วันหยุด - น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พา "น้องไปค์" ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร ลูกชาย เดินทางมาที่ทำการพรรคเพื่อไทย โดยนายกฯมีภารกิจประชุมแก้น้ำท่วมและเตรียมชี้แจงนโยบายรัฐบาล เมื่อวันที่ 21 ส.ค. |
ปูติวเข้มรับมือแถลงนโยบาย
เมื่อ เวลา 10.00 น. วันที่ 21 ส.ค. ที่พรรค เพื่อไทย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าที่ทำการพรรคเพื่อไทย ประชุมร่วมกับรองนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงบประมาณ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เพื่อซักซ้อมและเตรียมพร้อมการแถลงนโยบายรัฐบาลในวันที่ 23-24 ส.ค. รวมถึงหารือการวางกรอบเรื่องการแบ่งงานที่จะมีขึ้นหลังการแถลงนโยบายเสร็จ แล้ว เพื่อเข้าบริหารงานเต็มรูปแบบ และหารือเร่งแก้ปัญหานโยบายเร่งด่วนว่าจะเริ่มดำเนินการอย่างไรในทันที
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมเริ่มหารือกันไปนานกว่า 1 ชั่วโมง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี เพิ่งเดินทางเข้ามายังที่ทำการพรรค โดยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าถูกเรียกด่วนให้มาประชุมฉุกเฉิน ทั้งที่ปกติตนไม่ต้องเข้า การประชุมดังกล่าวใช้เวลา หารือนานกว่า 5 ชั่วโมง โดยร.ต.อ.เฉลิมกล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า บอกอะไรไม่ได้ เขาไม่ให้พูด ส่วนตนจะต้องลุกขึ้นช่วยนายกฯ ในช่วงไหนก็ต้องดูเป็นประเด็นๆ ไป
ผู้ สื่อข่าวรายงานด้วยว่าในวันเดียวกันนี้ซึ่งเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ น.ส.ยิ่งลักษณ์จึงเดินทางมาที่พรรคเพื่อไทยโดยมี น้องไปค์ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร บุตรชาย เดินทางมาด้วย ทั้งสองมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสพูดคุยทักทายกับผู้สื่อข่าวอย่างเป็นกันเอง
โต้ตั้งองครักษ์ปล่อยวิปจัดการ
น.ส.ยิ่ง ลักษณ์ให้สัมภาษณ์ก่อนเข้าประชุมถึงกรณีที่รัฐบาลเตรียมแถลงนโยบายโดยยอมรับ ว่าให้รองนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงชี้แจงด้านต่างๆ ตนเองจะชี้แจงในภาพรวมทั้งหมด แต่ถ้าเป็นด้านๆ ต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบชี้แจงจะตรงกว่า ตนเองก็ต้องดู และต้องพูดเหมือนกัน ต่อข้อถามว่าการประชุมร่วมกับคณะทำงานในวันเดียวกันนี้เชื่อว่าจะพร้อมชี้ แจงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 23-24 ส.ค.หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ในวันเดียวกันนี้เป็นการหารือเพื่อเตรียมความพร้อม ถึงวันนี้มีความพร้อมในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ในเชิงรายละเอียดจะระดมถึงการทำงานด้วยว่าหลังจากแถลงนโยบายรัฐบาลแล้วจะ เริ่มงานกันอย่างไร ไม่ได้เน้นเพียงเรื่องแถลงนโยบายเพียงอย่างเดียว
ผู้ สื่อข่าวถามถึงกระแสข่าวรัฐบาลตั้งองครักษ์นายกรัฐมนตรีในสภา 30 คน ส่วนคนชี้แจงนโยบาย 20 คน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่องครักษ์ ในเรื่องการทำนโยบาย นั้นพรรคได้ให้ส.ส.ของพรรครับทราบนโยบายอยู่แล้ว เพราะ สุดท้ายแล้วส.ส. จะต้องเป็นผู้ไปชี้แจงต่อประ ชาชน หลายคนต้องการแสดงความคิดเห็นในสภา เป็นหน้าที่ของคณะกรรมการประสานงาน หรือวิปที่จะบริหารจัดการ
เบรกปชป.ซัดแม้ว-ย้ำถกนโยบาย
เมื่อ ถามว่าหนักใจกับวาทะในสภาของพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "พรรคประชาธิปัตย์ก็คงต้องทำหน้าที่ของพรรคประชาธิปัตย์ ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องทำหน้าที่ชี้แจงต่อประชาชน" ส่วนกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์อาจจะหยิบประเด็นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขึ้นมาพูดในสภา น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "คงต้องดูหัวข้อ แต่ครั้งนี้เป็นการแถลงนโยบายของรัฐบาล ถ้าอะไรที่เกี่ยวข้องกับนโยบายก็ยินดี"
ผู้สื่อข่าวถามว่า ผลโพลระบุว่าต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาปากท้องให้ประชาชนก่อน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในนโยบายเร่งด่วน 10 นโยบายของรัฐบาลมีเรื่องแก้ไขปัญหาปากท้องประชาชนอยู่แล้ว งานที่จะเห็นออกมาคือเรื่องการดูแลปากท้องประชาชน ค่าครองชีพ ค่าใช้จ่าย เป็นเรื่องเร่งด่วนที่รัฐบาลต้องแก้ไข
อ้อนเข้าบ้านสี่เสาฯ เบิร์ธเดย์ป๋า
ต่อ ข้อถามว่า โพลระบุด้วยว่าประชาชนต้องการให้พ.ต.ท.ทักษิณหยุดการเคลื่อนไหว เพื่อ ต้องการให้นายกรัฐมนตรีบริหารประเทศเอง น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ท่านเองคงทราบ เพราะไม่ได้เข้ามายุ่งเกี่ยวด้านการเมือง และทำงานในภารกิจของท่านเอง" เมื่อถามว่าการเคลื่อนไหวของพ.ต.ท.ทักษิณจะเป็นการดิสเครดิตการทำหน้าที่ของ นายกรัฐมนตรี เช่นเรื่องการตั้งครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ในฐานะที่ท่านเป็นผู้มีประสบการณ์ สามารถให้ความคิดเห็นได้ แต่ทั้งหมดอยู่ในกลไกในพรรคเพื่อไทยที่เราจะตัดสินใจ เพราะเรายินดีเปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกคน และอดีตนายกฯท่านเองมีประสบการณ์มาก เราสามารถนำประสบการณ์นั้นมาเป็นข้อแนะนำ แต่ไม่ได้หมายความว่าท่านจะลงมาจัดการบริหารต่างๆ"
