Showing posts with label ต่างประเทศ. Show all posts
Showing posts with label ต่างประเทศ. Show all posts
Thursday, September 8, 2011

บันทึกเด็กญี่ปุ่นเช็ดน้ำตา ครบ6เดือนสึนามิ





บันทึกเด็ก - เด็กผู้ประสบภัยสึนามิคุยกับเคน โมริ นักข่าวผู้เก็บบันทึกจากเด็กจัดทำเป็นหนังสือชื่อ "สึนามิ" เขียนด้วยภาษาง่ายๆ แต่กินใจ เป็นหนังสือขายดีจนพิมพ์เพิ่มเป็นครั้งที่ 3 แล้วในวาระครบ 6 เดือนมหันตภัยสึนามิ (ภาพเล็ก) ที่จะมาถึงวันที่ 11 ก.ย. (เอเอฟพี)
(d)เมื่อ 7 ก.ย. เอ็นเอชเครายงานว่า สถานีเตรียมแพร่ภาพรายการพิเศษวาระครบรอบ 6 เดือนแผ่นดินไหว และสึนามิถล่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่น รายการจะนำเสนอสภาพชีวิตที่เปลี่ยน แปลงตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา การคุกคามของสึนามิในมุมต่างๆ มีกำหนดแพร่ภาพทั่วประเทศในวันที่ 10-11 ก.ย.นี้ ซึ่งตรงกับวันครบรอบ 10 ปีเหตุการณ์วินาศกรรมสหรัฐ 11 กันยาฯ พอดี

ด้าน เอเอฟพีรายงานว่า สำนักพิมพ์ญี่ปุ่นจัดพิมพ์หนังสือ "สึนามิ" บันทึกเรื่องราวสึนามิ จากเรียงความของนักเรียนในพื้นที่ประสบภัย สะท้อนให้เห็นความกลัวของภัยธรรมชาติ และเรื่องราวสะเทือนใจในการสูญเสียคนในครอบครัว หนังสือตีพิมพ์ครั้งที่ 3 แล้วนับจากเดือนมิ.ย. มียอดขาย 140,000 เล่ม สร้างความประทับใจให้ผู้อ่านด้วยภาษาง่ายๆ แบบเด็ก มีเนื้อหากินใจ

เคน โมริ นักข่าววัย 43 ปี บรรณาธิการหนังสือเล่มนี้ กล่าวว่า ต้องการให้เรื่องราวประวัติศาสตร์ชาติครั้งนี้ผ่านมุมมองของคนที่จะไปเป็น อนาคตของญี่ปุ่น ผู้อ่านมองเห็นความหวังในตัวเด็กเหล่านี้ เพราะมีหลายคนที่จบเรียงความด้วยการเช็ดน้ำตาและพร้อมจะยิ้มในวันใหม่

จิ โยะ ยาฮาตะ วัย 11 ขวบ ในเมืองโอสึจิ เขียนว่า "ฉันไม่เคยคุยกับพ่อถึงความรู้สึกที่สูญเสียแม่ และตอนนี้ฉันจะเช็ดน้ำตา อำลาการร้องไห้เงียบๆ นี้ ฉันจะอยู่ด้วยความเชื่อว่ายังมีพรุ่งนี้อยู่เพื่อใบหน้าที่มีรอยยิ้ม" ด้านยูอิ มุโตะ อายุ 11 ขวบ เขียนว่า "มันเริ่มขึ้นด้วยเสียงพื้นดินร้องดังลั่น ตอนนั้นคิดว่าโลกจบสิ้นแล้ว" ส่วนฮารุนะ ซาโตะ วัย 7 ขวบ เขียนอำลาถึงเพื่อนที่จากไปและคนอื่นๆ ที่พลัดพรากจากครอบครัว เด็กหญิงบรรยายความรู้สึกว่า "สึนามิช่างสวาปามเหลือเกิน"

