่ช่วยพัฒนาทักษะดังกล่าว ผลเสียที่ตามมาคือผลกระทบกับพัฒนาการทางสายตาและการมองเห็น ปัญหาสิ่งยั่วยวนทางอินเตอร์เน็ต เด็ก 6 ขวบ ยังไม่สามารถกลั่นกรองสิ่งที่พบในโลกอิน– เตอร์เน็ตได้ และยังเกิดปัญหาเด็กติดเกมตามมา ส่งผลกระทบกับโรงเรียนและสังคมไทย หากจำเป็นต้องแจกควรเป็นเด็กมัธยมปีที่ 1 จะเหมาะสมกว่า และถ้าครูไม่ พร้อมจะทำอย่างไร ความไม่พร้อมเรื่องอินเตอร์เน็ตไร้สายของโรงเรียนในชนบท หากทำต่อไปเกรงจะเกิด 2 มาตรฐานขึ้นกับเด็กในชนบท โดยภาพรวมสิ่งที่รัฐบาลหาเสียงกำลังเป็นสิ่งที่ไม่ตรงกับสิ่งที่จะทำได้
หยัน “วรวัจน์” ไร้กึ๋นปฏิรูปศึกษา
นาย ประกอบ รัตนพันธ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ไม่ทราบว่านายวรวัจน์ เอื้อ–อภิญญกุล รมว.ศึกษาธิการ จะมีวิสัยทัศน์ในการปฏิรูปการศึกษาขนาดไหน เพราะก่อนเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่ามีการสั่งให้เปลี่ยนสีพรมทางเข้าห้องทำงานจากสีชมพูเป็นสีแดง โดยใช้เงินประมาณ 2-3 ล้านบาท แทนที่จะเอาเงินส่วนนี้ไปสร้างโรงเรียนได้ถึง 1 แห่ง หรือเอาไปเป็นทุนอาหารกลางวันเด็กและนมโรงเรียนดีกว่า และยังมีความสับสนในนโยบายหลายด้าน เช่น เงินเดือนผู้จบปริญญาตรี 15,000 บาท ยังไม่ชัดว่าจะครอบคลุมผู้จบการศึกษาในระดับอาชีวศึกษาหรือเทียบเท่าหรือไม่ อาจเป็นความเหลื่อมล้ำและปฏิบัติไม่เท่าเทียมกัน เช่นเดียวกับการจัดตั้งกองทุนตั้งตัวได้ให้กับสถาบันอุดมศึกษาที่ร่วม โครงการสนับสนุนสร้างผู้ประกอบการรายย่อย วงเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท เป็นอีกประเด็นที่กระทรวงศึกษาฯจะดำเนินการได้หรือไม่ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะสามารถสร้างอาชีพได้จริง ที่น่ากลัวที่สุดคือการให้สัมภาษณ์ของ รมว.ศึกษาฯว่าจะยกเลิกระบบวิทยฐานะให้กับครู จากเดิมที่ประเมินโดยฝ่ายวิชาการของภาคราชการ แต่จะเปลี่ยนเป็นให้ผู้ปกครองประเมินแทน แนวคิดนี้จะส่งผลเสียอย่างรุนแรง ทำให้ครูวิ่งเข้าหาผู้ปกครองมากกว่าจะผลิตผลงาน จึงอยากขอความชัดเจนจากรัฐบาล เพราะจะกระทบต่อกำลังใจของครูทั่วประเทศ
40 ส.ว.ขุดแดงล้มเจ้ากระหน่ำ
นาย สมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา กลุ่ม 40 ส.ว. กล่าวว่า ชัยชนะของประชานิยมสะท้อนให้เห็นถึงความเหนือกว่า แต่การชนะการเลือกตั้งไม่ใช่ชัยชนะทางการเมืองอย่างถาวร ช่วง 3-6 เดือนนี้เป็นช่วงฮันนีมูน รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน นายกฯต้องเป็นตัวของตัวเอง ต้องรู้อะไรควรทำไม่ควรทำ การเร่งดำเนินการบางเรื่องอาจนำสู่ความขัดแย้งอีก หวังว่ารัฐบาลค้นหา ความจริงกรณีการชุมนุมที่ก่อความรุนแรงที่ผ่านมา รวมถึงปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ต้องเร่งปราบปรามและยุติเว็บไซต์เถื่อน ต้องหยุดการแก้ไขรัฐ– ธรรมนูญ เพราะอาจทำให้เกิดความแตกแยก ควรปล่อยเวลาไปสักพักหนึ่ง และยุติการช่วยเหลือคนบางคน วันนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีขบวนการที่แฝงมากับมวลชน หรือที่เรียกว่ากลุ่มแดงล้มเจ้า ในพรรคของท่านโดยยึดหลักการคอมมิวนิสต์ แต่วันนี้พวกท่านชนะแล้ว ควรปล่อยประเทศเดินหน้าอย่าให้แดงล้มเจ้าใช้เว็บแฝงที่อยู่ต่างประเทศ เคลื่อนไหวทำลายสถาบัน ยอมรับว่าในคนดีย่อมมีคนไม่ดีบ้าง แต่อย่าให้ชักจูงไปในทางที่เสียหาย ที่ห่วงอีกประการคือการเกิดรัฐซ้อนรัฐ การจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดง มีการปลุกระดมแจกซีดี เอกสาร และชักจูงประชาชนไปทางที่ผิด
“สาทิตย์” ฉะรัฐบาลหลอกลวงคนจน
ต่อ มาเวลา 14.00 น. นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่าชัยชนะพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งผ่านการสะสมมวลชนคนเสื้อ แดงในหลายปี มีการสร้างประเด็นอำมาตย์ ไพร่ มีการสร้างวาทกรรมสำคัญว่า อำมาตย์ไม่อยากเห็นคนหายจน จะต้องพึ่งพาอำมาตย์ตลอดชีวิต คำถามก็คือ นโยบายที่รัฐบาลชุดนี้แถลงต่อรัฐสภามีความแตกต่างจากนโยบายอำมาตย์ตรงไหน ตนดูนโยบายทั้งหมดแล้วรู้สึกผิดหวัง เพราะไม่มีการแก้ปัญหาคนยากจนที่เป็นคนสนับสนุนพรรคเพื่อไทยเลย ทั้งเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท เป็นแค่เทคนิคทางการเมือง จะจับตาดูว่าจะเป็นเพียงการสร้างวาทกรรม หลอกลวงเรื่องไพร่ อำมาตย์ เอามวลชนมาเป็นฐานให้ตัวเองขึ้นมามีอำนาจ แล้วทิ้งคนจนหรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น ถือว่าหลอกลวงคนจน บาปที่สุด
“ตู่” เปิดศึกดวลฝีปากเด็ก ปชป.