ผู้สื่อข่าวถาม ว่านายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.การต่างประเทศ อาจโดนศึกหนักในการแถลงนโยบาย กำชับอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า นายสุรพงษ์มีความสามารถอยู่แล้ว เชื่อว่าคงทำหน้าที่ชี้แจงได้เต็มที่ ต่อข้อถามว่าในวันที่ 26 ส.ค. นี้ตรงกับวันคล้ายวันเกิดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี จะถือโอกาสนี้เข้าพบเพื่ออวยพรหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า "ถ้าท่านเปิดโอกาสให้เข้าอวยพร ดิฉันก็อยากจะไป"
เหลิมคึกตั้งคอมมานโดป้องปู
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า ฝ่ายค้านก็ต้องวิพากษ์วิจารณ์นโยบายรัฐบาล แต่ถ้าวิจารณ์นอกเรื่องถือว่าผิดข้อบังคับ รัฐบาลสามารถประท้วงได้ ตนจึงตั้งคอมมานโด ขึ้นมาแทนองครักษ์เพื่อเป็นสีสันเท่านั้น อย่างไรก็ตามนายกรัฐมนตรีมีความสามารถเฉพาะตัว คนทำธุรกิจมาเป็นแสนล้าน วันนี้เปลี่ยนเวทีธุรกิจมาเป็นเวทีของรัฐสภา และนายกรัฐมนตรีเป็นคนที่เรียนจบปริญญาตรีและปริญญาโทรัฐศาสตร์ เรียนการเมืองมาตลอด ไม่ต้องมีใครไปปกป้อง ขอให้ตรงไปตรงมา ไม่ดีอย่างไรก็ว่ามา เราดีอย่างไรเราก็ว่าไป เรื่องมันก็จบ แต่ถ้านอกเรื่องรัฐบาลก็ต้องประท้วงตามปกติ
ผู้สื่อข่าวถามว่า นายกรัฐมนตรีจะไหวหรือไม่ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ได้ชื่อว่าเป็นฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้ดี ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "ไหว สบายๆ มีอะไรที่น่ากลัว ผมไม่เห็นว่าจะมีอะไรเลยประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์จะมีอะไร ก็เป็นฝ่ายค้านไง แล้วจะมีอะไร"
เย้ยปชป.ไม่มีอะไร-แรงมาแรงไป
ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนเองเตรียมชี้แจงนโยบายรัฐบาลด้านการแก้ปัญหายาเสพติดและกระบวนการยุติธรรม ผู้สื่อข่าวถามว่า จะถูกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อภิปรายหวั่นหรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ตนไม่สนใจว่าจะเจอใคร ไม่มีปัญหา ไม่มีใครที่น่ากลัว ในสายตาตนพรรคประชาธิปัตย์ธรรมดาๆ ไม่ได้มีอะไร แต่ที่รายงานข่าวว่าตนกำกับดูแลงานสำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้นไม่จริง เพราะนายกรัฐมนตรียังไม่ได้แบ่งงาน
ต่อข้อถามว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ นำเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณมาเชื่อมโยงในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า "ต้องดูก่อนว่าเขาจะอภิปรายเรื่องอะไร เขมรท่านก็ไม่ได้ไป และยังมีจินตนาการว่าเจรจาเรื่องพลังงานอย่างนั้นอย่างนี้ พวกนี้มันเจ้าของโรงน้ำแข็งทั้งนั้น แต่ในความจริงไม่มี ถ้าโหมโรงมาแรงผมก็แรงไป ผมก็พูดเป็น และในสภาคงไม่เคยมีใครอภิปรายได้ยาวนานเท่าผม"
รับแก้บน-หาเสียงไว้กับชาวบ้าน
รอง นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลตั้งใจมาทำงานแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ยาเสพติด การทุจริต การทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นธรรมในสังคม แต่ที่ใส่ในนโยบายเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญนั้นเพราะพรรคหาเสียงไว้ว่าจะคืน ความสุขให้ประเทศไทย คืนประชาธิปไตยให้ประชาชน
เมื่อถามว่าโพลระบุ ว่าประชาชนเป็นห่วงว่าจะมีความขัดแย้งในบ้านเมืองเพิ่มขึ้นหากรีบแก้รัฐ ธรรมนูญ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า ยังไม่รู้เลยว่าจะแก้เรื่องอะไรจะไปขัดแย้งได้อย่างไร รัฐบาลไม่ได้ถือเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วน แต่รัฐบาลได้บอกกับประชาชนไว้จึงต้องใส่ไว้ในนโยบาย ไม่ใส่คงไม่ได้เพราะรัฐบาลจะอยู่ 4 ปี ไม่ว่าปีไหนก็ต้องทำ ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ จะถูกอภิปรายหนักกว่าใคร รองนายกฯ กล่าวว่า "สบายๆ สำหรับรมต.ปึ้งยอดเยี่ยมอยู่แล้ว" เมื่อถามต่อว่า นโยบายรัฐบาลถูกวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายแก้บน รองนายกฯ กล่าวว่า ก็ถูกแล้ว เพราะเราบนไว้กับประชาชน ที่หาเสียงไว้ก็นำมาใส่หมด
ท้าปชป.จัดหนักรับทุกรูปแบบ
ส่วน กรณีที่โพลระบุว่าประชาชนต้องการให้พ.ต.ท.ทักษิณหยุดเคลื่อนไหว และเปิดโอกาสให้น.ส.ยิ่งลักษณ์แสดงความสามารถในการบริหารประเทศว่า ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่าตนไม่เห็นว่ามีโพลดังกล่าว เห็นแต่โพลนิด้าที่ระบุว่าประชาชนรู้จักร.ต.อ.เฉลิมร้อยละ 93 และเชื่อมั่นในการทำหน้าที่รัฐมนตรีเป็นอันดับหนึ่ง ซึ่งรู้สึกตกใจ ไม่รู้เป็นไปได้อย่างไรแต่ก็เป็นไปแล้ว "เชื่อผมเถอะ ประชาธิปัตย์เตรียมจัดหนักให้ผม ผมไม่อยากท้าทายว่ามาได้ทุกรูปแบบ ไม่มีอะไรน่ากลัว ผมเป็นนักการเมืองไม่เคยทุจริต รับรองว่าสะอาดหมดจด นิมนต์เถอะพ่อคุณทูนหัวใครจะอภิปรายก็ได้" ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ต่อข้อ ถามว่า ถ้ามีเรื่องเกี่ยวโยงการเมืองจะเป็นผู้ชี้แจงเองหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่าแล้วแต่กรณี อย่ามองว่าพรรคประชาธิปัตย์เขาจะคิดอย่างนั้น เพราะเขาเองก็ต้องระวังภาพลักษณ์เหมือนกัน การพูดในสภาครั้งนี้เป็นเรื่องนโยบายรัฐบาล ถ้าพูดเรื่องอื่นคนพูดก็พังเอง แต่ถ้ามีการหยิบยกเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณขึ้นมาพูดก็ต้องดูว่าเรื่องอะไร ถ้าพูดนอกเรื่องแล้วนายกรัฐมนตรีมอบให้ตนพูด ตนก็ถนัดอยู่แล้ว ถ้าพรรคประชาธิปัตย์อยากรู้แล้วพาดพิงมาตนจะฉลองศรัทธาให้
มาร์คส่งเทือกถลกมั่นคง-กรณ์ศก.
