ยิ่ง ลักษณ์ ปัดพัลวันช่วยทักษิณเข้าญี่ปุ่น โบ้ยกลับรัฐบาลยุ่นไฟเขียวตามขั้นตอน ตอบไม่ถูกพี่ชายอยู่สถานะใด โยนหน่วยงานเกี่ยวข้องล่าตัวผู้ร้ายข้ามแดน ขณะที่ “ทักษิณ” จ้อสื่อยุ่นรับช่วยจัด ครม.ปู 1 วอนแดงเลิกป่วน ขอเดินหน้าปรองดอง ด้าน “มาร์ค” ข้องใจใครช่วยทักษิณเข้าญี่ปุ่น ลั่นตามล่าหา ขรก.ช่วยนักโทษหนีคดี เตือนปูเร่งแก้ปัญหา ปชช. อย่าทำเพื่อคนๆ เดียว ขณะที่ “ชวนนท์” จี้สุรพงษ์แจงให้ใครช่วยทักษิณเข้าญี่ปุ่น ส่วนแถลงนโยบายได้ฤกษ์แล้ว รัฐบาลนัด 22-24 ส.ค.นี้ ยันทุกนโยบายหาเสียงอยู่ครบถ้วน เน้น 5 นโยบายหลักเร่งด่วน ปรองดอง-ป้องปรามคอรัปชั่น-แก้ปัญหายาเสพติด-แก้ปัญหาใต้-แก้ปากท้อง ปชช. โวแถลงเสร็จงานเดินหน้าได้ทันที
“ปู” ปัดช่วยพี่เข้าญี่ปุ่น
หลัง จากที่รัฐบาลญี่ปุ่นออกมาระบุว่าการอนุมัติวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าประเทศเพราะตามคำร้องขอของรัฐบาลไทยนั้น วันที่ 16 ส.ค. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เท่าที่ทราบข้อเท็จจริงคือ ทางบริษัทเอกชนได้เชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปบรรยายด้านเศรษฐกิจ ซึ่งก่อนที่จะมาเป็นรัฐบาลแล้ว ส่วนในเรื่องของการประสานงานเป็นหน้าที่ของกระทรวงการต่างประเทศและญี่ปุ่น เป็นผู้พิจารณา ยืนยันว่าเราไม่มีนโยบายในการที่จะห้าม เป็นเรื่องของทางญี่ปุ่นพิจารณาเอง ซึ่งดิฉันไม่มีนโยบาย ทั้งหมดเป็นไปตามขั้นตอน และทางปฏิบัติไม่มีใครที่จะไปสั่งการทางด้านต่างประเทศอยู่แล้ว เป็นเรื่องของทางญี่ปุ่น ซึ่งรัฐบาลวางสถานะ พ.ต.ท.ทักษิณ ไว้เป็นอดีตนายกฯ และส่วนอื่นก็ว่ากันไปตามขั้นตอน ส่วนที่รัฐบาลไม่ส่งอัยการให้ประสานญี่ปุ่นในการส่ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้ร้ายข้ามแดนนั้น ทั้งหมดเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการ ซึ่งตนไม่มีนโยบายที่จะบอกว่าต้องมาดูแลเรื่องต่างๆ หรือนโยบายที่จะต้องมาทำอะไรพิเศษกับอดีตนายกฯ และทั้งหมดก็เป็นไปตามกระบวนการ และตนไม่ขอยุ่งเกี่ยว ทุกอย่างขอให้เป็นไปตามกติกาบนหลักความยุติธรรมให้กับทุกคนอย่างเสมอภาค เมื่อถามว่ารัฐบาลกังวลหรือไม่ว่าวันข้างหน้าอาจถูกมองละเลยต่อการปฏิบัติ หน้าที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามและหันหลังขึ้นลิฟต์ไปทันที
“ทักษิณ” จ้อสื่อยุ่นรับช่วยจัด ครม.ปู
ขณะที่หนังสือพิมพ์อาซาฮี ของญี่ปุ่น เปิดเผยคำให้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 13 ส.ค.ที่ผ่านมา โดย พ.ต.ท.ทักษิณ ยอมรับว่ามีการให้คำปรึกษากับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เพราะได้รับการร้องขอ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตัวเอง ทั้งนี้ตนได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับบางคนที่อยู่ในโผรายชื่อคณะรัฐมนตรี และยืนยันว่าจะให้คำแนะนำเพิ่มเติมหากได้รับการร้องขออีก ทั้งนี้เนื่องจากกลุ่มผู้สนับสนุนของเขาถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง ทำให้การเลือกตัวรัฐมนตรีจากจำนวนคนที่มีจำกัดเป็นเรื่องที่ยากมาก นอกจากนี้นโยบายมุ่งเน้นสร้างความปรองดองระหว่างกลุ่มต่อต้านและกลุ่มให้การ สนับสนุนนั้น ทุกกลุ่มการเมืองในขณะนี้ต้องร่วมมือกัน พร้อมกับขอให้กลุ่มผู้สนับสนุนอย่าได้ก่อเหตุรุนแรงอีก ส่วนกำหนดการเดินทางกลับประเทศไทย ตนมีสถานะเหมือนนักโทษหนีคดี ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ถือว่าที่นั่นคือบ้านของเขา