จาก นั้นนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ได้ขึ้นมาอภิปรายทักท้วงทันทีว่า ตนมีสองสถานะทั้งคนเสื้อแดงและสมาชิกพรรคเพื่อไทย สิ่งที่พรรคเพื่อไทยประกาศไว้ต้องรอให้ผ่านวันนี้ไปก่อนถึงจะเริ่มต้นได้ ตนไม่เคยเห็นปรากฏการณ์ที่รัฐบาลยังไม่เริ่มต้นทำงาน ก็ถูกสร้างเรื่องราวขึ้นมาใส่ร้ายมากมาย ขณะนี้ยังไม่ได้เริ่มต้นอะไร แล้วจะมาหาว่าหลอกลวงได้อย่างไร ส่วนคำว่า ไพร่ อำมาตย์ เป็นเพียงการอธิบายว่า ความเหลื่อมล้ำจากการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลชุดที่แล้ว ทำให้นายเจ๊ะอาหมิง โต๊ะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงทันทีว่า การทักท้วงของนายจตุพรต้องบอกว่าผิดข้อบังคับใด ไม่ใช่ขึ้นมาอภิปราย ซึ่งนายจตุพรได้สวนกลับทันทีว่า การอภิปรายกับการทักท้วงเป็นคนละเรื่อง เป็นผู้แทนมานาน ทำไมยังฟังภาษาคนไม่รู้เรื่อง นายเจ๊ะอาหมิงจึงขอให้นายจตุพรถอนคำพูด เพราะตนฟังภาษาคนรู้เรื่อง ไม่ใช่ลิงอุรังอุตัง พูดภาษาคนรู้เรื่อง ในที่สุดนายจตุพรยอมถอนคำพูดว่า นายเจ๊ะอาหมิงไม่ใช่ลิงอุรังอุตัง
กระทุ้งรัฐบาลกระจายอำนาจ
เมื่อ เวลา 16.20 น. นายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า การปฏิรูปประเทศไทยโดยการปฏิรูปการเมืองท้องถิ่น นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่จะต้องเป็นประธานคณะกรรมการกระจายอำนาจต้องดำเนินการ เป็นภารกิจที่รัฐบาลต้องทำ เพื่อขจัดการเมืองรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ส่วนกรณีที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศระหว่างหาเสียงที่จะให้มีมหานครปัตตานี หรือการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษเหมือนเมืองพัทยานั้น ไม่ทราบเป็นความคิด หรือแค่พูดขึ้นมาโดยไม่มีความชัดเจน
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯและ รมว.มหาดไทย ชี้แจงว่า เป็นพระบวชใหม่หากไม่รับกฐินสักครั้งก็ไม่สมบูรณ์ แต่อย่าจองบ่อย ส่วนกรณีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นนั้น มีความเห็นตรงกับนายชำนิ ศักดิเศรษฐ์ และทางนายกฯที่มาจากชาวบ้านได้ให้มายืนยันว่าการปกครองใดไม่ดีกว่าการกระจาย อำนาจ ไม่มีใครแก้ปัญหาท้องถิ่นได้ดีเท่าคนท้องถิ่นเอง ส่วนนครปัตตานีนั้นไม่ใช่นโยบายของรัฐบาล แต่รัฐบาลจะต้องตอบสนองการปกครองส่วนท้องถิ่นในภาคใต้เป็นอย่างดี
บี้แก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนใต้
นาย เจะอามิง โตะตาหยง ส.ส.นราธิวาส พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ในกรณีนโยบายการเยียวยาที่ได้ รับผลกระทบจากความเห็นที่แตกต่างนั้น สถานะหนึ่งเป็น ส.ส.พรรคเพื่อไทย อีกสถานะหนึ่งเป็นคนเสื้อแดงออกมาเรียกร้องให้จ่ายค่าเยียวยา 10 ล้านบาทต่อหัว อยากทราบกรณีเหตุการณ์กรือเซะและคนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้จะได้รับด้วยหรือไม่ เพราะเกิดจากความผิดพลาดจากนโยบายรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ พ.ต.ท.ทักษิณได้ยอมรับว่ากรณี 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยอมรับใช้กำปั้นเหล็กแก้ไขจึงลุกลามไปใหญ่ อยากถามไปถึงนายกฯว่าการปกครองเฉพาะพื้นที่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นรูปแบบอะไร หากทำเป็นนครปัตตานีอย่าทำ จะทำให้เกิดความแตกแยกขึ้นอีก รัฐบาลอย่ากลัวเสียหน้า เพราะรัฐบาลไม่มี ส.ส.ในพื้นที่ พรรคประชาธิปัตย์พร้อมให้ความร่วมมือ ส่วนกรณีที่เอาผ้าฮิยาบสีแดงไปคุมหัวนั้น คนมุสลิมถือว่าหากไม่ใช่เป็นมุสลิมจะถือว่าไม่ให้เกียรติ ถามว่าใครคิดให้ท่านนายกฯต้องคิดเป็นบ้าง และอย่าทำนโยบายแก้ไขปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณมาทำอีก เพราะประชาชนในพื้นที่หวาดระแวง จะทำให้ความแตกแยกในพื้นที่เกิดขึ้นอีก เมื่ออภิปรายถึงตรงนี้โชว์รูปกรณีเหตุการณ์ตากใบ จ.นราธิวาส และอภิปรายต่อว่า วันนี้บุคคลที่รับผิดชอบก็ล้วนมีตำแหน่งอยู่ในรัฐบาลนี้
เล็งตั้ง กก.เยียวยาทุกกลุ่ม