เวลา 09.00 น. ที่หอประชุมอาคารเฉลิม พระเกียรติ ชั้น 9 มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต วิทยาเขตพัฒนาการ มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต มอบปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ แก่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะผู้สร้างคุณประโยชน์ให้แก่ชาติบ้านเมือง หลังจากนั้น นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการแถลงนโยบายรัฐบาลว่า หวังว่าจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย พรรคประชาธิปัตย์กำหนดผู้อภิปรายในแต่ละด้าน โดยผู้อภิปรายหลักๆ นั้นมอบให้อดีตรัฐมนตรีเป็นผู้อภิปราย ด้านความมั่นคง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ ด้านความมั่นคง ด้านเศรษฐกิจ นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ส่วนตนจะเป็นผู้อภิปรายเปิดและสรุปการอภิปราย ถ้าประเด็นใดที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ไม่ตอบเอง ก็ถือเป็นสิทธิ์ แต่เห็นว่าเป็นโอกาสดีที่นายกฯจะแสดงออกถึงภาวะผู้นำ เท่าที่ตนเห็นร่างนโย บายรัฐบาลแล้ว ยังกังวลหลายเรื่องที่ใช้หาเสียง และนโยบายด้านเศรษฐกิจ เช่น ค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน เงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท การแจกแท็บเล็ตให้เด็กนักเรียน ตลอดจนนโยบายด้านต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับพ.ต.ท. ทักษิณ โดยเฉพาะด้านกฎหมาย
ดักคอแม้วเข้าเขมรหาช่องลงทุน
ส่วน กรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ จะฟ้องกลับกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์กล่าวหาว่ามีส่วนช่วยในการขอวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าจะฟ้องประเทศญี่ปุ่นด้วยหรือไม่ เพราะเป็นผู้เปิดเผย ส่วนตัวเชื่อมั่นว่านายสุรพงษ์ใช้อำนาจหน้าที่ทำผิดชัดเจน จึงเกิดกระบวนการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ขณะนี้ฝ่ายกฎหมายของพรรคกำลังดำเนินการอยู่ แต่ยังไม่ส่งเรื่องมาให้ตนลงชื่อ ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยสร้างเรื่อง แต่มีหน้าที่ตรวจสอบ
นาย อภิสิทธิ์กล่าวถึงกระแสข่าวพ.ต.ท. ทักษิณจะเดินทางเข้ากัมพูชาว่า ตนไม่ทราบรายละเอียด แต่ขอร้องว่าอย่าให้ความสัมพันธ์กับรัฐบาลไปหาประโยชน์ทางธุรกิจของตนเอง เพราะทราบว่ามีแผนลงทุนธุรกิจหลายประเทศในภูมิภาคนี้ ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยเตรียมตรวจสอบ 162 โครงการของอดีตรัฐบาล เพื่อเช็กบิลกรณีที่มีการทุจริตคอร์รัปชั่นนั้น ตนเชื่อว่าอดีตรัฐมนตรีที่รับผิดชอบจะชี้แจงได้ พร้อมฝากรัฐบาลใหม่ว่าไม่ควรเบี่ยงเบนประเด็น ขอให้เร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ให้ประชาชน
โฆษกปชป.ชี้อย่าเบี่ยงประเด็น
ที่พรรคประ ชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ และรัฐบาลจะแจ้งความเอาผิดพรรคประชาธิปัตย์ว่าน่าประหลาดใจ ทั้งนายสุรพงษ์และรัฐบาลไทยยืนยันกระต่ายขาเดียวว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่เป็นรัฐบาลญี่ปุ่นที่เปิดเผยข้อมูลมา จึงน่าแปลกใจว่าทำไมไม่ไปแจ้งความเอาผิดกับรัฐบาลญี่ปุ่น แต่ถือเป็นเรื่องดีที่จะมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อให้ประชาชนทราบว่าฝ่ายใดโกหก เพราะมีเพียง 2 ฝ่ายคือรัฐบาลไทยและรัฐบาลญี่ปุ่น ถ้ารัฐบาลไทยพูดถูกรัฐบาลญี่ปุ่นก็พูดโกหก ขออย่าให้เรื่องนี้เป็นเพียงการบิดเบือนประเด็น เพื่อให้ประชาชนรับทราบ เพราะเรื่องนี้รัฐบาลพรรคเพื่อไทยเบี่ยงเบนประเด็นมาโดยตลอด ทั้งเรื่องการฟ้องกลับ การพยายามหยิบยก 169 ศพที่จ.ระยอง ทั้งที่มีพยานเอกสารและพยานบุคคลยืนยันชัดเจนว่ามีที่มาอย่างไร กลับมีการเบี่ยงเบนประเด็นว่าเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ทางการเมือง และใส่ร้ายรัฐบาลชุดที่แล้ว สร้างความขัดแย้งให้สังคมไทย เป็นการเมืองไม่สร้างสรรค์
จี้ยิ่งลักษณ์ลุกขึ้นตอบฝ่ายค้าน
โฆษก พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่ากรณีที่โฆษกของพรรคเพื่อไทยระบุว่าจะเอาผิดกับการทุจริต คอร์รัปชั่นในรัฐบาลชุดที่แล้ว เป็นอีกหนึ่งวิธีการที่ตัวเองเข้าตาจน ตอบคำถามสังคมไม่ได้ จึงพยายามหยิบยกเรื่องอื่นขึ้นมา อ้างว่ามีประชาชนส่งเรื่องร้องเรียนเข้ามามากมาย แล้วพูดถึงว่าในเดือนก.ย.นี้จะมีถึง 2 เรื่องเข้าสู่กระบวนการไต่สวน ขอตั้งข้อสังเกตว่าเรื่องที่เพิ่งพูดว่ามีประชาชนร้องเรียนเข้ามาแต่กลับคาด การณ์ว่าจะมีกี่เรื่องที่จะได้รับการพิจารณา หรือมีกี่เรื่องที่จะเข้ากระบวนการไต่สวน เป็นการเมืองแบบเก่าชัดเจน ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยกลัวการตรวจสอบไม่ว่าเรื่องใด ขอเพียงดำเนินการตรงไปตรงมา ขณะนี้ผลสำรวจจากประชาชนอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาปากท้องและปัญหายาเสพติด แต่ยังไม่เห็นความชัดเจนในเรื่องดังกล่าว ในวันแถลงนโยบายหวังว่าจะเห็นการทำงานเพื่อแก้ปัญหาประชาชน และหวังว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์จะแสดงวิสัยทัศน์ ชี้แจง ตอบคำถามฝ่ายค้านด้วยตัวเอง
ยันถ้าเกี่ยวพันถึงแม้วก็ต้องพูด
นาย ชวนนท์กล่าวตอบโต้นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณที่ออกมาพาดพิงพรรคประชาธิปัตย์ว่ามีมรดกตก ทอดในการทำงานฝ่ายค้านที่ไม่สร้างสรรค์ว่า ตนในฐานะคนรุ่นใหม่ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์มีมรดกตกทอดจริง แต่เป็นมรดกของการทำงานเพื่อส่วนรวม เพื่อประชาชน เข้าใจว่านายนพดลไม่มีมรดกตรงนี้จึงต้องออกจากพรรคประชาธิปัตย์ไป
ผู้ สื่อข่าวถามว่าฝ่ายรัฐบาลติงว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ควรใช้เวทีอภิปรายเรื่อง นโยบายพาดพิงเรื่องส่วนตัว นายชวนนท์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์อภิปรายอยู่ในกรอบ แต่ถ้าเห็นว่าตัวบุคคลมีความเกี่ยวข้องทำให้การดำเนินนโยบายไม่สำเร็จก็ต้อง อภิปราย เมื่อถามย้ำว่ามีการพาดพิงถึงพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่ นายชวนนท์ กล่าวว่า ถ้าพ.ต.ท.ทักษิณเกี่ยวข้องกับการดำเนินนโยบายก็ต้องอภิปราย เป็นเรื่องๆ ไป เช่นเรื่องพลังงานที่พูดกันมากว่าการเดินทางของพ.ต.ท.ทักษิณไปกัมพูชาต้อง ตรวจสอบกัน โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่างว่าพ.ต.ท.ทักษิณมีจุด ประสงค์อย่างไร เข้าไป แล้วมีประเด็นอะไร เพราะเรื่องพลังงานเป็นเรื่องที่พ.ต.ท.ทักษิณสนใจมานาน พยายามผลักดันเรื่องนี้ ให้นักธุรกิจไปลงทุนเรื่องนี้ ปกปิดข้อเท็จจริงที่ว่าประเทศไทยเสียเปรียบ ประชาชนทั้งประเทศเสียประโยชน์ ในฐานะฝ่ายค้านต้องตรวจสอบเรื่องนี้
รมว.ปัดข่าวแม้วถกธุรกิจพลังงาน
นาย พิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน กล่าวถึงกระแสข่าวพ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้าประเทศกัมพูชาเพื่อเจรจาเรื่อง ธุรกิจพลังงาน ว่า จากการตรวจสอบยืนยันว่าพ.ต.ท.ทักษิณยังไม่ได้เดินทางเข้ากัมพูชาแต่อย่างใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเป็นเรื่องของไปเจรจาเกี่ยวกับธุรกิจพลังงานที่อาจไป สอดคล้องกับแนวคิดของตนที่เคยกล่าวถึงการหาผลประโยชน์ร่วมกันกับกัมพูชา ซึ่งเป็นเพียงแนวคิดที่ยังไม่มีการดำเนินการใดๆ อีกทั้งยังไม่ได้เคยพบปะพูดคุยกับชาวกัมพูชาเลยแม้แต่คนเดียว การเอ่ยถึงเรื่องนี้เป็นเสมือนการโยนหินถามทางกับประชาชนว่าต้องการหรือเห็น ด้วยหรือไม่เท่านั้น
สำหรับการแถลงนโยบายนั้น นายพิชัยยืนยันว่าไม่กังวล เนื่องจากภารกิจที่ตนเองรับผิดชอบพร้อมอธิบาย และยินดีรับฟังข้อเสนอแนะต่างๆ การดำเนินการของกระทรวงพลังงานในกิจการใดๆ ก็ตาม จะไม่มีเรื่องผลประโยชน์ส่วนตนเกี่ยวข้องอย่างแน่นอน แต่ต้องการหาพลังงานทดแทนและพลังงานสำรองให้คนในชาติไว้ใช้ในอนาคตที่เพียง พอเท่านั้น
ชินวรณ์เล็งสับแจกแท็บเล็ตน.ร.
นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความพร้อมในการอภิปรายนโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาลว่า ตนเองจะทำหน้าที่อภิปรายนโยบายด้านนี้ร่วมกับนาย กนก วงษ์ตระหง่าน โดยจะพิจารณาตั้งแต่ความเหมาะสมของรมว.ศึกษาธิการ รวมถึงนโยบายต่างๆ ว่าเป็นเพียงแค่การหาเสียงหรือไม่ ทั้งนี้มองว่านโยบายด้านการศึกษาเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องขับเคลื่อนต่อไป ไม่ใช่การกำหนดนโยบายออกมาเพื่อแก้บนเท่านั้น
ส่วนการแจกแท็บเล็ตให้ นักเรียนชั้นประถมศึกษานั้น นายชินวรณ์กล่าวว่าควรเริ่มที่การพัฒนาจากตัวนักเรียนและครูก่อน เพราะการใช้เทคโนโลยีดังกล่าวอาจไม่จำเป็นเท่าการพัฒนาที่ตัวบุคคล และในท้ายที่สุดอาจเสียประโยชน์เปล่าๆ อย่างไรก็ตาม นโยบายด้านการศึกษาที่รัฐบาลต้องทำโดยเร่งด่วนหลังจากแถลงนโยบายเสร็จสิ้น แล้ว คือเรื่องคุณภาพการศึกษา ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รวมถึงแก้ปัญหาคุณ ลักษณะที่ไม่พึงประสงค์ของนักเรียน เช่น ปัญหาเด็กติดเกม ปัญหายาเสพติด รวมถึงปัญหาการทะเลาะวิวาทด้วย
เด็จพี่ยันยิ่งลักษณ์จัดดีจัดเต็ม
ที่ พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ระบุว่า นโยบายรัฐบาลเหมือนนโยบายแก้บนว่า เป็น การให้ข่าวอย่างมีอคติเพื่อดิสเครดิตน.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่สร้างสรรค์และไม่เป็นความจริง รัฐบาลยังไม่แถลงนโยบายแต่อย่างใด ขอปฏิเสธที่ระบุว่าเป็นนโยบายแก้บน
"การแถลงนโยบายของน.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นนิมิตใหม่ที่จะทำงานให้กับประเทศ จัดดี จัดเต็ม จัดครบตามนโยบายที่พรรคเพื่อไทยหาเสียงไว้ สัญญาอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น ทำให้ประชาชนมีความสุข ไม่เจ็บไม่จน ผมขอให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ตรวจสอบนโยบายรัฐบาลให้เป็นประโยชน์กับประชาชน เพราะที่ผ่านมารัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะได้เขียนนโยบายไว้สวยหรู แต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ที่ผ่านมา 2 ปีจากนโยบายประชาชนต้องมาก่อน กลายเป็นประชาชนต้องตายก่อน" นายพร้อมพงศ์กล่าว
มิติใหม่รมต.แจงแทนนายกฯ
โฆษก พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีข่าวพรรคเพื่อไทยตั้งองครักษ์พิทักษ์นายกฯ ว่า ยืนยันว่าไม่มีการตั้งองครักษ์เพราะเราเชื่อมั่นว่านายกฯ มีความรู้ความสามารถที่จะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา รวมทั้งชี้แจงต่อเพื่อนส.ส. ในส่วนของพรรคเพื่อไทยจะมีส.ส. 20 คนอภิปรายเสริมในฐานะที่เป็นคณะกรรมการยกร่างนโยบาย และมีส.ส.อีกกว่า 30 คนแสดงความจำนงว่าอยากอภิปรายเพิ่มเติมในบางส่วนหากพรรคฝ่ายค้านเล่นนอกกรอบ โดยจะดำเนินการผ่านวิปรัฐบาลชั่วคราวเพื่อให้ฝ่ายค้านกลับมาอภิปรายในกรอบ
นาย พร้อมพงศ์ กล่าวต่อว่าทราบว่ามีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มไปปลุกระดมประชาชนในพื้นที่ คลองเตยและฝั่งธนบุรี รวมถึงจังหวัดปริมณฑลอย่างจ.ปทุมธานีและนครปฐม ให้เคลื่อน ไหวแสดงความไม่เห็นด้วยกับการที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายในวันที่ 23-24 ส.ค.นี้ โดยทราบมาว่ามีการจัดจ้างในราคาคนละ 500 - 1,000 บาทต่อวัน จึงขอเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ออกมาดูว่าจริงหรือไม่ ไม่อย่างนั้นจะเกิดการปั่นป่วนก่อนที่รัฐบาลจะได้ทำงาน
เมื่อถามว่า การที่นายกฯ มอบให้รองนายกฯ ชี้แจงแทนจะกระทบต่อความสง่างามหรือไม่ นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ไม่กระทบเพราะรัฐบาลทำงานเป็นทีม บูรณาการร่วมกัน นายกฯ จะแถลงภาพรวม และให้รองนายกฯ แถลงในส่วนต่างๆ ถือเป็นนิมิตใหม่ของประเทศ ไม่ใช่บริหารเก่งคนเดียว แต่เป็นการทำงานแบบดรีมทีม ไม่มีปัญหาใดๆ
ขู่ยื่นสอบกลับส.ส.เข้าชื่อถอดปึ้ง
นาย พร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคภูมิใจไทยร่วมกันลงชื่อส.ส.เพื่อ ยื่นถอดถอนนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุลว่า ไม่แปลกใจ เพราะทั้งสองพรรคนี้ร่วมหัวจมท้ายมาโดยตลอด ขอเตือนว่าการยื่นถอดถอนต่อประธานสภานั้น ข้อเท็จจริงก็ไม่ปรากฏว่านายสุรพงษ์กระทำผิดจริง เป็นเพียงการเชื่อได้ว่า ดังนั้นการยื่นดังกล่าวถือเป็นข้อความอันเป็นเท็จ
ทีมกฎหมายพรรค เพื่อไทยตั้งตั้งทีมตรวจสอบคู่ขนาน โดยจะดำเนินการเอาผิดส.ส.ที่เข้าชื่อ เพราะถือว่าใช้อำนาจส.ส.เพื่อกลั่นแกล้ง ขัดต่อรัฐธรรมนูญ หากพรรคประชาธิปัตย์ใช้วิธีพวกมากลากไปหรือเอามันซึ่งไม่มีข้อเท็จจริง เพราะจากการตรวจสอบพบว่านายสุรพงษ์ยังไม่ได้กระทำการขัดรัฐธรรมนูญ หากส.ส.ที่เข้าชื่อยังบ้าจี้ยื่นรายชื่อถอดถอน พรรคเพื่อไทยจะตรวจสอบกลับทันที รวมทั้งจะยื่นเรื่องไปที่คณะกรรมการป.ป.ช.เพื่อตรวจสอบด้วย เพราะทำให้นายสุรพงษ์เสียหาย และหากยื่นถอดถอนเมื่อใดตนจะตรวจสอบส.ส.ที่ยื่นถอดถอนนายสุรพงษ์เช่นเดียว กัน
เดินหน้ายุบปชป.-ขู่ภท.โดนด้วย
นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 22 ส.ค.นี้ เวลา 15.00 น. ตนและนายสุรพงษ์จะไปแจ้งความดำเนินคดีอาญาที่ สน.พญาไท เพื่อเอาผิดนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รวมทั้งกรรมการบริหารพรรคในข้อหาร้องเท็จและหมิ่นประมาทนายสุรพงษ์ และในวันเดียวกันนั้นทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยจะเดินทางไปยื่นเรื่องต่อคณะ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อยื่นยุบพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่กรรมการบริหารพรรคใส่ร้ายและมีส่วน รู้เห็นในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งในส่วนของส.ส.พรรคภูมิใจไทยที่ยื่นรายชื่อเพื่อถอด ถอนนายสุรพงษ์นั้น หากตรวจสอบและพบว่าส.ส.พรรคภูมิใจไทยมีส่วนรู้เห็นในเรื่องดังกล่าวด้วย จะยื่นยุบพรรคภูมิใจไทยด้วยเช่นกัน
ครม.เทกระจาดเพิ่มเป็น172เรื่อง
