แสดงให้เห็นถึง "สัญญาณ" ของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองสำคัญเกิดขึ้นแบบมีนัยยะ
เริ่ม ตั้งแต่ปลายสัปดาห์ก่อน นางออง ซาน ซู จี วัย 66 ปี ในฐานะหัวหน้าพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย หรือเอ็นแอลดี พรรคฝ่ายค้านพม่า ได้รับเชิญให้เข้าพบปะหารือกับนายออง จี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานของพม่า เป็นเวลา 1 ชั่วโมง ที่นครย่างกุ้ง
จาก นั้นออกแถลงการณ์ร่วมกันระบุ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมมือกันเรื่องเสถียรภาพ ความสงบและการพัฒนาของประเทศเพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริงของชาว พม่า
โดยจะเป็นความร่วมมือที่เน้นหนักในเรื่องประชาธิปไตย และการพัฒนาภาวะเศรษฐกิจ
ส่วนความคิดเห็นที่ขัดแย้งกันนั้นจะถูกหลีกเลี่ยง
ต่อมาไม่นาน นายจ่อ ซาน รัฐมนตรีสารนิเทศและหัวหน้าคณะโฆษกและข่าวสาร ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เพิ่งตั้งขึ้นใหม่
แถลง ข่าวที่กรุงเนปิดอว์ เปิดทางให้ นางซู จี ยื่นเรื่องดำเนินการให้พรรคเอ็นแอลดี ลงทะเบียนเพื่อให้เป็น "พรรคการเมืองที่ถูกกฎหมาย" ได้
เพื่อให้พรรคฝ่ายค้านเข้าสู่กระบวนการทางการเมืองที่ถูกต้อง ตามระบอบประชา ธิปไตย
จ่อ ซาน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อเชิญให้พรรคเอ็นแอลดีเข้าร่วมกระบวนการปรองดองแห่งชาติ
ต่อมาวันที่ 15 ส.ค. วันจันทร์ต้นสัปดาห์ นางซู จี หยั่งเชิงรัฐบาลพลเรือนด้วยการเดินสายทางการเมืองเป็นครั้งแรกนอกนครย่างกุ้ง
จุดหมายอยู่ที่เมืองพะโค กับเมืองทะนะพิน ที่อยู่ห่างจากย่างกุ้งไปทางเหนือ 80 กิโลเมตร
เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่สนใจคำขู่เรื่องความปลอดภัย ที่รัฐบาลพม่ากล่าวเตือนไว้
นาง ซู จี พร้อมด้วยคณะที่มีทั้งสมาชิกพรรคเอ็นแอลดี นักการทูต และนักข่าว เดินทางไปนมัสการเจดีย์แห่งหนึ่งในเมืองพะโค ก่อนเป็นประธานเปิดห้องสมุดในเมืองทะนะพิน ซึ่งอยู่ใกล้กัน
ท่ามกลางประชาชนนับพันคนที่มาต้อนรับหนาแน่น พร้อมร่วมรับฟังคำปราศรัยกว่า 10 นาที
มีเนื้อหาว่าด้วยการเรียกร้องความสามัคคี ปรองดองของคนในชาติ และขอร้องประชาชนให้สนับสนุนพรรคเอ็นแอลดีต่อไป
ขณะที่ ฟากโลกเสรีอย่างสหรัฐ รีบออกมา "รับลูก" ทันที ด้วยการสนับสนุนการเดินสายพบปะประชาชนของซู จี ในครั้งนี้
นาง วิกตอเรีย นูแลนด์ โฆษกประจำกระ ทรวงการต่างประเทศสหรัฐ แถลงว่ารัฐบาลพม่าควรจะเป็นฝ่ายดูแลความปลอดภัยให้กับนางซู จี และถือเป็นความรับผิดชอบโดยตรง
จากนั้น ในวันที่ 18 ส.ค. สัญญาณชัดเจนก็เผยออกมา เมื่อ ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ของพม่า กล่าวกับคณะนักเศรษฐศาสตร์ และนักธุรกิจ ในที่ประชุมสัมมนาเรื่องเศรษฐกิจระดับชาติ ในกรุงเนปิดอว์