วันเดียวกัน ทางการสเปนประกาศมอบรางวัลอัสตูเรียส คอนคอร์ด ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติของประเทศ ให้กับเหล่าทีมกู้ภัยชาวญี่ปุ่นที่เสี่ยงชีวิตเข้าไปแก้ไขวิกฤตการณ์ นิวเคลียร์รั่วไหลในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกูชิมะ อันเป็นผลมาจากแผ่นดินไหวและสึนามิ โดยไม่เกรงกลัวความตาย
Sunday, August 28, 2011

"กัดดาฟี"สิ้นอำนาจ กบฏตีเมืองหลวงแตก



โม อัมมาร์ กัดดาฟี ผู้ที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่า "ภราดาผู้นำและผู้ชี้ทางแห่งการปฏิวัติ" ของชาติลิเบีย ไม่อาจต้านทานกับกองทัพกบฏที่มีมหาอำนาจตะวันตก ในนามกองทัพ "นาโต้" หนุนหลังได้อีกต่อไป

การที่กรุงตริโปลี เมืองหลวงถูกตีแตก หมายถึงความปราชัยของ กัดดาฟี

แม้ เซฟ อัล-อิสลาม ลูกชายกัดดาฟี จะปรากฏตัวโต้ข่าวที่กบฏอ้างว่าจับตัวไว้ได้ในวันรุ่งขึ้น

หรือ กัดดาฟียังมีอารมณ์ส่งคลิปจากที่หลบซ่อนมาออกอากาศปลุกระดมให้กลุ่มผู้ภักดีขับไล่กบฏ

แต่การหวนคืนอำนาจอีกครั้งของกัดดาฟี...เหมือนเป็น "ศูนย์" แล้ว

ฝ่ายกบฏประกาศมอบเงินรางวัลให้สูงถึง 2 ล้านดินาร์หรือประมาณ 51 ล้านบาท ให้กับผู้ที่จับตัวพันเอกกัดดาฟีได้ ไม่ว่าจะเป็นหรือตาย

มุ สตาฟา อับเดล จาลิล ประธานคณะกรรมการรัฐบาลรักษาการแห่งชาติ หรือเอ็นทีซีของฝ่ายต่อต้าน เสนอนิรโทษกรรมคนใกล้ชิดกับพันเอกกัดดาฟี หากสังหารหรือจับพันเอกกัดดาฟีให้กับฝ่ายต่อต้านได้อีกด้วย!

ความล่มสลายของระบอบกัดดาฟีที่กินเวลาสู้รบมากว่า 7 เดือน เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว

แต่อาจต้องใช้เวลาอีกยาวนานกว่าศึกจะสงบลงราบคาบ

นับ ตั้งแต่การรบพุ่งระหว่างกองทัพรัฐบาลกับกลุ่มกบฏเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 15 ก.พ. ตั้งต้นจากการเดินขบวนประท้วงจนกลายเป็นสงครามกลางเมืองเต็มรูปแบบ

นำมาซึ่งการแทรกแซงของกองกำลังนาโต้ ที่สนับสนุนฝ่ายกบฏมาโดยตลอด ทำให้ทั้งสองฝ่ายผลัดกันยึดครองพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ

โดยศูนย์กลางด้านหนึ่งอยู่ที่ตริโปลีทางตะวันตก อีกด้านอยู่ที่เบงกาซี เมืองกบฏทางตะวันออก

ในที่สุดเมื่อวันที่ 22 ส.ค. กองทัพกบฏเคลื่อนกำลังเข้าสู่ตริโปลี ยึดจัตุรัสเขียวใจกลางกรุงเอาไว้ได้สำเร็จ

สำนัก ข่าวทั่วโลกต่างพร้อมใจกันตีข่าวสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญทันที ท่ามกลางการเฉลิมฉลองของประชาชนฝ่ายสนับสนุนทั่วประเทศ ที่ต่างออกมาโบกธงชาติและจุดดอกไม้ไฟกันเอิกเกริก

