บทสรุป "ลิเบีย" แจ้งชัด :โลกวันนี้ไม่เอาเผด็จการ
Thursday, August 25, 2011
Labels:
ต่างประเทศ
ข่าวใหญ่ระดับโลกในช่วง 2–3 วันที่ผ่านมา มีอยู่ด้วยกัน 2 ข่าวครับ... ข่าวแรกเกี่ยวกับอดีตกรรมการผู้จัดการใหญ่ของไอเอ็มเอฟ ที่โดนคดีปลุกปล้ำแม่บ้านพนักงานโรงแรมที่นิวยอร์ก เมื่อหลายเดือนก่อน
ผลปรากฏว่า ขณะที่ผมนั่งเขียนต้นฉบับวันนี้ โอกาสที่อัยการจะยุติการดำเนินคดี คุณโดมินิก สเตราส์ คาห์น ค่อนข้างสูงมากถึง 80-90 เปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว
เหตุเพราะตำรวจพบว่าแม่บ้าน นาฟิซซาตู ไดแอลโล มีพฤติกรรมที่ไม่น่าเชื่อถือ มีประวัติที่สับสน แถมยังให้การแบบไม่เป็นความจริงโดยตลอด
แต่ทนายของแม่บ้านยังไม่ยอมแพ้ ออกมาโต้ว่าอัยการไม่ให้ความเป็นธรรม ยอมปฏิเสธศักดิ์ศรีของลูกผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกข่มขืนและปฏิเสธข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
หากคดีต้องจบลงแบบนี้ คุณสเตราส์ คาห์น ก็คงจะได้เป็นอิสระออกจากที่กักตัวในนิวยอร์กกลับฝรั่งเศสได้
ส่วนจะฟ้องร้องเอาคืนจากใครได้บ้าง โดยเฉพาะจากตำรวจนิวยอร์กที่แข็งขันเหลือเกินในช่วงแรกๆนั้น...คงต้องติดตามต่อไป
กลายเป็นว่าอดีตผู้อำนวยการใหญ่ของไอเอ็มเอฟท่านนี้ ต้องสูญเสียอย่างใหญ่หลวง เพราะต้องลาออกจากตำแหน่งอันมีเกียรติ และรายได้งดงาม แถมยังต้องไปนอนในคุกอยู่อีกหลายวัน
แย่ที่สุดก็ตำรวจนิวยอร์กนั่นแหละครับที่หูเบา ขาดความรอบคอบ เชื่อเจ้าทุกข์ โดยไม่ตรวจสอบให้ถ่องแท้เสียก่อน
ส่วนข่าวที่ 2 ซึ่งเป็นข่าวใหญ่มากในระดับโลกก็คือ ข่าวการ “ล่มสลาย” ของจอมเผด็จการ พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี แห่งลิเบีย
เมื่อกองกำลังของฝ่ายต่อต้านกัดดาฟี ภายใต้การสนับสนุนของนาโต สามารถเข้ายึดกรุงตริโปลีี เอาไว้ได้
แม้ขณะที่ผมนั่งบันทึกเหตุการณ์จะยังจับตัวกัดดาฟีไม่ได้ และไม่รู้ว่าแกหลบไปไหน แต่การเฉลิมฉลองดูเหมือนจะดำเนินไปตลอดทั้งคืน เมื่อสามารถยึดเมืองหลวงได้กว่า 90 เปอร์เซ็นต์เรียบร้อย
ล่าสุดมีเสียงเรียกร้องให้กัดดาฟียอมจำนนออกมามอบตัวเสียโดยดีดังกระหึ่มขึ้น จากผู้นำชาติต่างๆในตะวันตก
ในขณะที่ประธานาธิบดี บารัค โอบามา แม้จะมั่นใจว่าฝ่ายต่อต้านสามารถยึดตริโปลีได้แล้ว แต่ก็ยังเตือนให้ระวังตัว โดยย้ำว่าสงครามยังไม่จบลง
ยังอาจจะมีผู้ที่จงรักภักดีต่อกัดดาฟีออกมาต่อสู้ในเฮือกสุดท้ายอีก จึงขอให้ระมัดระวังและอย่าฉลองจนเกินเหตุ
จากนั้นก็กล่าวแสดงความยินดีต่อการเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยของลิเบีย และสหรัฐอเมริกาจะให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนรัฐบาลใหม่ตามสมควรต่อไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ประชาชนชาวลิเบียจะต้องช่วยตนเองเป็นหลัก
เป็นการจบศึกยืดเยื้อที่ต่อสู้กันมาหลายเดือนได้เสียที โดยเฉพาะช่วง 3 เดือนหลัง ที่ข่าวคราวเงียบหายไป จนนักวิเคราะห์คิดว่านาโตหมดแรงที่จะจัดการกับกัดดาฟีแล้ว
ที่ไหนได้กลับเป็นการเตรียมตัวซุ่มเงียบวางแผนเผด็จศึกครั้งใหญ่ และสามารถทำได้ในที่สุด
มีการเปิดเผยว่า ผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จได้แก่ ฝ่ายเสนาธิการนิรนามจากหลายประเทศ ที่นั่งวางแผนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่งเครื่องบินสอดแนม เข้าค้นหาแหล่งกำลังสำคัญของกัดดาฟีจนครบทุกจุด
จากนั้นก็ส่งข่าวให้ฝูงบินเข้าโจมตี จนประสบความสำเร็จอย่างมากในช่วงหลัง ส่งผลให้ขุมกำลังของกัดดาฟีอ่อนลงจนหมดแรงต้านทาน
เหตุการณ์ในลิเบียครั้งนี้ชี้ให้เห็นชัดอีกครั้งว่า โลกทุกวันนี้ไม่ต้องการ “ระบอบเผด็จการ” และจะร่วมมือกันโค่นล้มเผด็จการด้วยวิธีต่างๆ
ในกรณีของ พ.อ.กัดดาฟี อาจจะเป็นเผด็จการที่ดีก็ได้ คือ สามารถสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติของเขาได้พอสมควร ไม่อย่างนั้นคงไม่มีผู้คนจงรักภักดีมากถึงขนาดนี้
มากจนสามารถยืนหยัดสู้กับการถูกรุมกินโต๊ะได้เป็นเวลายาวนาน
แต่ไม่ว่าจะดีอย่างไร ระบอบเผด็จการก็มักจะมีช่องโหว่ โดยเฉพาะการคอรัปชันและการกดขี่ หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน จึงไม่เป็นที่ต้องการของชาวโลก
ตราบใดที่ผู้นำเผด็จการนั้นยังแข็งอยู่ได้ก็แข็งไปเถอะ แต่วันใดที่อ่อนแอลงจะโดนจัดการทันที
ในบ้านเรายังมีผู้คนจำนวนไม่น้อยที่คิดว่าระบบนี้อาจจะยังใช้ได้อยู่ และยังเหมาะที่จะนำมาแก้ปัญหาต่างๆในบ้านเรา
ทำให้ข่าวลือหรือความวิตกกังวลเรื่องการปฏิวัติรัฐประหาร เกิดขึ้นเนืองๆ ไม่สิ้นสุดเสียที
กรณีของลิเบียพิสูจน์ได้ชัดเจนอีกครั้ง ว่าอย่าคิดฝากผีฝากไข้กับระบอบเผด็จการอีกเลย โลกเราวันนี้ไม่มีใครเอาด้วยแล้วครับ.
Subscribe to:
Post Comments (Atom)
0 comments:
Post a Comment