นอก จากความรู้สึกที่ใจหายเพราะผูกพันกันมาตลอด 12 ปีแล้วนั้น ทั้งคู่ยังรู้สึกได้ว่าทุกอย่างชัดเจนขึ้น ไม่ต้องมานั่งอึดอัดหรือคิดมาก
การแยกจากกันเป็นหนทางที่ดีที่สุด ถือได้ว่าเป็นบทเรียนให้กับทั้งตัวเองและใครอีกหลายคน
คบกัน 12 ปี ทำไมเพิ่งมาตัดสินใจเลิก?
เจมส์ - "ช่วงเป็นแฟนกันปีที่ 1-3 มีแต่หวานชื่น กินข้าวดูหนัง แยกย้ายกลับบ้าน เรียกช่วงฮันนีมูน มาปีที่ 4-5 รักและสนิทกันมากขึ้น เริ่มคิดถึงอนาคต คิดอะไรที่ลึกมากกว่าว่าชอบดูหนังเรื่องอะไร ชอบกินอะไร เริ่มเห็นแล้วว่าทัศนคติไม่เหมือนกัน"
"พอปีที่ 7-8 เริ่มคุยกัน พยายามปรับ ตั้งใจแก้ปัญหา ปีที่ 8-10 หาทุกวิถีทางเพื่อทำให้ดีขึ้น ทั้งเรื่องการจะแต่งงานหรืออะไรต่างๆ นานา แต่พอหยุดคิด ตั้งสติ ค้นพบว่าวิธีการที่เราพยายามแก้ปัญหามันไม่ใช่ มองว่าแต่งงานอยู่กันไปเดี๋ยวอะไรก็ดีขึ้น แต่ถ้าแต่งแบบไม่ปรับตัวก็อาจเลิกกันง่าย จึงตอบคำถามว่าทำไมถึงเพิ่งมาคิดได้ในปีที่ 12 จริงๆ ไม่ใช่"
"เรา ใช้เวลาตัดสินใจ 4 ปี ตั้งแต่เริ่มคุยครั้งแรกว่าไม่ใช่ แต่ไม่ได้พูดออกมา ต่างคนต่างคิด ไม่เลือกวิธีการเลิกกันตอนนั้น เราเลือกวิธีปรับ แต่ปรับแล้วไม่ได้ สุดท้ายถึงได้เลือกวิธีเลิก"
หลายคู่คบนานแล้วเลิกเพราะเบื่อ เป็นแบบนั้นไหม?
เจมส์ - "ไม่ครับ ทั้งผมและเอ๊ะไม่ใช่คนเบื่อง่าย เหตุผลเรื่องเบื่อหรือมีมือที่สามไม่ใช่เลย"
แต่เจมส์มีข่าวเยอะมาก เดี๋ยวสาวคนโน้นคนนี้?
เจมส์ - "มีจริงๆ ก็ดีซิ ภาพผมกับเอ๊ะเป็นแฟนกันชัดเจนมากไปจีบใครจะติดล่ะ เรื่องความเจ้าชู้ ถามว่ามีคิดมั้ย ก็มี เห็นใครสวย ชม ชอบมี หยุดแค่ความคิดแค่นั้นไม่ผิด แต่ถ้าคิดแล้วทำด้วยอันนี้ไม่ดี"
นอกจากข่าวเจ้าชู้ยังมีข่าวชอบผู้ชาย?
เจมส์ - "อันนี้ยิ่งไม่มีมูลใหญ่ คงมาจากกระแสละครเวทีกินรีสีรุ้ง ตอนนั้นเล่นเสร็จไปไหนมีคนแอบกระซิบสรุปว่าเป็นใช่มั้ย ไปหาหมอที่โรงพยาบาล พยาบาลคุยอยู่ดีๆ ก็มาดึงเราไปคุยที่มุมเพื่อถามว่าผมเป็นใช่มั้ย(หัวเราะ) ก็บอกเขาไม่ได้เป็น พอเอาไปพูดต่อเลยกลายเป็นประเด็นว่าไม่แต่งเพราะไม่ชอบผู้หญิง จริงๆ ไม่ใช่"
กับเอ๊ะติดต่อกันบ้างไหม?