โฆษก พรรคเพื่อไทยกล่าวอีกว่า กรณีที่พรรคเพื่อไทยตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ในการ อนุมัติโครงการเพื่อทิ้งทวนในการประชุมครม.เทกระจาด โดย อนุมัติงบเกือบ 4 แสนล้านบาทนั้น ล่าสุดมีการยื่นเอกสารเพิ่มเติมเข้ามา 10 เรื่อง ทำให้ยอดของโครงการที่พรรคเพื่อไทยจะตรวจสอบมีจำนวน 172 เรื่อง ยืนยันว่าที่พรรคเพื่อไทยตรวจสอบนั้นไม่ได้เอาคืน อย่าร้อนตัว เรื่องนี้เป็นผลประโยชน์ของประชาชน พรรคเพื่อไทยจึงต้องตรวจสอบ โดยดึงผู้ที่มีประสบการณ์ในการตรวจสอบ อาทิ นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย และคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย มาเป็นคณะทำงานเมื่อรวมมูลค่าแล้วมีความสูญเสียนับแสนล้านบาท
ส.ว.บ่นเสียดายอภิปรายแค่42คน
นาย คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ในฐานะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) กล่าวว่าในวันจันทร์ที่ 22 ส.ค. เวลา 14.30 น. คณะกรรมการวิชาการ วุฒิสภา จะจัดสัมมนาเพื่อเตรียมความพร้อมให้กับส.ว.ในการอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยมีน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม. นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา และนักวิชาการ อาทิ นายณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ร่วมอภิปรายแสดงความเห็น ถือเป็นการอภิปรายนโยบายรัฐบาลเต็มรูปแบบอีกครั้ง เนื่องจากในสมัยนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี การแถลงนโยบายของรัฐบาลมีเหตุการณ์ทางการเมือง การแถลงนโยบายทำได้ไม่เต็มที่ แต่น่าเสียดายเพราะกำหนดเวลาอภิปรายเพียงแค่ 2 วันเท่านั้น ส.ว.ที่จะร่วมอภิปรายครั้งนี้มีผู้แสดงความจำนงจำนวนมาก แต่ได้รับจัดสรรเวลาเพียง 42 คนเท่านั้น
เสนอแก้คอร์รัปชั่น-เร่งปรองดอง
นาย เจริญ ภักดีวานิช ส.ว.พัทลุง กล่าวว่า ในการอภิปรายมีประเด็นที่จะเสนอต่อรัฐบาล 2 เรื่อง คือ 1.การป้องกันการทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่ง 2-3 ปีมานี้ไม่สามารถจัดการข้าราชการที่ทุจริตได้เลย 2.นโยบายปรองดองของรัฐบาล เพราะการปรองดองไม่ใช่แค่การจ่ายเงินชดเชยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสอบสวนค้นหาความจริงให้ประชาชนรับรู้ด้วยว่าเหตุการณ์ชุมนุมทางการ เมืองช่วงเดือนเม.ย.-พ.ค.2553 ใครสั่งการ ใครต้องรับผิดชอบ เพราะแม้จะจ่ายเงินเยียวยาไปก็ไม่ทำให้ความขัดแย้งจบลง จะเสนอให้รัฐบาลพิจารณาทบทวนแก้ไขพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพราะเหตุการณ์การชุมนุมที่ผ่านมาหรือเหตุความไม่สงบใน 3 จังหวัดภาคใต้ ให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐมากเกินไป ทั้งอำนาจปิดสื่อ การตั้งข้อกล่าวหาของเจ้าหน้าที่เกินจริง การใช้อาวุธของผู้ปฏิบัติ เพราะความรู้ความเข้าใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติไม่ได้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ดังนั้นเมื่อใช้มาแล้ว 3-4 ปีหากไม่ทบทวนแก้ไข เจ้าหน้าที่รัฐจะยิ่งใช้อำนาจมากขึ้นเรื่อยๆ เราต้องทบทวนจากบทเรียนที่ผ่านมา เพื่อกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้ปฏิบัติให้ชัดเจน
ขุนค้อนยึดข้อบังคับถกนโยบาย
นาย วิสุทธิ์ ไชยณรุณ รองประธานสภา คนที่สอง กล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลวันที่ 23 - 24 ส.ค.นี้ว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาให้นโยบายว่าต้องยึดข้อบังคับเป็นหลัก เพราะจะเป็นสิ่งเดียวที่ทำให้การประชุมเดินหน้าไปได้ หากปล่อยให้มีการพูดเรื่องส่วนตัวหรือพาดพิงบุคคลภายนอกก็จะเกิดการประท้วง ประชาชนจะเบื่อหน่าย เรื่องนี้เป็นนโยบายของประธานสภา พรรคเพื่อไทยไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้อง
ต่อข้อถามว่าพรรคเพื่อไทยคาด การณ์ว่าฝ่ายค้านจะพุ่งเป้าพาดพิงพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้เกิดการประท้วงวุ่นวายหรือไม่ นายวิสุทธิ์ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้อยู่ในสภา และการพาดพิงบุคคลภายนอกก็ถูกฟ้องร้อง ผู้พาดพิงต้องรับผิดชอบเอง แต่คิดว่าการอภิปรายไม่ควรพาดพิงบุคคลภายนอก เพราะเป็นการแถลงนโยบายของรัฐบาล ถ้านอกประเด็นก็ต้องใช้ข้อบังคับ การประชุมให้เข้มงวด เชื่อว่าการประชุมจะผ่านไปด้วยดี ไม่น่ามีปัญหาหรือดุเดือดอะไร เนื่อง จากมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ตลอดการประชุม ประชาชนจะเห็นหมดว่าใครทำอะไร ประชาชนต่างคาดหวังว่าผู้แทนฯจะสามัคคีปรองดอง เชื่อว่าทุกฝ่ายจะอภิปรายด้วยความระมัด ระวัง พูดแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนเท่านั้น
ชุมพลชี้แก้รธน.ไม่จ้องช่วยใคร
ที่ พรรคชาติไทยพัฒนา นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงการบรรจุการแก้ไขรัฐธรรมนูญลงในนโยบายรัฐ บาลว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เป็นธรรมก็ควรแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้องให้ถูกต้องก็ไม่ต้องไปกลัวอะไร และที่แก้ไขนั้นก็ไม่ได้ต้องการแก้ไขเพื่อช่วยใคร เพราะคงช่วยไม่ได้ เป็นการแก้ไขเพื่อให้ทุกอย่างเป็นธรรม
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการมองว่าการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญครั้งนี้ทำเพื่อคนๆ เดียว นายชุมพล กล่าวว่า เพราะคนที่จะแก้เป็นส.ส.พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาล จึงทำให้ถูกมองไปเป็นแบบนั้น ถ้ามีองค์กรที่น่าเชื่อถือหรือคนที่น่าเชื่อถือเสนอแก้ไขจะไม่มีเสียงต่อ ต้าน
ยันไม่มีผลนิรโทษกรรมย้อนหลัง