“เติ้ง” ชี้เรื่องของญี่ปุ่นให้ทักษิณเข้า ปท.
นาย บรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ที่รัฐบาลประเทศญี่ปุ่นออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นนั้น เรื่องนี้ฟังข่าวมาเกือบครึ่งปีแล้วที่หน่วยงานของญี่ปุ่นเชิญ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปบรรยายเรื่องเศรษฐกิจและการศึกษา แต่เรื่องก็เงียบหายไป ตนก็ไม่ทราบ เมื่อรัฐบาลเขาเชิญและไม่ขัดข้องก็ไม่น่ามีปัญหา ส่วนที่กระทรวงการต่างประเทศไปบอกกับทางญี่ปุ่นว่าอย่างไรตนก็ไม่ทราบ แต่ รมว.การต่างประเทศก็ออกมาปฏิเสธไปแล้วว่าทางญี่ปุ่นเป็นผู้มาถาม ซึ่งขึ้นอยู่กับรัฐบาลญี่ปุ่นจะพิจารณาอย่างไร เมื่อถามว่าคิดอย่างไรพอเปลี่ยนรัฐบาลใหม่แล้วทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสากลก็ เปลี่ยนท่าทีไม่ออกหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ นายบรรหาร กล่าวว่า อยู่ที่ใครเป็นคนตั้งเรื่องขึ้นมา และใครเป็นคนรับลูกไปขยายต่อ อะไรก็ตามทำเรื่องให้พอดี เดินทางสายกลาง และให้รัฐบาลชุดนี้ทำงานต่อไปหากไม่ดีก็ค่อยว่ากันอีกที ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีที่สิ้นสุด รัฐบาลไหนขึ้นมาก็ถูกเล่นงาน
“มาร์ค” เตือนปูอย่ามุ่งช่วยทักษิณ
ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และว่าที่หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ที่ทางการญี่ปุ่นอนุญาตให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางข้าประเทศได้นั้น ฝ่ายค้านจะตรวจสอบว่าใครเป็นผู้เข้าไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าว เพราะเรามีหน้าที่ในการที่จะปกป้อง ระบบกฎหมายของเรา เมื่อศาลไทยมีการวินิจฉัยตัดสิน ไม่ว่าใครจะพอใจหรือไม่ก็ตาม คนที่เป็นฝ่ายบริหารมีหน้าที่ในการที่จะต้องบังคับใช้กฎหมาย ให้เป็นไปตามหลักของมัน ซึ่งตนได้ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ดูอยู่ ว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างไร โดยต้องดูในข้อเท็จจริงว่าเกี่ยวข้องกับใครบ้างแต่ในทางกฎหมายถ้ามีการไป ดำเนินการก็ไม่เหมาะสม ส่วนจะเข้าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือไม่ ตนเห็นว่าใครก็ตามที่เป็นเจ้าหน้าที่ และแทนที่จะเดินหน้าในการทำให้กฎหมายมีความศักดิ์สิทธิ์ แต่กลับไปช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้คนหลบหนีคดีก็มีความผิด ตนอยากจะเตือนรัฐบาลว่า ความคาดหวังของประชาชนคือการมาเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ปัญหาเฉพาะหน้า ซึ่งความจริงไม่จำเป็นต้องมีการตัดสินใจเชิงนโยบายที่ซับซ้อนมากนัก เช่น เรื่องน้ำท่วม หรือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ ในการกำกับดูแลเรื่องราคาสินค้า สิ่งเหล่านี้เป็นความคาดหวังของประชาชน แต่ข่าวที่ได้ยินกลายเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ
ซัด ตร.-อัยการดองเรื่องแม้ว
นาย อภิสิทธิ์ กล่าวว่า ส่วนที่ตำรวจสากลไม่เคยออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณนั้น มีข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง 2 ส่วนคือ 1.คดีที่ตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับที่ดินรัชดา มีการขอไปแต่ทางต่างประเทศเห็นว่าความผิดทางกฎหมายของเราไม่สามารถเทียบ เคียงต่างประเทศได้ เพราะเป็นบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ที่ขัดกัน ทางตำรวจสากลจึงไม่ออกหมายจับ ส่วนกรณีคดีการก่อการร้ายทางดีเอสไอได้ส่งเรื่องให้ตำรวจและอัยการ ซึ่งปรากฏว่าจนถึงวันนี้ทางตำรวจอัยการยังดำเนินการไม่เสร็จ ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปติดตามและเร่งรัดต่อ อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าเราไม่ได้ทราบชัดเจน ว่าขั้นตอนดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้วหรือไม่ เพราะเมื่อดีเอสไอส่งไปเข้าใจว่าตำรวจและอัยการก็ว่าไปตามกระบวนการ
“ชวนนท์” จี้แจงให้ชัดใครช่วยทักษิณ
ส่วน นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต อดีตเลขาฯ รมว.กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ที่ พ.ต.ท.ทักษิณสามารถเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้นั้น มีการไปดำเนินการยกเว้นให้มีความแตกต่างในการชี้แจงจากทางรัฐบาลไทยและ รัฐบาลญี่ปุ่น ที่รัฐบาลไทยพยายามชี้แจงว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องในกระบวนการในส่วนนี้ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลญี่ปุ่นในการพิจารณา ในขณะเดียวกันเลขาธิการ ครม.ญี่ปุ่นเป็นผู้ยืนยันว่ารัฐบาลไทยมีการขอร้องให้รัฐบาลญี่ปุ่นยกเว้น กรณีนี้ให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นพิเศษ ตนคิดว่าสิ่งที่ญี่ปุ่นทำเป็นสิทธิ์ที่ญี่ปุ่นทำได้ แต่การที่ รมว.ต่างประเทศออกมาพูดไม่ตรงกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น จะสร้างความสับสนและความคลางแคลงใจต่อการปฏิบัติหน้าที่ต่อประชาชนอีกจำนวน มากที่สงสัยในเรื่องนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นเป็นผู้อนุมัติวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อาจจะเกิดความไม่สบายใจที่รัฐบาลไทยพูดจาในลักษณะที่ปัดความรับผิดชอบและโยน เรื่องนี้ให้เป็นเรื่องของรัฐบาลญี่ปุ่น และเรื่องนี้อาจจะสร้างความเข้าใจผิดให้กับประชาชนได้ จึงขอเรียกร้องว่าเมื่อมีการช่วยเหลือกันแล้ว นายสุรพงษ์ น่จะออกมาทำความเข้าใจและออกมาพูดความจริงให้ประชาชนทราบให้ชัดเจนว่าเรื่อง จริงนั้น มันมีที่มา ที่ไปอย่างไร ใครไปขอใคร
รับ ตร.สากลไม่ออกหมายจับแม้ว