เจมส์ - "คุยตลอด เราแค่ตัดพาร์ตเรื่องอนาคตร่วมกัน ที่เหลือเหมือนเดิม ปรึกษาตลอด เรื่องข่าวมีคุยบ้าง ก่อนหน้านี้เขามีข่าวกับคุณแม็กซ์ (จักรกฤต เบเนเดทตี้) ก็ยินดีด้วย ผมไม่รู้ว่ายังไง การที่เขาจะเริ่มต้นใหม่กับใครผมคงไม่ได้ไปแนะนำ ปล่อยตามความคิดเขา ไม่สามารถกะเกณฑ์ได้ว่าใครดีไม่ดี บางทีเขาอาจจะดีกับเอ๊ะก็ได้ มีแต่ความรู้สึกเป็นห่วงในแง�เพื่อน"
มีโอกาสจะกลับมาคบกันอีกไหม?
เจมส์ - "คงยาก เพราะระยะเวลาคงพิสูจน์แล้วว่าเราคงไม่ใช่เนื้อคู่กัน เขาดีทุกอย่าง เพอร์ เฟ็กต์หมด แต่เขาไม่เหมาะกับเรา ด้วยนิสัยหลายอย่างไม่ลงตัว ไม่ควรฝืนกันต่อไป"
ไม่มีใยเส้นสุด ท้ายที่ทำให้กลับมาคบกันเลยเหรอ?
เจมส์ - "ไม่มี เรารู้จักกันมา 12 ปี ตอนจากลายังมีรอยยิ้ม ผมอยากแนะนำคนที่เจอเหตุการณ์อย่างคู่ผม ถ้าไม่ใช่ก็คุยกัน ยังเป็นเพื่อนกันได้ เราคิดแล้วว่าถ้ายังฝืนต่อไป แต่งงานกันไป ถ้าเราทนได้ก็คงขมขื่น ถ้าต้องทนเพราะกระแสข่าวคงไม่มีความสุข แต่ถ้าทนไม่ได้คงต้องเลิกกัน แล้ววันที่เลิกพ่อแม่ต้องเสียใจมากกว่านี้ ตอนนี้เลิกกันไปเอ๊ะยังเป็นสาวเนื้อหอม แต่ถ้าเป็นวันที่แต่งงานแล้วเลิกกันก็ลำบาก ผลเสียต่างกันมาก"
มีอุทาหรณ์อะไรให้คู่อื่นๆ บ้าง?
เจมส์ - "ผมใช้คำว่าเลิกดีกว่าหย่ากัน มันเจ็บแน่นอน เพราะมันผูกพัน แต่ถ้าแต่งกันไปแล้วหย่ามันยิ่งกว่าเจ็บ จะพาคนอื่นเจ็บไปด้วย"
เรียกว่าเป็นบทเรียนให้รักครั้งใหม่ได้ไหม?
เจมส์ - "แน่นอน เหมือนว่าเราได้เรียนรู้ ผมมีแฟนแต่ละคนคบไม่เคยต่ำกว่า 7 ปี แฟนคนแรกผมคบกัน 7 ปี เป็นคนนอกวงการ แฟนคนที่สองคบมา 12 ปี ไม่เคยคบใครสั้นๆ เพราะฉะนั้น 19 ปี ได้เรียนรู้อะไรเยอะ ทำให้ความรักที่จะเกิดขึ้นครั้งใหม่ต้องมีความเข้าใจค่อนข้างสูง"
"ต่อ ไปถ้ามีแฟนอาจไม่คบนานเหมือนครั้งก่อนๆ ก็ได้ เพราะผ่าน 19 ปีมาแล้ว มันรู้มันเห็นแล้วว่าอันไหนเป็นปัญหา ฉะนั้นเป็นไปได้ว่าเวลาจะเริ่มรักใหม่ใช้เวลาสั้นมากในการศึกษา แต่ก็กะเกณฑ์ไม่ได้ ทุกอย่างปล่อยตามธรรมชาติ"
นี่เป?นครั้งแรกใช่ไหมที่โตเป็นหนุ่มแล�วได้เจอชีวิตโสด?