ผู้สื่อข่าวถาม ว่าใครที่น่าเชื่อถือพอที่จะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ นายชุมพลหัวเราะก่อนกล่าวว่า ยังไม่ทราบ แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะแก้ไข คงต้องรอเวลาที่พอเหมาะพอเจาะก่อน ยืนยันว่าการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นสิ่งที่ถูกต้อง คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน และคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและการศึกษาการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญ ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ เป็นประธาน ยังเห็นด้วยว่าควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามถึงกรณีที่มีการวิพากษ์ วิจารณ์ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อยกเลิกมาตรา 309 เสมือนยกเลิกความผิดทุกอย่างของพ.ต.ท.ทักษิณ นายชุมพล กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกัน ทุกอย่างผ่านไปแล้ว ทั้งเรื่องการรัฐประหาร หรือการตั้งคตส.ขึ้นมา การแก้ไขรัฐธรรมนูญตอนนี้เป็นเรื่องของอนาคต ไม่มีผลย้อนหลัง จึงไม่มีผลกับการนิรโทษกรรมแก่คนที่ติดโทษอยู่บ้านเลขที่ 109 หรือบ้านเลขที่ 111
กลุ่มคนไทยในญี่ปุ่นนัดต้อนรับแม้ว
เว็บ ไซต์ thai e-news รายงานว่า คนไทยในญี่ปุ่นประกาศนัดรวมตัวกันเพื่อต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งมีกำหนดการเยือนญี่ปุ่นในวันที่ 22 - 28 ส.ค.นี้ โดยตามแผนการเดินทางพ.ต.ท.ทักษิณจะถึงประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 22 ส.ค. และมีนัดพบปะสังสรรค์กลุ่มคนไทยที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ในวันที่ 27 ส.ค. โดยเครือข่ายคนไทยในญี่ปุ่นได้ประสานบอกต่อกัน เพื่อนัดแนะให้คนไทยที่สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณทั่วเกาะญี่ปุ่นเดินทางมาร่วมงานที่กรุงโตเกียว
บัญชีโยกย้ายทหารถึงมือบิ๊กอ๊อด
ผู้ สื่อข่าวรายงานว่า บัญชีรายชื่อโยกย้ายนายทหารประจำปี 2554 ทุกเหล่าทัพจัดส่งมาถึงพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมว.กลาโหม ตั้งแต่เช้าวันศุกร์ที่ 19 ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อนที่พล.อ.ยุทธศักดิ์จะไปตรวจเยี่ยมแนวชายแดนไทย-กัมพูชาด้านจ.ศรีสะเกษ กับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ซึ่งก่อนหน้านั้นพล.อ.ยุทธศักดิ์พูดคุยหารือกับผบ.เหล่าทัพ ในวันที่เดินทางมารับหน้าที่รมว.กลาโหมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 ส.ค.ที่ผ่านมา ที่กระทรวงกลาโหม โดยรมว.กลาโหมได้ให้นโยบายการแต่งตั้งโยกย้ายกับผบ.เหล่าทัพ ยืนยันไม่เปลี่ยนแปลงตัวผบ.เหล่าทัพ และให้สิทธิ์การพิจารณาโยกย้ายกับผบ.เหล่าทัพอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามรมว. กลาโหมระบุว่าแต่อาจขอปรับแก้บางตำแหน่งเพื่อความเหมาะสมในการทำงาน
ผู้ สื่อข่าวรายงานอีกว่า ในส่วนของเหล่าทัพต่างๆ นั้น พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ได้รับบัญชีรายชื่อโยกย้ายในส่วนกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ จากนั้นจัดส่งสำเนาให้พล.อ.ยุทธศักดิ์เมื่อวันศุกร์ที่ 19 ส.ค.เพื่อพิจารณา โดยมีรายชื่อน่าสนใจดังนี้
กองทัพบก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. จัดทำบัญชีรายชื่อโยกย้ายเสร็จสิ้นตั้งแต่ก่อนน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะได้รับโปรดเกล้าฯเป็นนายกรัฐมนตรี โดยดันพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. เพื่อนร่วมรุ่นตท.12 ขึ้นเป็นรองผบ.ทบ. พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 และพล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 ขึ้นเป็นผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.ต. ปรีชา จันทร์โอชา รองแม่ทัพภาคที่ 3 น้องชายพล.อ.ประยุทธ์ ขึ้นเป็นแม่ทัพน้อยที่ 3
เปิดโผแรงดันกลุ่มเพื่อนตท.10
กอง ทัพเรือ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. เพื่อนตท.10 ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ สนับสนุนพล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. ขึ้นเป็นผบ.ทร.
กองทัพอากาศ คาดว่าพล.อ.ยุทธศักดิ์จะทบทวนบัญชีรายชื่อโยกย้ายของกองทัพอากาศทั้งหมดจากที่พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. เสนอขึ้นมา
กอง บัญชาการกองทัพไทย พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. เพื่อนร่วมรุ่นตท.10 ของพ.ต.ท.ทักษิณ เสนอชื่อพล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ประธานที่ปรึกษา บก.ทท. ขึ้นเป็นผบ.สส.
สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ. กิตติพงษ์ เกษโกวิท ปลัดกระทรวงกลาโหม เสนอชื่อพล.อ.คณิต สาพิทักษ์ ประธานที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม ขึ้นเป็นปลัดกระ ทรวงกลาโหม อย่างไรก็ตามมีรายงานข่าวว่าพล.อ.ยุทธศักดิ์อาจแก้ไขรายชื่อใหม่ โดยให้พล.อ.วิทวัส รัชตะนันทน์ รองปลัดกระทรวงกลาโหม ที่มีความอาวุโสขึ้นเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม
พล.อ.เสถียรนั่งเก้าอี้ผบ.สส.
สำหรับ รายชื่ออื่นๆ พล.อ.สกนธ์ สัจจานิจย์ เจ้ากรมเสมียนตรา เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชาตรี ทัตติ ผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.ร.อ.อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อ.ศรีเชาน์ จันทร์เรือง ผู้ช่วยผบ.ทอ. เป็นรองปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ม.ล.ประสบชัย เกษมสันต์ ที่ปรึกษาพิเศษ สป. เป็นผอ.สำนักงบประมาณกลาโหม พล.อ.ชัชวาลย์ ขำเกษม ที่ปรึกษาพิเศษสป. เป็นเจ้ากรมเสมียนตรา พล.ท.ไพชยนต์ ค้าทันเจริญ รองผอ.สำนักนโยบายและแผนกลาโหม(สนผ.กห.) เป็นผอ.สนผ.กห.
พล.ท.ชัยวัฒ น์ สะท้อนดี รองผอ.ศูนย์อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และพลังงานทหาร(ศอพท.) เป็นที่ปรึกษาพิเศษ สป.(อัตราพล.อ.) พล.ท.บุญยวัจน์ เครือหงส์ รองผอ. สำนักงบประมาณกลาโหม(สงป.กห.) เป็นที่ปรึกษาพิเศษสป.(อัตราพล.อ.) พล.ท.พิณภาษณ์ สริวัฒน์ หน.สนง.ปล.กห. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสป.(อัตราพล.อ.) พล.ท.พัชราวุธ วงษ์เพชร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ เป็นหน.ฝสธ.ปล.กห. พล.ท.วุฒิชัย สิริสัมพันธ์ หน.สน.ปล.กห. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สป.(อัตราพลอ.)