พล.ต.อ. โกวิท วัฒนะ รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ในกรณีการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้น รัฐบาลตั้งใจหยุดยั้งความรุนแรง แต่ยังไม่มีสูตรใดที่แก้ไขได้สำเร็จ จะไปตำหนิใครก็ไม่ได้ รัฐบาลยืนยันแก้ปัญหานี้ พร้อมรับฟังข้อมูลจากทุกฝ่าย ตนมีหน้าที่ต้องไปแก้ไขปัญหาตามสติปัญญาและกำลัง สำเร็จหรือล้มเหลวก็จะยอมรับโทษด้วย และในฐานะที่ทำงานร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มา ท่านมีความตั้งใจทำงานเพื่อบ้านเมือง จะมาตำหนิกันไม่ได้ นักรบต้องมีบาดแผล
พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม ชี้แจงว่า หากเยียวยาคนเสื้อแดงที่ได้รับผลกระทบ 10 ล้านบาท คนที่ได้รับผลกระทบจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องได้รับการเยียวยาด้วยหรือไม่ นโยบายรัฐบาลได้คิดไว้แล้วว่าต้องมีการเยียวยาทุกกลุ่ม โดยตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 1 ชุดขึ้นมาพิจารณาเรื่องนี้ โดยยึดหลัก คอป.เป็นแนว เพื่อทำให้เกิดความเป็นธรรมมากที่สุด ประเด็น 10 ล้านบาท รัฐบาลยังไม่ได้พูด เป็นคนนอกพูด ส่วนจะจ่ายเยียวยาเท่าไหร่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการชุดที่ตั้งขึ้นมาจะพิจารณา
“ปู” สั่ง ส.ส.ปิดปากงดโต้ตอบ
ระหว่าง ที่มีการประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายรัฐบาลอยู่ เมื่อเวลา 15.00 น. วันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เรียกรัฐมนตรีในส่วนของพรรคเพื่อไทยประชุม ที่ห้องประชุมคณะกรรมาธิการ 4 เพื่อปรับวิธีการอภิปรายของรัฐบาลและ ส.ส.พรรคเพื่อไทย โดยสั่งให้ ส.ส.งดการอภิปรายสนับสนุนรัฐบาล ปล่อยให้ฝ่ายค้านและ ส.ว.อภิปรายร่ายยาวตามกรอบเวลาที่วิป 3 ฝ่ายได้ตกลงกันไว้เรียบร้อยแล้ว ในส่วนของรัฐมนตรีให้ชี้แจงเท่าที่จำเป็น และจะชี้แจงในช่วงท้าย ก่อนที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ลุกขึ้นกล่าวปิดก่อนเวลา 24.00 น. เพื่อป้องกันการเล่นเกมตีรวนของฝ่ายค้านที่อาจจะลากยาวเลยเวลา 24.00 น. ที่สุ่มเสียงขัดต่อการถูกยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐบาลต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาภายใน 15 วัน นับแต่วันโปรดเกล้าฯตำแหน่งนายกฯ
ปชป.ป่วนไม่พอใจ “ขุนค้อน” เอียง
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมเริ่มมีบรรยากาศตึงเครียดเมื่อนายอันวาร์ สาและ ส.ส.ปัตตานี จากพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายถึงปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยแสดงความเป็นห่วงว่า แนวคิดและนโยบายการทำงานของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะหลายนโยบายมีความเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งในอดีต พ.ต.ท.ทักษิณมีส่วนทำให้ปัญหาชายแดนใต้ขยายวงกว้างมากขึ้น มีการอุ้มฆ่าเกิดขึ้นมากมาย จึงเกรงว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะปฏิบัติเช่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำให้นายสมศักดิ์ ซึ่งทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมในขณะนั้น พยายามตักเตือนไม่ให้นายอันวาร์พูดพาดพิงถึง พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมขอร้องว่าอย่ารื้อฟื้นเรื่องเก่าในอดีตขึ้นมาพูดอีก ทำให้นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงนายสมศักดิ์ โดยระบุว่านายสมศักดิ์ทำผิดข้อบังคับข้อที่ 45 ที่ไม่ยอมเปิดโอกาสให้สมาชิกทำการประท้วง แต่นายสมศักดิ์ยืนยันว่า ทำถูกตามข้อบังคับทุกประการ และได้ให้โอกาสผู้ประท้วงพอสมควรแล้ว และคำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาดแล้ว อย่างไรก็ตาม นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา จากพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงย้ำว่า นายสมศักดิ์กำลังทำผิดข้อบังคับข้อที่ 45 และต้องให้โอกาสสมาชิกได้ทำการชี้แจง และถ้ายังพยายามจะตัดบทอีก เชื่อว่าการประชุมจะไม่สงบแน่นอน