เช่นเดียวกับที่เมืองเบงกาซี ซึ่งชาวเมืองออกมาชุมนุมยินดีเมื่อทราบข่าว

ความ น่ากังขาในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในลิเบียยังเกิดจากข่าวที่กลุ่มกบฏจับกุมตัว ลูกชายกัดดาฟี 3 คน ทั้ง นายเซฟ อัล อิสลาม ซึ่งเคยมีข่าวว่าเสียชีวิตจากการโจมตีของนาโต้ก่อนหน้านี้ นายอัล-ซาอ์ดี กัดดาฟี และนายโมฮัมเหม็ด กัดดาฟี

แต่เพียงข้ามคืน เซฟ อัล อิสลาม กัดดาฟี บุตรชายคนสำคัญปรากฏตัวที่ด้านหน้าโรงแรมริซอส ในกรุงตริโปลี ท่ามกลางผู้สนับสนุนที่ตะโกนโห่ร้องด้วยความยินดี

ผู้คนคาดว่า ลูกชายตามไปสมทบกับกัดดาฟีแล้วตั้งแต่วันที่ 23 ส.ค. และยังหลบซ่อนอยู่จนถึงปัจจุบัน

ต่อ มาฝ่ายกบฏค้นพบว่า ข้างใต้ฐานที่มั่นของกัดดาฟี ในย่านบับ อัล-อะซิซิยา ของเมืองหลวง มีโครงข่ายอุโมงค์ใต้ดินซึ่งใช้เดินทางออกนอกเมืองได้ โดยผู้ออกแบบและดำเนินการสร้างเป็นผู้รับเหมาจากประเทศตะวันตก มีผู้รู้แผนผังภายในอยู่ไม่กี่คน

แต่การค้นพบนี้ก็ยังไม่ช่วยให้จับกัดดาฟีได้

เหตุวุ่นวายในตริโปลีครั้งนี้ยังส่งผลกระทบต่อผู้สื่อข่าวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่เข้าไปทำข่าว

เมื่อถูกกองกำลังติดอาวุธกักขังไว้ในโรงแรมริซอสในกรุงตริโปลี โดยอ้างเหตุ ผลด้านความปลอดภัย

ต้องติดค้างอยู่ในโรงแรมรีซอสนานกว่า 5 วันโดยขาด แคลนทั้งอาหาร ไฟฟ้า

โดยถูกข่มขู่ว่า ถ้าคิดหนีจะถูกยิง!

คาดกันว่ากองกำลังของกัดดาฟีควบคุมตัวผู้สื่อข่าวกลุ่มนี้ไว้ในโรงแรมเพื่อหวังเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร รวมถึงใช้เป็นโล่มนุษย์

กระทั่ง เมื่อวันที่ 25 ส.ค. กลุ่มนักข่าวต่าง ชาติพากันหลบหนีออกมาได้ โดยอาศัยรถตู้ของหน่วยงานกาชาดสากล ช่วยนำผู้สื่อข่าวต่างชาติกว่า 30 ชีวิต ออกจากโรงแรมรีซอสไปยังโรงแรมอีกแห่งหนึ่ง

สําหรับความเคลื่อนไหว ทางการเมืองและการทูตเกี่ยวกับกรณีลิเบีย ปรากฏว่าคณะทูตานุทูตจากประเทศต่างๆ และจากสภาเอ็นทีซีของฝ่ายกบฏ เห็นพ้องร่วมกันให้ยกเลิกการอายัดทรัพย์สินลิเบียในต่างแดนรวมมูลค่า 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 45,000 ล้านบาท

เพื่อนำเงินทั้งหมดนี้ไปช่วยเหลือรัฐบาลลิเบียใหม่และประชาชนลิเบีย

นอกจากนี้ ว่าที่รัฐบาลใหม่แห่งลิเบียยังประกาศเตรียมจัดให้มีการเลือกตั้งภายใน 8 เดือนข้างหน้า

เพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่สำหรับบริหารประเทศ ตามระบอบประชาธิปไตย และเพื่อต้องการเป็นสมาชิกประชาคมโลก