ระบุว่าพม่ากำลังลำบากเนื่องจากค่าเงินจ๊าดที่แข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ กำลังทำร้ายเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะภาคการส่งออก
เต็ง เส่ง กล่าวว่า เกษตรกรและอุตสาหกรรมสิ่งทอจะได้รับผลกระทบหนักสุดถ้าค่าเงินดอลลาร์ยังอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง
บาง กิจการที่มีพนักงานหลายพันคนอาจต้องปิดตัวลง เพื่อเป็นการคลี่คลายปัญหารัฐบาลจะลดภาษีการส่งออกในสินค้าบางประเภท เช่น ข้าว ถั่ว ข้าวโพด งา ยางพารา ปลา และเนื้อสัตว์
นับเป็นครั้งแรกที่ประธานาธิบดีพม่ายอมรับว่าประเทศซึ่งปกครองด้วยรัฐบาลพลเรือนที่มีกองทัพหนุนหลังกำลัง "เข้าตาจน"
ขณะที่ อัตราแลกเปลี่ยนเงินพม่าเวลานี้อยู่ที่ 750-800 จ๊าด ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 30 บาท
วัน ที่ 19 ส.ค. เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ตามมาอีก เมื่อ นางซู จี แกนนำฝ่ายค้านพม่า เดินทางออกจากบ้านพักในนครย่างกุ้ง มุ่งหน้าสู่กรุงเนปิดอว์ เพื่อพบกับ ประธานาธิบดีเต็ง เส่ง เป็นครั้งแรก
มีรายงานว่า นางซู จี ได้เดินทางออกจากบ้านพักในนครย่างกุ้ง มุ่งหน้าไปยังกรุงเนปิดอว์ โดยรถยนต์ที่ทางการพม่าเป็นผู้จัดเตรียมให้
นัก วิเคราะห์ส่วนใหญ่ ชี้ว่าการพบกันระหว่าง นางซู จี กับ ประธา นาธิบดีเต็ง เส่ง ครั้งนี้ส่อเค้าให้เห็นถึงความพยายามที่จะประสานไมตรีระหว่างรัฐบาลพม่ากับ ฝ่ายค้าน
ภายหลังรัฐบาลพลเรือนของประธานาธิบดีเต็ง เส่ง ได้เข้าบริหารประเทศเมื่อเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา ก่อนหน้านั้นพม่าต้องอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารมายาวนานกว่า 50 ปี
จากปัญหาเศรษฐกิจรุมเร้า อาจทำให้พม่าเริ่มประสบปัญหายากลำบากในการดำเนินนโยบายโดดเดี่ยวตัวเองออกจากสังคมโลก
อีกทั้งความหวาดหวั่นการลุกฮือต่อต้านจากประชาชน ซึ่งมีให้เห็นแล้วจากประเทศในภูมิภาคอาหรับ
อาจเป็นเหตุผลให้พม่าต้องการการเปลี่ยนแปลงอย่างเร่งด่วน
ล�าสุด นอกจากจะไม�ขัดขวางการเดินสายปราศรัยของซู จี แล�วยังจัดเจรจาสันติภาพกับชนกลุ�มน�อย อนุญาตให้ทูตสหประชาชาติเข้าประเทศได้ รวมถึงหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของทางการพม่าเลิกโจมตีสื่อต่าง ประเทศ เช่น บีบีซี
อย่างไรก็ตาม ความหวังที่จะได้เห็นพม่ากลายเป็นประเทศเสรีประชาธิปไตยโดยสมบูรณ์นั้นยัง อาจต้องดูกันอีกระยะ แต่ถ้าเป็นการยอมโอนอ่อนด้านเศรษฐกิจแบบจีน น่าจะมีความเป็นไปได้มากกว่า
ซึ่งก็คงต้องตามดูนโยบายในอนาคตของรัฐบาลพม่าหลังหารือกับนางซู จี แล้ว
ว่าจะคลี่คลายไปในทิศทางใด!
0 comments:
Post a Comment