ขู่วอล์กเอาต์ล้มแถลงนโยบาย
อย่าง ไรก็ตาม นายสมศักดิ์ยังยืนยันไม่อนุญาต ถ้าจะมีการประท้วงข้อบังคับที่ 45 อีก ทำให้ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ส.ส.พิษณุโลกพรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นอภิปรายว่า นายสมศักดิ์ไม่เข้าใจข้อบังคับข้อที่ 45 จริงๆ เพราะเล่นตัดบทตลอดเวลา ไม่ยอมเปิดโอกาสให้ชี้แจง ทำให้นายสมศักดิ์ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า ไม่รู้ว่าสมาชิกไม่เข้าใจเนื้อหามาตรานี้จริงหรือว่าแกล้งไม่เข้าใจกันแน่ อย่างไรก็ตาม ส.ส.จากพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังพยายามยกมือประท้วงอย่างต่อเนื่องจนทำท่าว่าจะ บานปลาย ทำให้นายสมศักดิ์ตัดสินใจใช้อำนาจประธานในที่ประชุม สั่งให้เจ้าหน้าที่รักษา ความปลอดภัยเชิญตัวนายวิรัตน์และ นพ.วรงค์ ที่กำลังยืนยกมือประท้วงออกจากห้องประชุม แต่ทันใดนั้นบรรดา ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นับสิบคนต่างลุกฮือยืนขึ้นประท้วงกันจ้าละหวั่น และขู่จะพากันวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม ทำให้นายสมศักดิ์ปิดไมค์ตัวเองพร้อมยืนขึ้น ซึ่งเป็นการแสดงถึงอำนาจของประธานในที่ประชุม และสมาชิกจะต้องนั่งลงตามข้อบังคับการประชุม พร้อมกล่าวว่า สมาชิกทำอย่างนี้แล้วจะได้ประโยชน์อะไร ซึ่งมาตรการนี้ ทำให้มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์บางส่วนยอมนั่งลง
อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ยังคงลุกขึ้นประท้วง และขอให้นายสมศักดิ์ถอนคำพูดที่ว่า สมาชิกแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจข้อบังคับที่ 43 ซึ่งถือเป็นการเสียดสีบุคคลใดๆ ซึ่งนายสมศักดิ์ก็ได้ยอมถอนคำพูดดังกล่าว จากนั้นได้หันไปบอก พล.อ.ธีรเดช มีเพียร ที่นั่งอยู่ติดกัน ให้ขึ้นมารับช่วงทำหน้าที่คุมการประชุมแทน ทำให้บรรยากาศการอภิปรายกลับเข้าสู่สภาวะปกติ
“ฮุน เซน” ยกหูชม “เฉลิม” อภิปรายสะใจ
ผู้ สื่อข่าวรายงานจากพรรคเพื่อไทยว่า เมื่อช่วงค่ำวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา หลังจากที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี อภิปรายตอบโต้ทั้งเรื่องการเมืองและเศรษฐกิจเสร็จสิ้น ปรากฏว่าได้มีโทรศัพท์จากเลขานุการส่วนตัวสมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชามาถึง ร.ต.อ.เฉลิม โดยบอกว่าสมเด็จฮุน เซน ติดตามการอภิปรายตลอด ได้ฟัง ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายในสภาแล้วชอบมาก อยากจะเชิญมารับประทานอาหารร่วมกัน ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิมก็ได้ตอบกลับไปเชิงทีเล่นทีจริงว่า ก็อยากไปกินด้วยแต่ไม่รู้จะนัดกันที่ไหน
“ชวน” ทวงรถไฟความเร็วสูงใต้
ต่อ มาเวลา 19.00 น. นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า อยากได้ความกระจ่างว่า เส้นทางรถไฟความเร็วสูงในภาคใต้หายไปไหน หวังว่า คงไม่เจาะจงเลือกพัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทย และหวังว่านโยบายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่พัฒนาเฉพาะจังหวัดที่เลือกพรรคเพื่อไทย คงไม่มาถึงรัฐบาลสมัยนี้ เพราะทุกวันนี้ เส้นทางที่ทำรายได้สูงสุดให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) คือ ภาคใต้ รองมาคือ ภาคอีสาน ภาคเหนือ สิ่งที่ห่วงอีกเรื่องคือ นโยบายรัฐบาลชุดนี้ที่จะเปลี่ยนแปลงนโยบายกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ที่ตนริเริ่มไว้ปี 2538 จากเดิมที่ให้กู้ยืมเฉพาะเด็กที่มีฐานะยากจน ครอบครัวมีรายได้ต่อปีไม่เกิน 1.2 แสนบาทต่อปี เป็นให้เด็กที่มีฐานะร่ำรวย เรียนดีสามารถกู้ยืมเงินได้ด้วย ซึ่งเป็นการตัดโอกาสเด็กยากจน หากรัฐบาลจะใช้แนวคิดดังกล่าว ก็ควรไปจัดตั้งกองทุนใหม่
ซัดปาก “ทักษิณ” ต้นเหตุจุดไฟใต้