ไม่ใช่โดดเดี่ยวตัวเองอย่างที่แล้วมา

ส่วนการตามหาตัวกัดดาฟีจะยังคงมีต่อไป และไม่ว่าจะจับกุมตัวได้เมื่อใดก็ตาม กัดดาฟีจะต้องถูกนำตัวขึ้นศาล

โดยจะเป็นศาลของลิเบียเท่านั้น

ส่วนจุดจบจะเป็นเหมือน "ซัดดัม ฮุสเซน" ของอิรักหรือไม่ อนาคตเท่านั้นที่ให้คำตอบได้
Saturday, August 27, 2011

นายกฯญี่ปุ่นลาออก"ตามสัญญา"



เอ พีรายงานเมื่อ 26 ส.ค. ว่า นาโอโตะ คัง นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น วัย 64 ปี ผู้มีคะแนนนิยมตกต่ำลงเรื่อยๆ เพราะผลงานฟื้นฟูภัยพิบัติ สึนามิและกัมมันตรังสีรั่วไหลไม่เข้าตาประชาชน ลาออกจากตำแหน่งตามสัญญาที่เคยประกาศไว้เมื่อเดือนมิ.ย. โดยครั้งนั้นนายคังกล่าวว่าจะลาออกเมื่อกฎหมายสำคัญผ่านสภาแล้วทั้ง 3 ฉบับ กระทั่งเมื่อวันที่ 25 ส.ค. สภาก็ได้ผ่านร่างกฎหมายแล้ว 2 ฉบับ จึงลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคเสรีประชา ธิปไตย (ดีพีเจ) ที่ดำรงตำแหน่งได้ 15 เดือน

"ภายใต้สถานการณ์ที่ร้ายแรงผมรู้ว่าผม ได้ทำทุกสิ่งเท่าที่ผมสมควรทำแล้ว ขณะนี้ผมขอให้ท่านเลือกผู้ที่เหมาะสมมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่" นายคังกล่าวในงานแถลงปิดฉากการเป็นนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นคนที่ 94

ด้าน พรรคดีพีเจจะจัดการเลือกตั้งเพื่อสรรหาหัวหน้าพรรคคนใหม่ในวันจันทร์ที่ 29 ส.ค. ซึ่งมีตัวเต็ง ได้แก่ เซอิจิ มาเอะฮาระ อดีต รมว.ต่างประเทศ วัย 49 ผู้มีฉายาว่า "โทนี่ แบลร์ แห่งญี่ปุ่น" เพราะเป็นคนหนุ่ม วาทะดีและมีเสน่ห์ กับนายโยชิฮิโกะ โนดะ รมว.คลัง วัย 54 ปี

บึ้มยูเอ็นถิ่นไนจีเรียดับอื้อ




บึ้มยูเอ็น-หน�วยกู�ภัย ลำเลียงคนเจ็บจากอาคารที่ทำการสหประชาชาติ ซึ่งถูกคนร้ายขับรถขนระเบิดพุ่งเข้าใส่ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากสถานทูตสหรัฐ ที่กรุงอาบูจา เมืองหลวงของไนจีเรีย พบผู้เสียชีวิตเบื้องต้น 7 ราย เมื่อ 26 ส.ค.
เอเอฟพีรายงานว่า เมื่อ 26 ส.ค. อาคารสำนักงานสหประชาชาติ หรือยูเอ็นในกรุงอาบูจา เมืองหลวงของไนจีเรีย ถูกวางระเบิดรุนแรง จนตึกพังเสียหาย มีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก พบศพเบื้องต้น 7 ราย พยานเห็นคนร้ายขับรถเก๋งฝ่าทางเข้าพังรั้วประตูเข้าไป ก่อนจุดชนวนสังหารด้านหน้าอาคารหลัก