กองบัญชาการกอง ทัพไทย พล.อ.เสถียร เพิ่มทองอินทร์ ประธานที่ปรึกษา บก.ทท. เป็นผบ.สส. พล.อ.ยุทธศิลป์ โดยชื่นงาม ผู้ช่วยผบ.ทบ. เป็นรองผบ.สส. พล.ร.อ.ยุทธนา ฝักผลงาม ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. เป็นรองผบ.สส. พล.อ.อ.สุปรีชา กมลศาสน์ หน.ฝสธ.ผบ.สส. เป็นรองผบ.สส. พล.อ.ภุชงค์ รัตนวรรณ ผบ.สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ(ผบ.สปท.) เป็นประธานที่ปรึกษา บก.ทท. พล.อ.นิพันธ์ ทองเล็ก ที่ปรึกษาสปท. เป็น ผบ.สปท. พล.ร.ท.อภิชาต สุวรรณะชฏ รองเสธ.ทร. เป็นรองเสธ.ทหาร
ดันดาว์พงษ์นั่งรองผบ.ทบ.
กอง ทัพบก พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เสธ.ทบ. เป็นรองผบ.ทบ. พล.อ.ทนงศักดิ์ อภิรักษ์โยธิน ที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. เป็นประธานที่ปรึกษา ทบ.(อัตราจอมพล) พล.ท. ธวัชชัย สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2 เป็นผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.ท.วรรณทิพย์ ว่องไว แม่ทัพภาคที่ 3 เป็นผู้ช่วยผบ.ทบ. พล.ท.ชลวิทย์ เพิ่มทรัพย์ ปช.ทบ. เป็น หน.ฝสธ.ประจำ ผบ. พล.ท.สิงห์ศึก สิงห์ไพร จก.ยศ.ทบ. เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ทบ. (อัตราพล.อ.) พล.ท.โปฎก บุนนาค ผบ.นสศ. เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ทบ.(อัตราพล.อ.) พล.ท.อรุณ สมตน รองเสธ.ทบ. เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ.(อัตราพล.อ.) พล.ท.อำพน ชูประทุม ผู้ช่วยเสธ.ทบ.ฝกพ. เป็น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทบ.(อัตราพล.อ.)
พล.ท.ฉัตร ชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยเสธ.ทบ.ฝกบ. เป็นรองเสธ.ทบ. พล.ท.วิลาศ อรุณศรี ผู้ช่วยเสธ.ทบ.ฝขว. เป็นรองเสธ.ทบ. พล.ท.สุรศักดิ์ กาญจนรัตน์ ผู้ช่วยเสธ.ทบ.ฝกร. เป็นรองเสธ. ทบ. พล.ท.ธีรชัย นาควานิช แม่ทัพน้อยที่ 1 เป็นผู้ช่วยเสธ.ทบ.ฝกพ. พล.ต.สินธุ์ชัย สมานทรัพย์ จก.ขว.ทบ. เป็นผู้ช่วยเสธ.ทบ.ฝขว. พล.ต.ศุภกร สงวนชาติศรไกร จก.กบ.ทบ. เป็นผู้ช่วยเสธ.ทบ.ฝกบ. พล.ต.กฤษฎา อารีรัชชกุล เจ้ากรมกิจการพลเรือนทหารบก เป็นผู้ช่วยเสธ. ทบ.ฝกร. พล.ต.ชาตอุดม ติตถะสิริ รองปช.ทบ. เป็น ปช.ทบ. พล.ต.สุรพงษ์ พูลทรัพย์ รองเจ้ากรมพลาธิการทหารบก เป็นเจ้ากรมพลาธิการทหารบก
พล.ท.จีระศักดิ์ ชมประสพ แม่ทัพน้อยที่ 2 เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ท.ชาญชัยณรงค์ ธนารุณ แม่ทัพน้อยที่ 3 เป็นแม่ทัพภาคที่ 3 พล.ต.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รองแม่ทัพภาคที่ 1 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 1 พล.ต.ชาญชัย ภู่ทอง รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 2 พล.ต.ปรีชา จันทร์โอชา รองแม่ทัพภาคที่ 3 เป็นแม่ทัพน้อยที่ 3 พล.ต.กัมปนาท รุดดิษฐ์ ผบ.พล.1 รอ. เป็น รองแม่ทัพภาคที่ 1 พล.ต.สุรนาท สุวรรณนาคร รองแม่ทัพน้อยที่ 2 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 2 พล.ต.ชานุกร ตันฑโกศล ผบ.มทบ.32 เป็นรองแม่ทัพภาคที่ 3
พล.ต.พิสิทธิ์ สิทธิสาร ผบ.พล.ร.2 รอ. เป็นผบ.พล.1 รอ. พล.ต.ภาณุวัชร นาควงษม์ ผบ.มทบ.11 เป็นผบ.พล.ร.9 พล.ต.ประตินันท์ สายหัสดี ผบ.มทบ.33 เป็นผบ.มทบ.32 พล.ต.เอนก อินทร์อำนวย ผบ.จทบ.เชียงราย เป็นผบ.มทบ.33 พล.ต.สิโรจน์ ชูศักดิ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ ทบ. เป็นเจ้ากรมการสารวัตรทหารบก
พ.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ รองผบ.พล.ร.2 เป็นผบ.พล.ร.2 รอ. พ.อ.วรา บุญญะสิทธิ์ รองผบ.พล.1 รอ. เป็นผบ.มทบ.11 พ.อ.สุทัศน์ จารุมณี รองผบ.พล.ร.7 เป็นผบ.พล.ร.7 พ.อ.นันทพล จำรัสโรมรัน รองผบ.พล.ม.2 รอ. เป็นผบ.พล.ม.3 พ.อ.พิชเยนทร์ ธัญญสิริ รองจก.ขส.ทบ. เป็นจก.ขส.ทบ. พ.อ.พลาวุฒิ กลับเจริญ รองจก.กร.ทบ. เป็นจก.กร.ทบ. พ.อ. วิวรรธน์ สุชาติ รองจก.กบ.ทบ. เป็นจก.กบ. ทบ. พ.อ.ปณต แสงเทียน รองจก.ชว.ทบ. เป็นจก.ขว.ทบ.
พล.ร.อ.สุรศักดิ์ขึ้นผบ.ทร.
กอง ทัพเรือ พล.ร.อ.สุรศักดิ์ หรุ่นเริงรมย์ ที่ปรึกษาพิเศษ ทร. เป็นผบ.ทร. พล.ร.อ.ดำรงศักดิ์ ห้าวเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทร. เป็นรองผบ.ทร. พล.ร.อ.วีรพล กิจสมบัติ หน.คณะฝสธ.ประจำ ผบ. เป็นประธานคณะที่ปรึกษา ทร.(อัตราจอมพล) พล.ร.อ.อมรเทพ ณ บางช้าง ผู้ทรงวุฒิพิเศษ เป็นผู้ช่วยผบ.ทร. พล.ร.ท. พลวัฒน์ สิโรดม รองเสธ.ทร. เป็นเสธ.ทร. พล.ร.ท.ฆนัท ทองพูล ผบ.กองทัพเรือ ภาค 1 เป็นผบ.กองเรือยุทธการ
พล.ร.ท. ชุมนุม อาจวงษ์ ผบ.กองทัพเรือ ภาค3 เป็นผบ.ฐานทัพเรือสัตหีบ พล.ร.ท.จักรชัย ภู่เจริญยศ ผู้ช่วยเสธ.ทร.ฝขว. เป็นรองเสธ. ทร. พล.ร.ท.ชัยวัฒน์ เอี่ยมสมุทร ผบ.รร.นายเรือ เป็นรองเสธ.ทร. พล.ร.ต.สุรชัย สังขพงศ์ เสธ.กองเรือยุทธ เป็นผบ.กองทัพเรือภาคที่ 1
กองทัพอากาศ พล.อ.อ.วินัย เปล่งวิทยา ผบ.กรมควบคุมการปฏิบัติการทางอากาศ(คปอ.) เป็นผู้ช่วยผบ.ทอ. พล.อ.ท.ชนะ อยู่สถาพร รองผบ.คปอ. เป็นผบ.คปอ. พล.อ.ท. วุฒิชัย คชาชีวะ รองเสธ.ทอ. เป็นหน.ฝสธ.ประจำ ผบช.(อัตราพล.อ.อ.) พล.อ.ท.เพิ่มเกียรติ ลวณะมาลย์ รองเสธ.ทอ. เป็นที่ปรึกษาพิเศษ ทอ. (อัตราพล.อ.อ.) พล.อ.ท.ระพีพัฒน์ หลาบเลิศบุญ ผบ.หน่วยบัญชาการอากาศโยธิน(อย.) เป็นผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ ทอ.(อัตราพล.อ.อ.)