นาย ชวนกล่าวว่า มีความเป็นห่วงนโยบายแก้ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะไม่รู้ว่า รัฐบาลจะยึดแนวทางนครรัฐปัตตานีหรือไม่ เพราะได้ยินและเคยเห็นมาว่า มีการร่างเป็น พ.ร.บ.แล้ว มี 152 มาตรา อีกทั้งนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่เขียนว่า “ส่งเสริมการกระจายอาจปกครองท้องถิ่นในรูปแบบที่สอดคล้องกับพื้นที่ที่ไม่ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ” นั้น มีความคลุมเครือไม่ชัดเจน ขอให้ช่วยอธิบายด้วย เพราะเหตุความรุนแรงภาคใต้ ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2547 ถึงปัจจุบันมีคนตายไปแล้ว 4,700 คน ซึ่งในสมัยที่ตนเป็นรัฐบาลสามารถแก้ปัญหาได้ แต่พอเปลี่ยนมาเป็นรัฐบาลไทยรักไทยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็เกิดปัญหา ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณก็รับสารภาพแล้วในเรื่องการใช้กำปั้นเหล็กในการแก้ปัญหา ปัญหาเกิดขึ้นจากคำพูดโจรกระจอก
พท.แห่ประท้วงป้องนายใหญ่
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นบรรดา ส.ส.พรรคเพื่อไทยต่างลุกประท้วงทันที โดยนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.บัญชีรายชื่อ ขอให้นายชวนอย่าเอ่ยถึงบุคคลภายนอก แต่นายชวนได้อภิปรายต่อด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย และยังกล่าวย้ำพูดเรื่องโจรกระจอกอีก ทำให้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นประท้วงนายชวนว่า ใส่ร้ายป้ายสี พ.ต.ท.ทักษิณว่า เป็นต้นเหตุปัญหาภาคใต้ ขอให้ถอนคำพูด เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้นำที่มีความเป็นสุภาพบุรุษ แต่มีผู้นำประเทศบางคนสั่งการฆ่าประชาชน 91 ศพ แต่ไม่มีคำสารภาพและไม่ขอโทษ จากนั้น ส.ส.ประชาธิปัตย์กับเพื่อไทย ก็ประท้วงโต้กันไปมาในที่สุดประธานในที่ประชุมวินิจฉัยให้อภิปรายต่อได้
ให้เอาผิด “มาร์ค” หากสั่งฆ่า ปชช.
นาย ชวนกล่าวอภิปรายต่อว่า เรื่องบางเรื่องอาจทดลองนโยบายได้ แต่นโยบายความมั่นคงชาติ ถ้าทดลองแล้วผิด มันประเมินค่าไม่ได้ เมื่อผิดพลาดถึงขั้นให้ประเทศเสียหายแบบนี้ ก็อย่าทดลองถ้าไม่แน่ใจ เพราะจะไม่สูญเสียเฉพาะคน แต่แผ่นดินจะมีปัญหา อย่าเอาประเทศไปทดลอง กรุณาอย่าผิดพลาดซ้ำสอง ตนสนับสนุนหลักนิติธรรม เพราะไม่เคยเห็นบ้านเมืองตกอับด้วยหลักการนี้ ซึ่งนายกฯส่งสัญญาณดีว่า จะไม่แก้แค้น แต่จะแก้ไข แต่กรณีที่มีการกระทำผิด เช่น รัฐบาลนายอภิสิทธิ์สั่งฆ่า 91 ศพ เรื่องนี้ไม่ใช่การแก้แค้น แต่ต้องดำเนินการตามหลักนิติธรรม ซึ่งการยึดมั่นหลักนิติธรรมเป็นการสร้างความปรองดอง เรื่องการสั่งฆ่าประชาชน 91 ศพ ถ้าเป็นเรื่องจริงต้องดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ และใครเผาบ้านเผาเมือง ถ้าศาลว่าผิดก็ต้องผิด
สภาเข้มตรวจระเบิดรถ “นายกฯปู”
ผู้ สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่สองว่า เมื่อเวลา 07.30 น. เจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ได้นำอุปกรณ์ ซึ่งเป็นกระจกส่องใต้ท้องรถ มาตรวจค้นวัตถุระเบิด รถโฟล์กตู้ สีฟ้า หมายเลขทะเบียน ษง 26 กรุงเทพมหานคร ที่จอดอยู่บริเวณด้านหน้าอาคารรัฐสภา และไม่พบวัตถุต้องสงสัยแต่อย่างใด ทั้งนี้ จากการตรวจสอบทราบว่า รถยนต์คันดังกล่าวเป็นรถสำรอง สำหรับนายก– รัฐมนตรีที่ทางทีมรักษาความปลอดภัยได้นำมาจอดไว้ตั้งแต่เมื่อวันที่ 23 ส.ค.ที่ผ่านมา และได้จอดค้างคืน โดยได้แจ้งกับทางเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยของรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว แต่ในช่วงเช้าได้ประสานงานให้เจ้าหน้าที่มาตรวจวัตถุระเบิดนั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติในการปฏิบัติหน้าที่และมาตรการรักษาความปลอดภัยนายก รัฐมนตรี
“เต้น–ตู่–ตาล” โชว์นวดปรองดอง
