ร้อง'แก่งกระจาน' ขับไล่�โหด เผาบ้านกะเหรี่ยง

Thursday, August 18, 2011

เผยส่งทีมจนท.อุทยาน บุกพัง'ยุ้งข้าว'จนราบ! ทั้งที่มีทะเบียนชาวเขา สภาทนายชี้ทำผิดรธน. เหตุเกิดช่วงฮ.ตก3ลำ
ปธ.อนุกรรม การสิทธิมนุษยชน ด้านชนชาติฯ สภาทนายความ ลุยตรวจสอบพยานหลักฐาน เอาผิด 'อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน' กระทำผิดกฎหมายอาญาและขัดรัฐธรรมนูญ ส่งเจ้าหน้าที่ขึ้นฮ. เดินหน้าปฏิบัติการเผาบ้าน-เผายุ้งฉางเพื่อขับไล่ 'ชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิม' ออกจากพื้นที่ป่าแก่งกระจานมาตั้งแต่ปี 2553 จนถึงก.ค. 2554 ทั้งๆ ที่กะเหรี่ยงกลุ่มนี้เป็นชนพื้นเมืองอาศัยอยู่ในพื้นที่มานับร้อยปี ไม่ได้บุกรุกทำลายป่าเพราะทำไร่หมุนเวียน อีกทั้งทางการไทยยังออกทะเบียนราษฎรชาวเขาให้ด้วย เผยในช่วงจนท.อุทยานฯ ลงมือขับไล่ชาวกะเหรี่ยงนั้นเกิดขึ้นในห้วงเวลาใกล้เคียงกับที่เกิดโศก นาฏกรรม ฮ.ทหาร ตก 3 ลำซ้อนในเขตแก่งกระจาน ติดชายแดนพม่าพอดี

เมื่อ วันที่ 17 ส.ค. นายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ เปิดเผยว่า ตั้งแต่ปีพ.ศ.2553 อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จ.เพชรบุรี มีนโยบายขับไล่และจับกุมชนกลุ่มน้อยชาวกะเหรี่ยงดั้งเดิมในพื้นที่ป่า แก่งกระจาน ฝั่งติดชายแดนพม่า โดยใช้วิธีเผาบ้าน เผายุ้งข้าว และสิ่งปลูกสร้างของชาวกะเหรี่ยง มาตามลำดับ กระทั่งช่วงวันที่ 5-9 พ.ค. 2554 มียุ้งข้าวของชาวกะเหรี่ยงถูกทำลาย 98 หลัง และวันที่ 23-26 มิ.ย. เผาเพิ่มเติมอีก 21 หลัง ใน 14 จุด ทั้งยังยึดทรัพย์สินต่างๆ ด้วย อาทิ มีด แห เคียว เกลือ ขวานเงิน สร้อยลูกปัด กำไลข้อมือ และเครื่องดนตรีของชาวกะเหรี่ยง จนถึงปฏิบัติการครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 11-14 ก.ค. ที่ผ่านมา

นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ปฏิบัติการดังกล่าวของทางอุทยานแก่งกระจานเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายอาญาและขัด ต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยว่าด้วยสิทธิ เสรีภาพ และความเสมอของบุคคล เพราะมีการเผาทำลายที่พักและผลักดันชาวกะเหรี่ยงออกนอกพื้นที่อยู่อาศัย ทั้งๆ ที่มีหลักฐานว่า ชาวกะเหรี่ยงแถบป่าแก่งกระจานเป็นชนพื้นเมืองอาศัยอยู่บริเวณนี้มาหลายร้อย ปี และเกือบทั้งหมดมีทะเบียนสำรวจบัญชีบุคคลในบ้าน หรือทะเบียนราษฎรชาวเขา ไม่ได้อพยพมาจากประเทศอื่น โดยชาวกะเหรี่ยงในพื้นที่ซึ่งมีอายุมากที่สุด คือ นายโคอิ หรือ คออี้ เกิดที่แก่งกระจาน เมื่อปีพ.ศ.2454 ปัจจุบันอายุ 100 ปี

นายสุรพงษ์ ระบุต่อไปว่า ปฏิบัติการทั้งหมดเป็นโครงการของอุทยานแก่งกระจานเพื่อไล่คนกะเหรี่ยงออกจาก พื้นที่ ทั้งที่อยู่มาหลายร้อยปี มีหลักฐานจากกรณีมีชาวตะวันตกเข้ามาสำรวจที่นี่ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินีนาถเคยเสด็จฯ มาบริเวณนี้ในปี 2502 นอกจากนั้น ยังมีการสำรวจชาวเขาครั้งแรกในปี 2512-2513 และคนเหล่านี้ได้รับเหรียญชาวเขา ต่อมาปี 2528 ศูนย์พัฒนาและสงเคราะห์ชาวเขา จ.กาญจนบุรี เดินเท้าสำรวจพบชาวกะเหรี่ยงอยู่ในป่าแก่งกระจานเช่นกัน แต่ทัศนะผิดพลาดของอุทยานฯ กลับไปกล่าวหาว่าเป็นกองกำลังชนกลุ่มน้อยและบุกรุกทำลายป่า ทั้งๆ ที่คนกลุ่มนี้ทำไร่หมุนเวียน ไม่ใช่ไร่เลื่อนลอย ภาพถ่ายทางอากาศแสดงให้เห็นว่าป่าบริเวณนี้สมบูรณ์มาก และยังกล่าวหาว่าในพื้นที่มีกลุ่มค้ายาเสพติดและกองกำลังกะเหรี่ยงเคเอ็นยู ซึ่งไม่เคยมีอยู่จริง