หน้า 7

เศรษฐกิจเรื่องปวดหัว

อินไซด์ต่างประเทศ
วิจักขณ์ ชิตรัตน์


เขา ว่ากันว่านักเศรษฐศาสตร์คือคนที่พูดเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเลขให้คนอื่นฟัง ได้เป็นฉากๆ แต่เสร็จแล้วไม่มีใครสักคนที่เข้าใจ ผู้รู้ (หรือนักประชดประชัน) อีกคนก็บอกว่า หากเราเอานักเศรษฐศาสตร์ที่เก่งๆ มาประชุมกันเต็มห้อง รับรองว่าประชุมเสร็จแล้วก็หาข้อยุติอะไรไม่ได้

เหมา เจ๋อตุงเคยบอกไว้ว่า นักการเมืองคือคนที่บอกได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันพรุ่งนี้ แต่เมื่อถึงเวลาก็มีเหตุผลที่จะบอกว่าทำไมสิ่งนั้นจึงไม่เกิดขึ้น - ซึ่งไม่ทราบว่าจะเข้ากับบรรยากาศบ้านเมืองเราหรือไม่

แต่นัก เศรษฐศาสตร์ก็เป็นอีกพวกหนึ่งที่ถูกกระทบกระเทียบว่าเป็นพวกที่ชอบพยากรณ์ ว่าการทำมาหากินของเราในวันพรุ่งจะเป็นอย่างไร แล้วก็ช่างหาเหตุมาอธิบายได้ทุกทีที่สิ่งที่ทำนายไว้นั้นไม่เกิดขึ้น

ผม ไม่รู้สึกเครียดอะไรกับคำทำนายเหล่านี้ ตรงกันข้าม หากใครสักคนทำนายถูกทุกเรื่องตลอดเวลา คนคนนั้นก็คงจะไม่ใช่มนุษย์เสียแล้ว แต่คงเป็นอะไรสักอย่างที่เรียกว่า god - like being เสียมากกว่า

พอ คุยถึงเรื่องนี้แล้วทำให้นึกถึงข้อคิดของ วอร์เรน บัฟเฟต มหาเศรษฐีคนดังของโลก ที่พูดถึงความพลิกผันของเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ว่า หลักคิดในการลงทุนของเขาคือ "เมื่อไหร่ที่เห็นคนกำลังแห่ทำอะไรสักอย่างด้วยความโลภ ขอให้เรากลัวไว้ก่อน แต่เมื่อไหร่ที่เห็นคนทุกคนกลัวกันจนไม่ทำอะไรเลย ขอให้เราทำตัวเป็นคนโลภ"

ฟังดูแล้วก็เข้าเค้ามากทีเดียวและน่าจะเอามาเทียบเคียงกับเรื่องแห่ซื้อทองของคนไทยวันนี้ที่ขนเอาเงินไปกองเพียงเพื่อซื้อใบจอง

ที่ จีนก็ทำนองเดียวกัน มีชาวอเมริกันบางคนที่เจ็บแค้นจากการที่คนจีนดูจะมีความสุขร่าเริงที่เห็น เศรษฐกิจอเมริกันกำลังดำดิ่งอยู่ในขณะนี้

ความจริง กองทุนการเงินระหว่างประเทศเคยทำนายไว้ว่าเศรษฐกิจจีนจะแซงสหรัฐในปี 2016 ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งยังไม่รู้ว่านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟจะเป็นคนประเภทที่กล่าวถึงข้าง ต้นหรือไม่ แต่อย่างน้อยที่สุด วันนี้จีนก็กลายเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่สุดของสหรัฐ

คนจีนในวันนี้อย่าง ไรเสียก็ยังต้องภูมิใจในตัวเอง เพราะญี่ปุ่นนั้นก็ดูท่าจะล้มลงอีกแล้ว (หลังจากยังลุกไม่ขึ้นมากว่า 10 ปี) สหรัฐเองก็ดูท่าจะสาหัสกว่าทุกคราว จากปัญหาการชำระหนี้ ส่วนยุโรปนั้นยิ่งน่าห่วงเข้าไปอีก เพราะบางคนมองไปว่ายุโรปกำลังจะแตกลงทางเศรษฐกิจ

คนจีนฟังแล้วย่อมมีสุข เพราะเศรษฐกิจของตนเองยังโตปีละ 8% ผลผลิตทางอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นปีละ 15%

1 ใน 3 ของพลเมืองมีรายได้ 10,000-100,000 เหรียญ/ปี ส่วนที่มีเงินระดับล้านเหรียญมีอยู่ 800,000 คน และระดับพันล้านมีอยู่ 65 คน!