ผู้สื่อข่าวรายงาน จากรัฐสภาว่า ในระหว่างที่มีการประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล ที่บริเวณห้องโถงชั้นล่าง อาคารรัฐสภา 1 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ออกบูธจัดกิจกรรม “เริ่มงานใหม่ ด้วยกาย ใจที่แข็งแรง” รณรงค์ให้ ส.ส. ส.ว. สนใจการออกกำลังกายและใส่ใจสุขภาพ โดยกิจกรรมที่ได้รับความสนใจจาก ส.ส. และ ส.ว.มากเป็นพิเศษคือ การนวดกดจุดสะท้อนเท้า ที่มี ส.ส. และ ส.ว. แห่มาใช้บริการจำนวนมาก โดยในเวลา 17.00 น. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้เดินเข้ามาใช้บริการ และมาเจอกับนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ โดยบังเอิญ ทั้ง 3 คนจึงได้นอนบนเตียงนวดเรียงกัน เพื่อให้พนักงานนวดเท้าให้ ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชนที่มาถ่ายรูปกันเป็นจำนวนมาก โดยนายณัฐวุฒิได้พูดขึ้นมาว่า เป็นการนวดเพื่อความปรองดอง ซึ่งทั้ง 3 คนได้พูดแซวกันเป็นระยะๆ โดยก่อนที่นายสาทิตย์จะนวดเสร็จ นายจตุพรได้แซวขึ้นมาทันทีว่า “เป็นพรรคเสียงข้างน้อย แม้แต่นวดก็ใช้เวลาน้อยกว่าเขา เหมาะเป็นฝ่ายค้านชัด” ซึ่งนายสาทิตย์ได้แต่ยิ้มๆ นอกจากนี้ในช่วงที่นายสาทิตย์ลงไปนั่งกับพื้น เพื่อนวดคอและหลัง นายจตุพรก็ยังแซวต่อว่า “วันนี้พวกอำมาตย์นั่งพื้น ส่วนไพร่กลับมาได้นั่งเก้าอี้บ้าง” นายสาทิตย์จึงพูดสวนกลับไปแบบยิ้มๆว่า “ไอ้ตู่นี่ยังไม่เลิก”
“ประยุทธ์” ฉุนข่าวโผทหารมั่ว
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ.ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการจัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2554 ว่า การปรับย้ายตามตำแหน่งตามหน้าที่ทุกระดับต้องผ่านการกลั่นกรองทุกครั้ง ขอให้มั่นใจว่ามีระบบการดำเนินการ และไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ถ้าตั้งคนไม่ดีไม่สามารถบังคับบัญชาได้ การขึ้นมาเป็นผู้บังคับกองร้อย ต้องผ่านระดับผู้พัน เป็นผู้การและต้องผ่าน ผบ.กองพล ไปถึงแม่ทัพภาค ไม่ใช่ ผบ.ทบ.จะไปล้วงถึงระดับผู้พัน ขอให้มองให้เป็นเรื่องของระบบ โผทหารที่ออกมา มันไม่ใช่ แล้วใครจะรับผิดชอบ ใครเป็นคนเอามาเผยแพร่ หนังสือพิมพ์ฉบับไหน จะได้ชี้แจงได้ถูกต้อง แค่เริ่มต้นว่าไปเสนอคนนั้นคนนี้ หรือเหล่าทัพโน้นเหล่าทัพนี้ก็ไม่ใช่แล้ว ปรับเฉพาะในกองทัพบกก็ปวดหัวพอแล้ว คนดีเยอะ คนทำหน้าที่เยอะ ต้องตอบแทนความดีความชอบ แต่ไม่ใช่เรื่องการปราบ สีเหลือง สีแดง หรือสีอะไร เขาทำหน้าที่ในการปกครองบังคับบัญชา ผู้ใต้บังคับบัญชา มาด้วยความเป็นธรรม ทำงานประสบความสำเร็จ นั่นคือความดีความชอบ ไม่ใช่สำเร็จเพราะไปกราบใคร มันคนละเรื่อง ถ้าคิดกันอย่างนั้น ก็ไม่มีทางที่บ้านเมืองจะสงบสุข
ลั่นอย่าเอาทหารไปยุ่งการเมือง
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ส่วนกรณีข่าวว่า ผบ.ทบ.เสนอเจ้ากรมเสมียนตราเป็นปลัดกระทรวงกลาโหมนั้น ตำแหน่งนี้ตั้งจากอัตราจอมพล อย่างน้อยต้องเป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม แล้วเจ้ากรมเสมียนตราเป็นรองปลัดหรือยัง และเรื่องการตั้ง 5 เสือ ทบ. มาจากไหนก็ ไม่รู้ แสดงว่าคนที่ให้ต้นฉบับมา ไม่แน่ใจว่าเป็นทหารหรือพลเรือน ถ้ามันได้เป็นใหญ่ มันก็จะตั้งแบบนั้น ไปหาแหล่งข่าวให้เจอ และอย่าไปเชื่อมั่นอีกต่อไป คนที่เอาออกมาเผยแพร่ ถ้าไม่ใช่ต้องรับผิดชอบด้วย และอย่ามาบอกว่าไม่ใช่ จึงแก้ใหม่ ตนไม่เคยแก้ การตัดสินใจทำอะไรก็ต้องทำ ถ้าถือว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการเมืองจะมาแทรกแซง จนไม่เป็นไปตามความต้องการของกองทัพ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ออกมาพูด
แล้ว ว่า ท่านไม่ได้แทรกแซงการแต่งตั้ง เมื่อถามว่า หากโผต้องผ่านจากพิจารณาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กองทัพจะรับได้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า ไปให้ความสนใจทำไม เป็นเรื่องในนี้ จะไปพูดถึงคนอื่นทำไม แค่กองทัพ เหล่าทัพ คนที่เกี่ยวข้องกับการปรับย้ายมีเท่านี้ ไม่มีคนอื่น อย่าเอาทหารมาเกี่ยวกับการเมือง ถ้าพันกันอยู่แบบนี้ก็ไม่จบ
ป.ป.ช.จับปลาซิวฮุบที่เขากระโดง