"ความเข้าใจผิดนี้ทำให้มีความพยายามไล่รื้อคน กะเหรี่ยงออกจากพื้นที่ ซึ่งตามหลักแล้ว ถ้าทำมาตรฐานเดียวกับ อำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนคร ราชสีมา หรือ อำเภอทับลาน จังหวัดปราจีนบุรี จะต้องติดป้ายประกาศเตือนก่อน และเปิดโอกาสให้โต้แย้ง ส่วนการค้นบ้านต้องมีหมายศาล แต่ที่คนกะเหรี่ยงบริเวณนี้เจอคือส่งเฮลิคอปเตอร์เข้าไปเผาบ้าน เผายุ้งฉางจนต้องหนีกระจัดกระจาย บางส่วนหนีไปอยู่กับญาติที่บ้านโป่งลึกและบางกลอยล่าง ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน ถือเป็นการกระทำรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ สร้างความโกรธแค้นให้ชาวกะเหรี่ยงอย่างมาก" นายสุรพงษ์ กล่าว

นายสุ รพงษ์ เปิดเผยอีกว่า ขณะนี้ตัวแทนชาวกะเหรี่ยงในป่าแก่งกระจานร้องเรียนมายังสภาทนายความ ให้ฟ้องร้องปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เบื้องต้นเห็นว่า การที่เจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่หน่วยอื่นเผาทำลายที่พักและผลักดันชาวกะเหรี่ยงออกนอก พื้นที่อยู่อาศัย อาจเข้าข่ายกระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ฐานบุกรุกเข้าไปในเคหสถานและทำลายเครื่องหมายแห่งเขตในอสังหาริมทรัพย์ของ ผู้อื่น มาตรา 362 และ 363 วางเพลิงเผาทรัพย์ผู้อื่น มาตรา 217 ทำให้เสียหาย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่าหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งทรัพย์สินของผู้อื่น หรือที่ผู้อื่นเป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วย มาตรา 358 ร่วมกันชิงทรัพย์ตั้งแต่สามคนขึ้นไปโดยมีอาวุธ ถือเป็นการปล้นทรัพย์ มาตรา 340 ร่วมกันกักขังหน่วงเหนี่ยวผู้อื่น ทำให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย มาตรา 310 ใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สาม โดยทำให้ผู้อื่นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง มาตรา 326

นอกจากนี้ ยังขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 อีกหลายมาตรา อาทิ มาตรา 4 ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง มาตรา 28 บุคคลย่อมใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติ รวมทั้งบุคคลยอมมีสิทธิได้รับการส่งเสริม สนับสนุน และช่วยเหลือรัฐ มาตรา 30 บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกันโดยไม่ เลือกปฏิบัติ มาตรา 32 บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกาย มาตรา 33 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในเคหสถาน และมาตรา 34 บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการเดินทางและมีเสรีภาพในการเลือกถิ่นที่อยู่ภายในราช อาณาจักร ล่าสุด สภาทนายความกำลังตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนดำเนินการทางกฎหมายกับเจ้าหน้าที่ผู้กระทำผิด ต่อไป

ประธาน อนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชน ชาติฯ สภาทนายความ ระบุด้วยว่า ปฏิบัติการขับไล่ชาวกะเหรี่ยงของอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานดังกล่าวนั้น เกิดขึ้นต่อเนื่องจนถึงช่วงเกิดโศกนาฎกรรมเฮลิคอปเตอร์ทหารตก 3 ลำ มีผู้เสียชีวิต 17 ราย ในเดือนก.ค. 2554

วันเดียวกัน น.ส.สุมล สุตะวิริยะวัฒน์ สมา ชิกวุฒิสภาจังหวัดเพชรบุรี เดินทางเป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ 17 ผู้เสียชีวิตจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ทหารตกในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน พร้อมด้วยนายธีรภัทร์ ประยูรสิทธิ รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช, นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หน.อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน, พล.ต.ศุภวัฒน์ เชิดธรรม เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1, ร.ต.มนัส ทองโครต ผบ. หมวด 3 ค่ายทัพพระยาเสือ, น.ท.มณีพันธ์ รบชนะชัย นักบินหัวหน้าชุดฝนหลวง อ.หัวหิน จ.ประจวบ คีรีขันธ์, นายสุทธิพงษ์ ตันบุญยศิริเดช นายอำเภอแก่งกระจาน และข้าราชการ พนักงานหน่วยงานราชการใกล้เคียง ญาติผู้เสียชีวิต สื่อ มวลชน และราษฎรในชุมชนรอบอุทยานฯ เข้าร่วมพิธีจำนวนมาก

 
Share this article on :

0 comments:

Post a Comment

 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.