เจมส์ - "ใช่ครับ(หัวเราะ) มันได้อีกรสชาติ มีเสน่ห์ของความเป็นโสดอยู่ ชีวิตโสดตื่นเต้นสนุกสนานดี ไม่เคยใช้ชีวิตโสดเลย พอโตมาเริ่มมีแฟนก็คบยาวไม่มีพัก จบ 7 ปีก็มาต่ออีก 12 ปี ก็คุยกับเอ๊ะ เขาก็บอกชีวิตโสดสนุก เอาอย่างนี้ดีกว่าตอนไม่โสด เพื่อนมีได้แค่ผู้ชาย แต่พอโสดเพื่อนเป็นผู้หญิงใครก็ได้ รู้สึกโลกนี้มันกว้างขึ้น"
มีช่วงเวลาเหงาไหม?
เจมส์ - "มีเคว้งๆ บ้างบางอารมณ์แต่ไม่มาก บางทีดึกๆ เมื่อก่อนฟังเพลงพวกแอบเหงา ไม่ค่อยอิน เพลงคนไม่มีแฟน ฟังก็เฉยๆ แต่เดี๋ยวนี้เพลงพวกนี้เข้าใจฟีลแล้ว"
ตอนนี้มีสาวในสเป๊กบ้างไหม?
เจมส์ - "ไม่มีหรอก ขอแค่พอดีกันเท่านั้นไม่มากไม่น้อยเกิน สเป๊กมากเดี๋ยวมันไม่ได้"
มุมมองความรักเปลี่ยนไปไหม?
เจมส์ - "เหมือนเดิม คือการอยู่ด้วยความเข้าใจกัน ผมกับเอ๊ะเราเป็นคู่ที่เข้าใจกันที่สุด เข้าใจกันถึงขนาดว่าแยกจากกันดีกว่า เข้าใจถึงขนาดว่าไม่ได้ห่วงความสุขตัวเองเป็นหลัก บางคนรู้ว่าไปด้วยกันไม่ได้ แต่ฉันแยกไม่ได้ เพราะเดี๋ยวฉันเป็นทุกข์ เดี๋ยวฉันเสีย พ่อแม่ฉันเสีย ผมยังภูมิใจว่าผมเคยมีคนที่รักกันแบบแฟน แล้วเราเข้าใจเขามากที่สุด เพราะฉะนั้นมุมมองความรักผมยังเหมือนเดิม ความรักคือสิ่งที่คนสองคนเข้าใจกัน แต่การจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้มั้ยมีปัจจัยหลายอย่าง"
คู่เราจากกันทั้งที่รักกันอยู่หรือเปล่า?
เจมส์ - "รักครับ แต่รักแบบเพื่อน เราเป็นคู่ที่เข้าใจกันมากๆ จนสามารถแยกจากกันได้ เพราะเรารู้ว่าเราไปด้วยกันไม่ได้ก็ต้องแยกจากกัน"
เลิกทั้งที่ยังรัก!!