แต่ สิ่งหนึ่งที่ดูน่าห่วง คือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ขยายตัวอย่างมาก ราคาบ้านเรือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 20% ในแค่ช่วง 2 ปี คนที่มีบ้านอยู่แล้วก็มักซื้อบ้าน (หรือคอนโดฯ) อีก

ธนาคารจีน ปล่อยเงินกู้ให้แก่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เป็นอันดับหนึ่ง โดยปล่อยออกไปถึง 97% ของ GDP ในปี 2008 และเพิ่มมาเป็น 120% ในวันนี้แล้ว!

การ กู้เงินที่สูงจนหลุดกรอบแบบนี้ไม่น่าจะไปได้นาน ไม่ว่าจะเป็นที่กรีซ เมืองจีน หรือที่ไหนๆ ดูๆ แล้วคำเตือนของนายบัฟเฟตที่ฟังดูเป็นทุนนิยมที่เขี้ยวจัดก็ยังถือว่าเป็น สิ่งที่น่ารับฟัง

คืออย่าพึงประมาทในชีวิต
Thursday, August 25, 2011

บทสรุป "ลิเบีย" แจ้งชัด :โลกวันนี้ไม่เอาเผด็จการ


ข่าวใหญ่ระดับโลกในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา มีอยู่ด้วยกัน 2 ข่าวครับ... ข่าวแรกเกี่ยวกับอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของไอเอ็มเอฟ ที่โดนคดีปลุกปล้ำแม่บ้านพนักงานโรงแรมที่นิวยอร์ก เมื่อหลายเดือนก่อน

ผลปรากฏว่า ขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับวันนี้ โอกาสที่อัยการจะยุติการดำเนินคดี คุณโดมินิก สเตราส์ คาห์น ค่อนข้างสูงมากถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

เหตุเพราะตำรวจพบว่าแม่บ้าน นาฟิซซาตู ไดแอลโล มีพฤติกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือ มีประวัติที่สับสน แถมยังให้การแบบไม่เป็นความจริงโดยตลอด

แต่ทนายของแม่บ้านยังไม่ยอมแพ้ ออกมาโต้ว่าอัยการไม่ให้ความเป็นธรรม ยอมปฏิเสธศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกข่มขืนและปฏิเสธข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์

หากคดีต้องจบลงแบบนี้ คุณสเตราส์ คาห์น ก็คงจะได้เป็นอิสระออกจากที่กักตัวในนิวยอร์กกลับฝรั่งเศสได้

ส่วนจะฟ้องร้องเอาคืนจากใครได้บ้าง โดยเฉพาะจากตำรวจนิวยอร์กที่แข็งขันเหลือเกินในช่วงแรกๆนั้น...คงต้องติดตามต่อไป

กลายเป็นว่าอดีตผู้อำนวยการใหญ่ของไอเอ็มเอฟท่านนี้ ต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เพราะต้องลาออกจากตำแหน่งอันมีเกียรติ และรายได้งดงาม แถมยังต้องไปนอนในคุกอยู่อีกหลายวัน
แย่ที่สุดก็ตำรวจนิวยอร์กนั่นแหละครับที่หูเบา ขาดความรอบคอบ เชื่อเจ้าทุกข์ โดยไม่ตรวจสอบให้ถ่องแท้เสียก่อน

ส่วนข่าวที่ 2 ซึ่งเป็นข่าวใหญ่มากในระดับโลกก็คือ ข่าวการ “ล่มสลาย” ของจอมเผด็จการ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย

เมื่อกองกำลังของฝ่ายต่อต้านกัดดาฟี ภายใต้การสนับสนุนของนาโต สามารถเข้ายึดกรุงตริโปลีี เอาไว้ได้