นาย อภินันทน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ที่ประชุม ป.ป.ช.ได้พิจารณากรณีการกล่าวหาเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน จ.บุรีรัมย์ ออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ น.ส.3 และ น.ส.3 ก. ในท้องที่ ต.อิสาณ อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ทับที่สาธารณประโยชน์ “ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดง” ให้แก่นายเนวิน ชิดชอบโดยมิชอบ โดยจากการตรวจสอบหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 2952-2964 ต.อิสาณ จำนวน 13 แปลง ที่ออกให้นายเนวิน ชิดชอบ เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2537 วันที่ 2 และ 17 พ.ย.2537 พบว่า น.ส. 3 ก. เลขที่ 2958 และ 2959 เป็นการออกโดยรังวัดเปลี่ยนมาจาก น.ส.3 เลขที่ 239/192 และ 301/239 ซึ่งเป็น น.ส.3 ที่ออกโดยคลาดเคลื่อน ไม่เป็นไปตามระเบียบคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2515 อีกทั้ง น.ส. 3 ก. เลขที่ 2958 ยังออกทับที่สาธารณ– ประโยชน์ทำเลเลี้ยงสัตว์โคกเขากระโดงด้วย จึงเป็นการออกโดยมิชอบ ซึ่งอธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งลงวันที่ 13 ก.พ. 2552 ให้เพิกถอน น.ส. 3 ก. ดังกล่าวแล้ว ส่วนนายชาญชัย เธียรวรรณ เจ้าหน้าที่บริหารงานที่ดิน 5 ผู้ทำการรังวัดเปลี่ยน น.ส. 3 เป็น น.ส. 3 ก. เลขที่ 2958, 2959 นั้น ที่ประชุม ป.ป.ช.เห็นว่า มีความผิดวินัยร้ายแรงในการออก น.ส.3 ก. รุกล้ำที่สาธารณประโยชน์ ทำให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง แต่ไม่สามารถเอาผิดทางอาญาได้ เนื่องจาก น.ส. 3 ก. เลขที่ 2958 ออกตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย. 2537 ; แต่ความผิดทางอาญา ตามมาตรา 157 มีอายุความ 15 ปี จึงขาดอายุความแล้ว
“เนวิน” รอดคดีหมดอายุความ
นาย วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. กล่าวว่า ในส่วนของนายเนวิน ชิดชอบ ที่เป็นผู้ขอรังวัดเปลี่ยน น.ส.3 เป็น น.ส.3 ก. เลขที่ 2958 ป.ป.ช.เห็นว่า มีมูลเป็นความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมาตรา 162 แต่คดีขาดอายุความแล้วเช่นกัน เนื่องจากกรณีการเป็นผู้สนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด จะมีอายุความแค่ 10 ปี ซึ่งคดีนี้ ป.ป.ช.ได้รับเรื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อวันที่ 18 ก.ย.2550 แต่มีการออก น.ส.3 ก. ตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.2537 กว่าเรื่องจะมาถึง ป.ป.ช. คดีจึงขาดอายุความไปแล้ว 3 ปี ไม่สามารถเอาผิดได้
ปล่อย “ปู่ชัย” พ้นบ่วงรุกที่ รฟท.
นาย อภินันทน์กล่าวว่า นอกจากนี้ ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกรณีรองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และพวก ละเว้นไม่ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินการรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง ต.อีสาณ อ.เมืองบุรีรัมย์ โดยการไต่สวนไม่พบว่ารองผู้ว่าการ รฟท.ละเว้นไม่ดำเนินการกับผู้บุกรุกที่ดินของ รฟท. เพราะหลังจากได้รับทราบเรื่องได้ทำหนังสือถึงกรมที่ดินขอให้เพิกถอนโฉนด ที่ดิน เลขที่ 3466 และ 8564 ที่บุกรุกที่ดิน รฟท. แต่กรมที่ดินเห็นว่า รฟท.ไม่มีหลักฐานมาแสดงแนวเขตหวงห้าม จึงไม่เพิกถอนที่ดินทั้ง 2 แปลง อย่างไรก็ตาม ในส่วนโฉนดที่ดินหมายเลข 3466 ที่นายชัย ชิดชอบ เป็นผู้ขอออกโฉนด ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานที่ดินออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบนั้น ปรากฏว่านับตั้งแต่วันที่กระทำความผิดจนถึงวันที่พนักงานสอบสวนได้รับคำร้อง ทุกข์กล่าวโทษใช้เวลากว่า 30 ปี ทำให้คดีขาดอายุความแล้ว ก่อนที่ ป.ป.ช.จะรับเรื่อง ส่วนโฉนดที่ดินหมายเลข 8564 ที่นางกรุณา ชิดชอบ เป็นผู้ซื้อที่ดินต่อมานั้น ไม่พบว่ามีส่วนรู้เห็นกับการออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบแต่อย่างใด จึงให้ส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินทั้ง 2 แปลงต่อไป
“วสันต์” นั่งประธานศาล รธน.
