| อินไซด์ต่างประเทศ วิจักขณ์ ชิตรัตน์ เขา ว่ากันว่านักเศรษฐศาสตร์คือคนที่พูดเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเลขให้คนอื่นฟัง ได้เป็นฉากๆ แต่เสร็จแล้วไม่มีใครสักคนที่เข้าใจ ผู้รู้ (หรือนักประชดประชัน) อีกคนก็บอกว่า หากเราเอานักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งๆ มาประชุมกันเต็มห้อง รับรองว่าประชุมเสร็จแล้วก็หาข้อยุติอะไรไม่ได้ เหมา เจ๋อตุงเคยบอกไว้ว่า นักการเมืองคือคนที่บอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันพรุ่งนี้ แต่เมื่อถึงเวลาก็มีเหตุผลที่จะบอกว่าทำไมสิ่งนั้นจึงไม่เกิดขึ้น - ซึ่งไม่ทราบว่าจะเข้ากับบรรยากาศบ้านเมืองเราหรือไม่ แต่นัก เศรษฐศาสตร์ก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ถูกกระทบกระเทียบว่าเป็นพวกที่ชอบพยากรณ์ ว่าการทำมาหากินของเราในวันพรุ่งจะเป็นอย่างไร แล้วก็ช่างหาเหตุมาอธิบายได้ทุกทีที่สิ่งที่ทำนายไว้นั้นไม่เกิดขึ้น ผม ไม่รู้สึกเครียดอะไรกับคำทำนายเหล่านี้ ตรงกันข้าม หากใครสักคนทำนายถูกทุกเรื่องตลอดเวลา คนคนนั้นก็คงจะไม่ใช่มนุษย์เสียแล้ว แต่คงเป็นอะไรสักอย่างที่เรียกว่า god - like being เสียมากกว่า พอ คุยถึงเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงข้อคิดของ วอร์เรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีคนดังของโลก ที่พูดถึงความพลิกผันของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ว่า หลักคิดในการลงทุนของเขาคือ "เมื่อไหร่ที่เห็นคนกำลังแห่ทำอะไรสักอย่างด้วยความโลภ ขอให้เรากลัวไว้ก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นคนทุกคนกลัวกันจนไม่ทำอะไรเลย ขอให้เราทำตัวเป็นคนโลภ" ฟังดูแล้วก็เข้าเค้ามากทีเดียวและน่าจะเอามาเทียบเคียงกับเรื่องแห่ซื้อทองของคนไทยวันนี้ที่ขนเอาเงินไปกองเพียงเพื่อซื้อใบจอง ที่ จีนก็ทำนองเดียวกัน มีชาวอเมริกันบางคนที่เจ็บแค้นจากการที่คนจีนดูจะมีความสุขร่าเริงที่เห็น เศรษฐกิจอเมริกันกำลังดำดิ่งอยู่ในขณะนี้ ความจริง กองทุนการเงินระหว่างประเทศเคยทำนายไว้ว่าเศรษฐกิจจีนจะแซงสหรัฐในปี 2016 ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งยังไม่รู้ว่านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟจะเป็นคนประเภทที่กล่าวถึงข้าง ต้นหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด วันนี้จีนก็กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุดของสหรัฐ คนจีนในวันนี้อย่าง ไรเสียก็ยังต้องภูมิใจในตัวเอง เพราะญี่ปุ่นนั้นก็ดูท่าจะล้มลงอีกแล้ว (หลังจากยังลุกไม่ขึ้นมากว่า 10 ปี) สหรัฐเองก็ดูท่าจะสาหัสกว่าทุกคราว จากปัญหาการชำระหนี้ ส่วนยุโรปนั้นยิ่งน่าห่วงเข้าไปอีก เพราะบางคนมองไปว่ายุโรปกำลังจะแตกลงทางเศรษฐกิจ คนจีนฟังแล้วย่อมมีสุข เพราะเศรษฐกิจของตนเองยังโตปีละ 8% ผลผลิตทางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นปีละ 15% 1 ใน 3 ของพลเมืองมีรายได้ 10,000-100,000 เหรียญ/ปี ส่วนที่มีเงินระดับล้านเหรียญมีอยู่ 800,000 คน และระดับพันล้านมีอยู่ 65 คน! แต่ สิ่งหนึ่งที่ดูน่าห่วง คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวอย่างมาก ราคาบ้านเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20% ในแค่ช่วง 2 ปี คนที่มีบ้านอยู่แล้วก็มักซื้อบ้าน (หรือคอนโดฯ) อีก ธนาคารจีน ปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นอันดับหนึ่ง โดยปล่อยออกไปถึง 97% ของ GDP ในปี 2008 และเพิ่มมาเป็น 120% ในวันนี้แล้ว! การ กู้เงินที่สูงจนหลุดกรอบแบบนี้ไม่น่าจะไปได้นาน ไม่ว่าจะเป็นที่กรีซ เมืองจีน หรือที่ไหนๆ ดูๆ แล้วคำเตือนของนายบัฟเฟตที่ฟังดูเป็นทุนนิยมที่เขี้ยวจัดก็ยังถือว่าเป็น สิ่งที่น่ารับฟัง คืออย่าพึงประมาทในชีวิต |
เศรษฐกิจเรื่องปวดหัว
Saturday, August 27, 2011
Labels:
ต่างประเทศ
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
0 comments:
Post a Comment