ไม่ตีกรอบชีวิต
ที่ ผ่านมาชีวิตงานของหนุ่ม "เจมส์" เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ดูพลิกผัน เริ่มจากการเป็นนักร้อง นักแสดง ผู้บริหาร แล้วกลับมาเป็นนักแสดงอีก ซึ่งเจมส์อธิบายว่า
"ชีวิตคนแต่ละช่วงเหมือนเราได้เรียนรู้กับมัน เหมือนเป็นโอกาส ได้ไปศึกษาได้เรียนรู้ ถึงจะเป็นช่วงเวลายาวบ้างสั้นบ้าง แต่ไม่ได้รู้สึกว่าช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้วไม่ดี"
ต่อข้อถามถึงงานเพลง ที่ดูจะพักยาว นักร้องหนุ่มรับว่า "ช่วงนี้คงต้องใส่เกียร์ว่างไว้ก่อน ด้วยสภาวะของวงการเพลงตอนนี้ยังหาความชัดเจนไม่ได้ในเรื่องทิศทาง ผมอยากให้ทิศทางเพลงนิ่งสักนิดถึงจะเริ่มงานใหม่ เพราะแฟนเพลงก็ยังรองานเราอยู่ การจะกลับมาทำงานเพลงอีกทีอยากให้ทุกอย่างนิ่ง ตัวเองมีไฟมีไอเดียใหม่ๆ มานำเสนอ"
เพราะชีวิตที่ผ่านมาส่วนใหญ่จะอยู่กับงานเพลง พอทิ้งช่วงไปนาน เขายอมรับว่าคิดถึงมันมาก "ผมบอกได้เลยว่าไม่มีอาชีพไหนที่มันมีความรู้สึกเหมือนกับการได้อยู่บนเวที ร้องเพลง มันมีความสุขที่สุดครับ"
วันนี้ "เจมส์" อายุ 33 ปีเต็มแล้ว ถามว่าอนาคตของตัวเองวางไว้อย่างไร นักร้องหนุ่มจาระไนให้ฟังว่า "จริงๆ เคยวางเป็นขั้นบันไดเลยนะว่า อายุ 30 ปีจะอย่างนั้น 35 ปีจะอย่างนี้ 40 ปีจะอย่างนั้นอย่างนี้ แต่สุดท้ายแล้วรู้สึกว่ามันไม่สนุกกับการวางแผน มันเหมือนว่าเราเดินไปในสวน แล้วก้มหน้าก้มตาเดินเพื่อไปเด็ดดอกไม้กลางสวนอย่างเดียว มันไม่มีความสุข"
"ตอน นี้ผมเลยเปลี่ยนวิธีการคิดใหม่ ตั้งใจทำสิ่งที่อยู่รอบๆ บริเวณ 5-10 เมตรนี้ แล้วเต็มที่กับแต่ละเหตุการณ์ไป มันก็จะส่งผลให้อีก 5-10 ปีดีเอง เราไม่ตีกรอบกับชีวิต เพราะมันทำให้เราลืมรายละเอียดบางอย่างไป ตอนนี้เราก็ตั้งใจจะไปเด็ดดอกไม้กลางสวนเหมือนเดิม แต่ระหว่างทางก็ชื่นชมต้นไม้ใบหญ้าไปด้วยครับ"
เปรียบเปรยซะเห็นภาพเลย
พักงานบริหารมุ่งมั่นสู�นักแสดงมืออาชีพ
เพราะ ยังตัดใจทิ้งงานแสดงไม่ลง ทำให้นักแสดงหนุ่ม "เจมส์"เรืองศักดิ์ ลอยชูศักดิ์ ต้องเลือกว่าจะทำงานอย่างไหนก่อนกัน ระหว่างงานเบื้องหน้าในการเป็นนักแสดง กับงานเบื้องหลังที่เป็นผู้บริหาร
เขา เลือกอย่างแรก โดยให้เหตุผลว่า "เวลาที่เราทำงานบริหารหรืออะไรต่างๆ ถ้าใจยังรักตรงนี้อยู่มันก็ไม่สามารถเดินสายนี้ได้เต็มตัวจริงๆ คือมองว่าขณะที่เราบริหารสถาบันมีฟ้า เรายังแอบไปเป็น "กินรี"อยู่ รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับงานบริหาร เลยคิดว่าเราควรเลือกอะไรสักอย่าง"