วัน เดียวกัน ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีนายชัช ชลวร ซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ประธานในการประชุมได้มีการประชุมเพื่อคัด เลือกประธานศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่แทนนายชัช ที่ลาออกไป ซึ่งภายหลังการประชุม สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่เอกสารข่าว ระบุว่า ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์เลือกนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ เป็นประธานศาลรัฐธรรมนูญ และสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะได้แจ้งผลให้ประธานวุฒิสภาพิจารณาดำเนินการตามบท บัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 204 วรรคสามและวรรคสี่ต่อไป
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคัดเลือกดังกล่าวนายจรูญ อินทรจาร ตุลาการ เป็นผู้เสนอชื่อนายวสันต์ โดยที่ไม่มีชื่อตุลาการคนใดเสนอตัวหรือเสนอชื่อผู้อื่นเข้าแข่งขัน จากนั้นประธานในที่ประชุมได้ขอเสียงรับรอง ซึ่งนายวสันต์ได้เสียงรับรองเป็นเอกฉันท์ 8 เสียง ทำให้ไม่ต้องมีการลงคะแนน โดยนายวสันต์ ให้คำยืนยันต่อที่ประชุมว่า จะไม่อยู่ในตำแหน่งประธานฯจนครบวาระของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ยังเหลืออีก ราว 6 ปี นอกจากนี้ นายวสันต์บอกกับที่ประชุมว่า เดิมตั้งใจจะอยู่ในตำแหน่งตุลาการเพียงแค่ต้นปีหน้า แต่เมื่อเพื่อนตุลาการมอบหมายภาระนี้มาให้ก็จะขอเข้ามาจัดแถวงานในสำนักงาน ให้ตรงเป็นระเบียบเรียบร้อย และอย่างที่พวกท่านทราบผมมาเร็ว เคลมเร็ว ไปเร็ว เพราะฉะนั้นพวกท่านต้องช่วยผม ถ้าผมจัดระเบียบตรงนี้เสร็จเรียบร้อย ผมก็ไปทันที จะไม่อยู่จนครบวาระ แหล่งข่าวกล่าวถึงคำมั่นสัญญาที่นายวสันต์ได้ให้ต่อที่ประชุม
มอเตอร์ไซค์รับจ้างร้อง “ยิ่งลักษณ์”
เมื่อ เวลา 11.00 น. สมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย และตัวแทนวินมอเตอร์ไซค์ ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล พร้อมกับตัวแทนรถตู้ป้ายดำ กว่า 500 คน ได้มารวมตัวกันที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และตั้งขบวนเดินมายังถนนอู่ทองใน เพื่อมาให้กำลังใจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่รัฐสภา ทำให้การจราจรติดขัดลงไปทันที เนื่องจากมีผู้ชุมนุมมาเพิ่มมากขึ้นจนเต็มถนน ซึ่ง พล.ต.ต.วิชัย สังข์ประไพ ผบก.น.1 เข้าเจรจาขอให้ส่งตัวแทนเข้ามอบกระเช้าดอกไม้ต่อนายกรัฐมนตรีเท่านั้น และขอให้เดินทางกลับไปลานพระบรมรูป โดยนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เป็นตัวแทนนายกรัฐมนตรี มารับกระเช้าดอกไม้จากสมาคมฯ
หญิงสาวโดดขวางรถร้องนายกฯ
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.45 น. ระหว่างที่ขบวนรถ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงรัฐสภา ขณะกำลังเลี้ยวรถขึ้นไปทางเข้าชั้นลอยอาคารรัฐสภา 1 จู่ๆนางเหมวดี จิตคง อายุ 47 ปี สวมเสื้อยืดสีขาว ด้านหน้าสกรีนรูปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นชาวจังหวัดนครสวรรค์ ได้กระโดดขวางขบวนรถ น.ส. ยิ่งลักษณ์เพื่อจะร้องขอความช่วยเหลือ เนื่องจากถูกแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์ โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่ได้ลงจากรถ เพียงแต่ได้มอบให้ตำรวจชุดทีมรักษาความปลอดภัยนายกฯชุดล่วงหน้ารับเรื่องดัง กล่าวไว้ ภายหลังเจ้าหน้าที่ได้รับเรื่องร้องเรียนไว้ นางเหมวดีได้เดินทางกลับทันที
ทั้งนี้ นางเหมวดีกล่าวว่า ได้มารอเพื่อขอความช่วยเหลือจากนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. แต่ไม่มีโอกาสได้พบนายกฯ จึงได้ตัดสินใจกระโดดขวางรถนายกรัฐมนตรีเพื่อขอความช่วยเหลือ เพราะกำลังจะถูกดำเนินคดีในวันที่ 26 ส.ค.นี้ โดยที่ตนไม่ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหา
0 comments:
Post a Comment