คอลัมน์ : คดีปกครอง : จะฟ้องคดีต้องมี “ความเดือดร้อนหรือเสียหาย”

Sunday, August 14, 2011

คอลัมน์ : คดีปกครอง : จะฟ้องคดีต้องมี “ความเดือดร้อนหรือเสียหาย”
จะฟ้องคดีต้องมี “ความเดือดร้อนหรือเสียหาย”

ใน ยุคปัจจุบันการศึกษานับว่าเป็นสิ่งสำคัญ พ่อแม่หลายคนพยายามกัดฟันสู้อดทนทำงานกันหน้าดำคร่ำเครียดเพื่อหาเงินส่งลูก ให้ได้เรียนหนังสือสูงๆ แต่อย่างว่าครับ โชค...อาจไม่เข้าข้างคนเราทุกคนอย่างเสมอกัน อุปสรรคอาจมีมากน้อยแตกต่างกันไป แต่ก็ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ!

สำหรับ คดีปกครองที่นำมาฝากกันในวันนี้ แน่นอนล่ะครับว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเรียนการศึกษา กรณีที่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง (ผู้ถูกฟ้องคดี) ได้ยกเลิกหลักสูตรในระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร 2 ปี โดยเปิดหลักสูตรใหม่ หลักสูตร 4 ปี ขึ้นมาแทนหลักสูตรดังกล่าว และแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบมหาวิทยาลัยว่าด้วยการเทียบแทนชุดวิชา ทำให้ผู้ฟ้องคดีซึ่งเป็น อดีตนักศึกษา ที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยดังกล่าวมาแล้ว และประสงค์จะสมัครเข้าศึกษาในระดับปริญญาตรี หลักสูตร 2 ปี ไม่สามารถสมัครเข้าศึกษา
และสำเร็จการศึกษาโดยใช้เวลาน้อยที่สุดเพียง หนึ่งภาคการศึกษาได้ ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการเรียนมากขึ้น และไม่สามารถนำชุดวิชาที่สอบผ่านจากหลักสูตรเดิมไปเทียบโอนในหลักสูตรใหม่ ได้ เนื่องจากหลักสูตร 4 ปี มีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียดชุดวิชาเกือบทั้งหมดโดยไม่มีการแจ้งหรือประกาศ ให้ประชาชนทั่วไปทราบล่วงหน้า และยังเป็นการขัดต่อบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและพระราช บัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542

ผู้ฟ้องคดีจึงนำคดีมาฟ้องต่อศาลปกครองขอให้เพิกถอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร 4 ปี และให้นำหลักสูตรเดิมกลับมาใช้แทน

คดี นี้ผู้ฟ้องคดี ไม่มีสถานภาพเป็นนักศึกษา ของมหาวิทยาลัยที่ถูกฟ้องคดีในขณะยื่นฟ้องคดี และโดยหลักการฟ้องคดีต่อศาลปกครอง ผู้ฟ้องคดีจะต้องเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายหรืออาจจะเดือดร้อน หรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้จากการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้า หน้าที่ของรัฐ (มาตรา 42 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542) หากผู้ฟ้องคดี ไม่ใช่ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย ดังกล่าว ศาลปกครองมีอำนาจสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณาได้

ดังนั้น ศาลปกครองจะรับคำฟ้องคดีนี้ไว้พิจารณาพิพากษาหรือไม่? ติดตามกันครับ

ศาล ปกครองสูงสุดวินิจฉัยว่า ผู้ฟ้องคดีฟ้องว่าการที่ผู้ถูกฟ้องคดีได้ยกเลิกหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร 2 ปี และเปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร 4 ปี แทน และออกระเบียบมหาวิทยาลัยว่าด้วยการเทียบแทนชุดวิชา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 ข้อ 7 วรรคหนึ่ง รวมทั้งไม่ปฏิบัติตามข้อ 6 ของระเบียบดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการไม่สามารถนำชุดวิชาที่ สอบผ่านจากหลักสูตรเดิมไปเทียบโอนในหลักสูตรใหม่ได้ ทำให้ไม่สามารถสำเร็จการศึกษาหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต โดยใช้เวลาในการศึกษาอย่างน้อยที่สุดเพียงหนึ่งภาคการศึกษาได้ และต้องเสียเวลาเรียนและเสียค่าใช้จ่ายในการเรียนเพิ่มขึ้น จึงขอให้ศาลปกครองเพิกถอนหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร 4 ปี และให้นำหลักสูตรเดิมกลับมาใช้แทน และเพิกถอนระเบียบมหาวิทยาลัยว่าด้วยการเทียบแทนชุดวิชา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 ข้อ 7 วรรคหนึ่ง และปฏิบัติตามข้อ 6 ของระเบียบดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองกระทำการโดยไม่ชอบ ด้วยกฎหมาย ซึ่งอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครองตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542

แต่ การที่ผู้ถูกฟ้องคดียกเลิกหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร 2 ปี และได้เปิดหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต หลักสูตร 4 ปี รวมทั้งการออกระเบียบมหาวิทยาลัยว่าด้วยการเทียบแทนชุดวิชา (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2546 หรือกรณีที่ผู้ถูกฟ้องคดีมิได้ปฏิบัติตามข้อ 6 ของระเบียบดังกล่าว เป็นเพียงการดำเนินงานด้านบริหาร และการจัดการศึกษาภายในตามอำนาจหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดี

เมื่อผู้ ฟ้องคดี เป็นเพียงอดีตนักศึกษา และมิได้สมัครเข้าศึกษาในหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิตดังกล่าวแต่อย่างใด จึง ถือไม่ได้ว่าผู้ฟ้องคดีเป็นผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำ ดังกล่าวของผู้ถูกฟ้องคดี จึงไม่มีสิทธิฟ้องคดีต่อศาลปกครอง

และการ ที่ผู้ถูกฟ้องคดียกเลิกหลักสูตรใดหลักสูตรหนึ่งหรือกำหนดหลักสูตรอื่นขึ้นมา แทน รวมทั้งการออกระเบียบใหม่นั้น มิได้เป็นการปิดกั้นหรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพของผู้ฟ้องคดีในการประกอบอาชีพ และในการศึกษาแต่อย่างใด การอ้างบทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 จึงฟังไม่ขึ้น

ศาลปกครองสูงสุดจึงมี คำสั่งไม่รับคำฟ้องไว้พิจารณา (คำสั่งศาลปกครองสูงสุดที่ 168/2554)

คดี นี้เป็นตัวอย่างที่ดี...สำหรับผู้ที่จะนำข้อพิพาทไปฟ้องต่อศาลปกครอง ซึ่งจะต้องพิจารณาก่อนว่าตนเองเป็น ผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรืออาจจะเดือดร้อนหรือเสียหายโดยมิอาจหลีกเลี่ยงได้อันเนื่องมาจากการกระทำ หรืองดเว้นการกระทำของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือไม่ และต้องมิใช่เป็นความเดือดร้อนหรือเสียหายที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือคาดการณ์ ล่วงหน้าครับ...

นายปกครอง
Share this article on :

0 comments:

Post a Comment

 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.