"พี่ บอย-ถกลเกียรติ สอนผมว่าถ้าเราจะเลือกอะไรที่เรารัก ทำแล้วมีความสุขกับมัน กับงานบริหารเจมส์อายุ 40 ปี กลับมาทำก็ยังไม่สาย เลยคิดว่าต้องตัดสินใจ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง เพราะตอนย้ายบ้าน (อาร์เอส) มาอยู�บ้านใหม่ (แกรมมี่) อันนั้นก็ถือว่าครั้งใหญ่"
พอตัดสิน ใจจะออกจากงานบริหารผู้ใหญ่ว่าอย่างไรบ้าง "คุยกับผู้ใหญ่ท่านก็เข้าใจและเห็นด้วย เพราะได้มีโอกาสชมงานแสดงของเรา เขาก็บอกว่าการที่จะกลับไปไม่ได้มีปัญหาเลย เพราะเขายังเห็นเรามีศักยภาพทำงานในด้านงานแสดงอยู่"
คนชอบพูดว่า อายุงานของนักแสดงจะสั้น อันนี้รู้สึกอย่างไร "นักแสดงที่ไม่เข้าใจอายุงานจะสั้น นักแสดงที่มาโดยกระแส แบบนี้อายุงานจะสั้น แต่ถ้าเรามองคนที่เป็นนักแสดงมืออาชีพจริงๆ เขาอยู่ด้วยใจ อยู่ด้วยความที่เป็นของแท้ ผมมีความใฝ่ฝันอยากจะเป็นเช่นนั้น ในอนาคตอยากเป็นนักแสดงแบบนั้น"
วางแผนให้กับอายุงานแสดงไว้ขนาดไหน เจมส์กล่าวว่า "ไม่ได้วางแผนอะไรเลย ปล่อยไปตามธรรมชาติ แต่จริงๆ แค่อยากได้คำว่านักแสดงเจ้าบทบาท มากกว่าที่จะเป็นพระเอกพระรอง ผมว่าสิ่งเหล่านั้นมันเป็นสิ่งสมมติทั้งนั้น แต่ถ้าเราเดินเข้าไปสวมบทไหน เล่นเป็นผู้ร้ายคนก็ด่ากันทั้งเมือง เล่นเป็นกะเทยข่าวก็ลงโครมครามว่าเป็นเกย์ (หัวเราะ) ผมว่าผมมีความสุขกับการที่เป็นอย่างนั้นมากกว่า เป็นบทพ่อ บทแม่ผมเล่นได้หมด แต่ขอให้เป็นบทที่มีอะไรให้เราได้แสดง ให้มีความสำคัญในเรื่องนั้น ผมไม่ยึดติด"
เพลงกับแสดง ชอบงานไหนมากกว่ากัน "เสน่ห์มันต่างกัน ถ้าให้เลือกว่าชอบอะไรมากกว่าคงเลือกยาก ตัวเรามีความรักทั้งสองอย่าง กับการแสดงเหมือนเราเจอโดยบังเอิญ มาค้นพบเพราะผู้ใหญ่มอบงานให้ ถึงรู้ว่าเราชอบ แต่ร้องเพลงรู้มาตั้งแต่เด็กว่าเราชอบ"
ตอนนี้จะ มุ่งงานแสดงอย่างเดียวหรือเปล่า เจ้าตัวกล่าวว่า "หลักๆ ทำอยู่ 2 อย่าง คืองานแสดง และธุรกิจส่วนตัวอีกนิดหน่อย ซึ่งตอนนี้ยังไม่เปิดตัวว่าเป็นอะไร แต่อยู่ในวงการบันเทิงนี้ เป็นสายการตลาดซะมากกว่า"
"ผมเป็นคนทำธุรกิจมาตั้งแต่อายุ 20 ปี ทำมาเรื่อยๆ ตอนนั้นก็ไม่ได้วางแผนอะไร เพียงแค่ชอบและเราก็โตมากับที่บ้านที่ค้าขาย ทำด้วยใจรัก ไม่ได้คิดว่าจะเกษียณตอนไหนแล้วค่อยทำธุรกิจ เพราะเราก็ทำมาเรื่อยๆ"
จุด สูงสุดที่เราอยากยืนในวงการนี้คืออะไร "ขอแค่เป็นคนที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้จัดละครหรือคนดู สมมติว่ามีบทบาทหนึ่งที่นึกไม่ออกว่าใครจะเล่นบทนี้ได้ แล้วมีชื่อผมอยู่ในนั้นผมจะมีความสุขมากแค่นั้นพอ ไม่ต้องแบบว่าต้องรวย ต้องดัง ต้องมีงานอีเวนต์เยอะ อันนั้นไม่หรอกครับ"
"ถ้าเป็นฝรั่งก็ อยากเป็นแบบฌอน เพนน์ ซึ่งไม่ค่อยอยากได้รางวัลอะไรกับเขา แต่ว่าผลงานของเขาแต่ละเรื่องที่เล่นมันสุดยอด"เจมส์ทิ้งท้าย
0 comments:
Post a Comment