'แม้ว'เข้าเขมรมุ่งเป้าพลังงานในทะเล

Thursday, August 18, 2011

ถอดรหัส "ทักษิณ" เยือนกัมพูชา!!จับตา "ขุมทรัพย์พลังงาน" ในทะเล : ทีมข่าวความมั่นคงรายงาน

           เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชิน วัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลังมี "สัญญาใจ" กันว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งจะเดินทางไปเยือนกัมพูชาเพื่อกระชับ สัมพันธ์ และสานต่องานที่คั่งค้างให้เสร็จเบื้องต้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ เดินทางออกจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดที่จะเดินทางไปประเทศ มองโกเลีย  เกาะมาเก๊า ฮ่องกง กัมพูชา และ ญี่ปุ่น จะเยือนระหว่างวันที่ 22-29 สิงหาคมนี้ เพื่อบรรยายพิเศษให้สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น
            โดยกำหนดการเยือนกัมพูชาเป็นเวลา 3 วันของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกจับตามองมากว่าเขาเข้ามาคุยกับ "เพื่อนซี้" อย่าง สมเด็จฮุน เซน ในเรื่องอะไร และมีเรื่อง "ธุรกิจ" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่
            สำหรับ ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ เรื่อง "พื้นที่ทับซ้อน" ทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่มีขนาดพื้นที่ประมาณ 2.6 หมื่นตร.กม. ทั้งนี้ ธนาคารโลกประเมินว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2 พันล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยจะสร้างรายได้ให้กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์)
            ส่วนพื้นที่ที่น่าจะมีก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันมากที่สุด ก็คือ "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" กับไทย !!!
            น่า สนใจว่า การทำบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ หรือ "เอ็มโอยู" ปี พ.ศ.2544 เพื่อทำข้อตกลงเรื่องการอ้างสิทธิ์ในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา ก็เกิดขึ้นในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นเอง
            โดย เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ณ กรุงพนมเปญ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รมว.ต่างประเทศของไทย (ในขณะนั้น) กับ นายซก อัน รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชา ลงนามจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา โดยมีแบ่งพื้นที่การเจรจาออกเป็น 2 ส่วน
            ส่วนแรก พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือขึ้นไป ซึ่งไม่มีข้อขัดแย้งกันให้แบ่งเขตทางทะเลอย่างชัดเจนตามกฎหมายระหว่างประเทศ
            ส่วนที่สอง พื้นที่ทับซ้อนใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือลงมา ให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน (Joint Development Area-JDA)
            หลัง จากนั้นจึงมีการจัดการประชุมเพื่อ "แบ่งเส้นเขตแดน" และ "แบ่งสัดส่วนผลประโยชน์" ในพื้นที่ทับซ้อนเรื่อยมา โดยการเจรจาครั้งสุดท้ายในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549
            แต่ ผลการเจรจากลับ "ไม่ได้ข้อยุติ" โดยที่เห็นพ้องกัน คือ จะมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการขุดเจาะก๊าซและน้ำมัน ในสัดส่วน 50-50
            ทว่า พื้นที่ด้านซ้ายและด้านขวาของพื้นที่ทับซ้อน กัมพูชาเสนอให้แบ่งผลประโยชน์ในสัดส่วน 90-10 แต่ไทยเห็นควรแบ่งในสัดส่วน 60-40 และการเจรจาได้หยุดลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549
            ต่อ มา ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ข้อตกลงดังกล่าวกลับ "ถอยหลัง" เข้าไปอีก เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ให้ "ยกเลิกเอ็มโอยูปี 44" หลังจากรัฐบาลกัมพูชาประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น "ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ"
            ดังนั้น การเดินทางเยือนกัมพูชาในห้วงเวลาที่ "อำนาจรัฐ" กลับมาเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึง ย่อมถูกจับตามองเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ขณะที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ก็ออกมาประกาศว่า จะยกวาระเรื่อง "ปิโตรเคมี" ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา เป็น "วาระแห่งชาติ" สอดรับกันพอดิบพอดี
            นายพิชัยให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "กรุงเทพธุรกิจ" หลังเข้ารับตำแหน่งว่า นโยบายระยะสั้นที่สำคัญที่คิดว่าจะต้องเร่งดำเนินการ คือ การเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อน ทางทะเลไทย-กัมพูชา บริเวณอ่าวไทยในรูปแบบรัฐต่อรัฐ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญ มีการสำรวจพบว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่สามารถใช้ได้อีก 30-40 ปี หากไทยและกัมพูชา สามารถเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณอ่าวไทยร่วมกันสำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนของทั้งสองประเทศ
            "เรื่องนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม ไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ แอบแฝง เพราะการร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เป็นการลงทุนในลักษณะรัฐต่อรัฐ ในลักษณะเดียวกับโครงการพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือเจดีเอ
            หาก สามารถเจรจาสำเร็จ ผู้ที่จะเข้าไปลงทุนร่วมกับกัมพูชา คือ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ผมให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก และคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นวาระแห่งชาติ" รมว.พลังงาน กล่าวย้ำ
            เมื่อ รมว.พลังงาน ยืนยันเองว่า จะหยิบยกเรื่องพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาปัดฝุ่น ขณะที่เรื่องดังกล่าวก็เป็นนโยบายเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่แปลกที่คนขี้สงสัยจะคิดกันไปต่างๆ นานา
            นอก จากประเด็นเรื่อง "ขุมทรัพย์พลังงาน" ในพื้นที่ทับซ้อน ยังมีข่าวว่า อดีตผู้นำของไทยและผู้นำเขมรจะมีการพูดคุยถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือคน ไทย 2 คน คือ นายวีระ สมความคิด กับ นางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ที่ยังคงติดคุกอยู่ภายในเรือนจำเพรย์ซอว์ด้วย
            รวมทั้งการ หารือก่อนที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์?ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) จะเดินทางไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ครั้งที่ 8 ที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพด้วย
            ทั้งนี้ หลังจาก รมว.กลาโหม เดินทางไปเยือนกัมพูชาแล้ว คิวต่อไปก็จะเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ "น้องสาว" สุดที่รักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะไปเยือนกัมพูชาเพื่อฟื้นความสัมพันธ์ และกระชับความสัมพันธ์ให้ดูดดื่มยิ่งขึ้น
            อย่างไรก็ตาม แม้การเยือนกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกจับจ้องเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่สะดุดลงไปในช่วง 2 ปีของรัฐบาลอภิสิทธิ์
            แต่ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงรายหนึ่งก็อยากให้มองในมุมกลับว่า การไปเยือนครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับ "ประเทศไทย" อยู่บ้าง เห็นได้ชัดจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่ พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล
            "ขณะนี้กำลังทหารกัมพูชา บางส่วนได้ลดกำลังออกนอกพื้นที่บ้างแล้ว ขณะที่กำลังทหารไทยยังไม่ได้ลดกำลัง เนื่องจากต้องรอคำสั่ง และผลการประชุมจีบีซี ที่จะเกิดขึ้นภายในต้นเดือนกันยายนนี้” ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีขึ้น
            กระนั้น ถึงที่สุดแล้วก็ต้องมีการ "ชั่งน้ำหนัก" กันว่า ระหว่างผลดีที่ไทยจะได้ คือ ความสงบสุขของคนตามแนวชายแดน กับการแบ่งสรรผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ที่ไทยอาจจะต้องยอม "เฉือนเนื้อ" ในดินแดนของไทยไปให้กัมพูชา..อย่างไหนจะคุ้มกว่ากัน!?
Share this article on :

0 comments:

Post a Comment

 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.