แม้ขณะที่ผมนั่งบันทึกเหตุการณ์จะยังจับตัวกัดดาฟีไม่ได้ และไม่รู้ว่าแกหลบไปไหน แต่การเฉลิมฉลองดูเหมือนจะดำเนินไปตลอดทั้งคืน เมื่อสามารถยึดเมืองหลวงได้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์เรียบร้อย

ล่าสุดมีเสียงเรียกร้องให้กัดดาฟียอมจำนนออกมามอบตัวเสียโดยดีดังกระหึ่มขึ้น จากผู้นำชาติต่างๆในตะวันตก

ในขณะที่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แม้จะมั่นใจว่าฝ่ายต่อต้านสามารถยึดตริโปลีได้แล้ว แต่ก็ยังเตือนให้ระวังตัว โดยย้ำว่าสงครามยังไม่จบลง

ยังอาจจะมีผู้ที่จงรักภักดีต่อกัดดาฟีออกมาต่อสู้ในเฮือกสุดท้ายอีก จึงขอให้ระมัดระวังและอย่าฉลองจนเกินเหตุ

จากนั้นก็กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของลิเบีย และสหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนรัฐบาลใหม่ตามสมควรต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนชาวลิเบียจะต้องช่วยตนเองเป็นหลัก

เป็นการจบศึกยืดเยื้อที่ต่อสู้กันมาหลายเดือนได้เสียที โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนหลัง ที่ข่าวคราวเงียบหายไป จนนักวิเคราะห์คิดว่านาโตหมดแรงที่จะจัดการกับกัดดาฟีแล้ว

ที่ไหนได้กลับเป็นการเตรียมตัวซุ่มเงียบวางแผนเผด็จศึกครั้งใหญ่ และสามารถทำได้ในที่สุด

มีการเปิดเผยว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จได้แก่ ฝ่ายเสนาธิการนิรนามจากหลายประเทศ ที่นั่งวางแผนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่งเครื่องบินสอดแนม เข้าค้นหาแหล่งกำลังสำคัญของกัดดาฟีจนครบทุกจุด

จากนั้นก็ส่งข่าวให้ฝูงบินเข้าโจมตี จนประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงหลัง ส่งผลให้ขุมกำลังของกัดดาฟีอ่อนลงจนหมดแรงต้านทาน

เหตุการณ์ในลิเบียครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดอีกครั้งว่า โลกทุกวันนี้ไม่ต้องการ “ระบอบเผด็จการ” และจะร่วมมือกันโค่นล้มเผด็จการด้วยวิธีต่างๆ

ในกรณีของ พ.อ.กัดดาฟี อาจจะเป็นเผด็จการที่ดีก็ได้ คือ สามารถสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติของเขาได้พอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่มีผู้คนจงรักภักดีมากถึงขนาดนี้

มากจนสามารถยืนหยัดสู้กับการถูกรุมกินโต๊ะได้เป็นเวลายาวนาน

แต่ไม่ว่าจะดีอย่างไร ระบอบเผด็จการก็มักจะมีช่องโหว่ โดยเฉพาะการคอรัปชันและการกดขี่ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงไม่เป็นที่ต้องการของชาวโลก

ตราบใดที่ผู้นำเผด็จการนั้นยังแข็งอยู่ได้ก็แข็งไปเถอะ แต่วันใดที่อ่อนแอลงจะโดนจัดการทันที

ในบ้านเรายังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าระบบนี้อาจจะยังใช้ได้อยู่ และยังเหมาะที่จะนำมาแก้ปัญหาต่างๆในบ้านเรา

ทำให้ข่าวลือหรือความวิตกกังวลเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่สิ้นสุดเสียที

กรณีของลิเบียพิสูจน์ได้ชัดเจนอีกครั้ง ว่าอย่าคิดฝากผีฝากไข้กับระบอบเผด็จการอีกเลย โลกเราวันนี้ไม่มีใครเอาด้วยแล้วครับ.
 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.