พล.อ.ท. อารยะ งามประมวญ ผู้ช่วยเสธ.ทอ.ฝขว. เป็นรองเสธ.ทอ. พล.อ.ท.ธัชชัย ถนัดใช้ปืน ผู้ช่วยเสธ.ทอ.ฝกพ. เป็นรองเสธ.ทอ. พล.อ.ท.วิโรจน์ นิสยันต์ รองผบ.คปอ. เป็นผบ.อย. พล.อ.ต.อานนท์ จารยะพันธุ์ รองผบ.อย. เป็นรองผบ.คปอ.
โพลจี้รบ.เร่งแก้ปากท้องก่อนรธน.
วันที่ 21 ส.ค. นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง ความคิดเห็นของประชาชนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และความหวังต่อความปรองดองของคนในชาติ กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทั่วประเทศ 2,193 ตัวอย่าง พบว่าร้อยละ 52.7 ไม่ไว้วางใจ และเกรงว่าจะมีเหตุวุ่นวายขัดแย้งรุนแรงเกิดขึ้นอีกจากกระแสข่าวการแก้ไขรัฐ ธรรมนูญและสถานการณ์การเมืองขณะนี้ ในขณะที่ร้อยละ 47.3 ไว้วางใจได้ว่าไม่มีความวุ่นวายรุนแรงอะไรเกิดขึ้น
เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 53.3 ไม่เห็นด้วย ร้อยละ 46.7 เห็นด้วย เมื่อถามว่า เป็นเรื่องเร่งด่วนต้องทำทันทีหรือไม่ ร้อยละ 76.9 ระบุเป็นเรื่องที่รอได้ ขณะที่ร้อยละ 23.1 ระบุเป็นเรื่องเร่งด่วน
ต่อข้อถามถึงการนำรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาใช้แทนรัฐธรรมนูญปี 2550 พบว่า ร้อยละ 50.8 ไม่เห็นด้วย และร้อยละ 49.2 เห็นด้วย ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ร้อยละ 55.1 เห็นว่าความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นความพยายามทำเพื่อผลประโยชน์ของคนบาง คน บางกลุ่ม ในขณะที่ร้อยละ 44.9 เห็นว่าทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม
นายนพดล กล่าวต่อไปว่า เมื่อถามถึงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวการเมืองที่ได้รับในเวลานี้ ร้อยละ 40.9 ระบุรัฐบาลกำลังมุ่งช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มากเกินไป ร้อยละ 24.9 ระบุรัฐบาลกำลังมุ่งช่วยเหลือประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ร้อยละ 19.7 ระบุรัฐบาลกำลังมุ่งมั่นทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติอย่างแท้จริง และร้อยละ 14.5 ระบุรัฐบาลกำลังทำให้ประชาชนผิดหวังไปจากช่วงหาเสียงเพื่อชนะการเลือกตั้ง จากผลการสำรวจพบอีกว่า ร้อยละ 79.8 ต้องการให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจของประชาชนมากกว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามถึงการวางบทบาทของพ.ต.ท.ทักษิณในเวลานี้ ร้อยละ 68.9 ระบุ ควรนิ่ง ปล่อยให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ตัดสินใจด้วยตนเอง ในขณะที่ร้อยละ 20.5 ระบุควรงดให้ข่าวเกี่ยวกับการเมือง และร้อยละ 10.6 ระบุแล้วแต่ดุลพินิจของพ.ต.ท.ทักษิณ คือ อยากทำอะไรก็ทำไปเต็มที่ แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ ร้อยละ 51.3 ไม่มีความหวังต่อความปรองดอง ขณะที่ร้อยละ 48.7 มีความหวัง นอกจากนี้ ร้อยละ 50.9 ระบุได้เตรียมตัวเตรียมใจไว้แล้วกับการรับสถานการณ์ความแตกแยกที่จะเกิดขึ้น อีก
ด้านสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน 1,386 คนทั่วประเทศ เรื่อง รัฐบาล ฝ่ายค้าน กับการแถลงนโยบายในสายตาประชาชน พบว่าเรื่องที่ประชาชนสนใจในการแถลงนโยบายมากที่สุด คือ 1.การแก้ปัญหายาเสพติด 2.การปราบทุจริต 3.การสร้างความปรองดอง 4.ปัญหาชายแดนภาคใต้ 5.การพักหนี้เกษตรกร ค่าแรง 300 บาท เงินเดือนข้าราชการ 15,000 บาท 6.การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ 7.การปฏิรูปการเมือง 8.การแจกแท็บเล็ตให้นักเรียน
หญิงอ้อเตรียมฟังคำพิพากษา24ส.ค.
เมื่อวันที่ 21 ส.ค. นายเมธา ธรรมวิหาร ทนายความนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีเลี่ยงภาษีหุ้นชินฯ มูลค่า 546 ล้านบาทเศษว่า ขณะนี้ตนได้ประสานกับนายบรรณพจน์ จำเลยที่ 1 และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร จำเลยที่ 2 แล้วในการเดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในวันที่ 24 ส.ค.นี้ เวลา 09.30 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก อย่างไรก็ตามหากมีเหตุจำเป็นจริงๆ ที่จะทำให้คู่ความเดินทางมาฟังคำพิพากษาไม่ได้ ต้องแจ้งขออนุญาตต่อศาลในวันดังกล่าว ขณะนี้คู่ความยังไม่ได้แจ้งเปลี่ยนแปลงการเดินทางมาศาลแต่อย่างใด
ต่อข้อถามว่าหากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามชั้นต้น ให้จำคุกคนละ 3 ปี จะยื่นฎีกาหรือไม่ นายเมธา ทนายความ กล่าวว่าหากศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นจริง เรายังสามารถยื่นฎีกาได้ทั้งในการโต้แย้งประเด็นข้อเท็จจริง และประเด็นข้อกฎหมาย เพียงแต่หากจะมีการโต้แย้งในประเด็นข้อเท็จจริงจะต้องให้มีผู้พิพากษา หรืออัยการ ลงชื่อรับรอง ซึ่งเราจะต้องยื่นฎีกาแน่นอนหากศาลอุทธรณ์จะมีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น เพราะเรายืนยันในความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้เจตนากระทำผิดด้วยการแสดงข้อมูล เท็จใดๆ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายบรรณพจน์ อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่นฯ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน อดีตภริยาพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน เป็นจำเลยที่ 1-3 ต่อศาลอาญา ในคดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 ในความผิดฐานร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้น 738 ล้านบาท และภาษีที่หลีกเลี่ยงจำนวน 546 ล้านบาท อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91
โดยศาลอาญา มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 31 ก.ค.2551 ให้จำคุกจำเลยที่ 1 - 2 ตามประมวลรัษฎากร ม.37 (1) (2) คนละ 3 ปี และให้จำคุกจำเลยที่ 3 เป็นเวลา 2 ปี ขณะที่จำเลยทั้งสามได้ประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดีโดยยื่นหลักทรัพย์เป็นสมุด บัญชีเงินฝาก ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักรัชโยธิน คนละ 8 ล้านบาท ขอประกันตัว ศาลพิเคราะห์แล้วอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยทั้งสามระหว่างอุทธรณ์ โดยตีราคาประกันคนละ 5 ล้านบาท
0 comments:
Post a Comment