นาย ชวนนท์ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องการออกหมายจับที่มีการพูดกันมากนั้น ยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่มีเรื่องของหมายจับในส่วนของคดีที่ดินรัชดา ไปที่ตำรวจสากล เนื่องจากขณะนั้นเรามีการส่งข้อมูลหมายจับส่วนนี้ไปที่ตำรวจสากล แต่เนื่องจากองค์ประกอบและฐานความผิดไม่ตรงกัน ระหว่างฐานความผิดของประเทศไทยกับฐานความผิดของตำรวจสากล เขาจึงไม่สามารถออกหมายแดงได้ เป็นข้อเท็จจริงที่เราเข้าใจ เขาก็มีความเข้าใจกับเราและมีการถามกลับมาว่าถ้ามีคดีอื่น หรือองค์ประกอบอื่นที่เข้าเกณฑ์ เราก็สามารถส่งกลับไปที่ตำรวจสากลได้ จึงเป็นที่มาของการพิจารณาในเรื่องหมายจับคดีการก่อการร้าย ที่ขณะนี้อยู่ในชั้นพนักงานสอบสวนและอัยการที่ต้องประสานงานกันและเมื่อทำ หมายเรียบร้อยทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็สามารถส่งไปที่ตำรวจสากลได้ทันที โดยเพราะหลักการแล้วหมายจับเรื่องการก่อร้ายน่าจะเป็นฐานความผิดที่เป็นที่ รับทราบทั่วกันและน่าจะมีบทบัญญัติอยู่ในหลักการของตำรวจสากล
ทำเนียบคึกคักถก ครม.
ส่วนบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ช่วงเช้าเป็นไปอย่างคึกคัก บรรดารัฐมนตรีต่างทยอยเดินทางมาร่วมประชุม ครม. ขณะที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาถึงตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี หรือตึกแดง ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เพื่อเป็นประธานในการประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อเดินทางมาถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์พบกลุ่มผู้สื่อข่าวที่มาดักรอสัมภาษณ์ได้ส่งยิ้มให้ โดยสวมชุดผ้าไหมสีทอง จากนั้นได้เข้าห้องประชุมโดยไม่ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน ในส่วนของรัฐมนตรีใหม่หลายคนยังคงมีท่าทีขัดเขิน และไม่ค่อยรู้จักสถานที่และทางขึ้นห้องประชุม ครม. แม้จะผ่านการประชุมมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ของสำนักเลขาธิการ จึงต้องคอยแนะนำและพาขึ้นห้องประชุม อาทิ น.ส.กฤษณา สีหลักษณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นต้น
ร่างนโยบายรัฐเน้นเศรษฐกิจพอเพียง
ภาย หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี แถลงว่า คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาที่นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ที่ได้เสนอต่อที่ประชุมมีประมาณ 35 หน้า แต่แถลงรายละเอียดไม่ได้ เพราะอยู่ระหว่างที่นายกรัฐมนตรีจะแถลงต่อรัฐสภา ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ย้ำประเด็นสำคัญคือหลักการที่จะบริหารประเทศตามหลัก ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่เน้นเรื่องความสมดุล ความซื่อสัตย์สุจริต สร้างความสมดุลเศรษฐกิจและความยั่งยืน เน้นเรื่องการขับเคลื่อนนโยบายโดยใช้ฐานความรู้หรือหลักการใช้ปัญญาในการขับ เคลื่อนนโยบายการบริหารประเทศ ทั้งนี้ในนโยบายที่นายกฯ เน้นในหลักการ 5 ประเด็น คือ 1.นโยบายเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการสร้างความปรองดอง สมานฉันท์ในชาติและการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตย 2.เน้นการป้องกันและปราบปรามทุจริตคอรัปชั่นในภาครัฐอย่างจริงจัง 3.เน้นเรื่องการกำหนดและการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้เป็นวาระชาติตามพระราช เสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 4.นายกฯ ยังเน้นการแก้ไขความไม่สงบและนำสันติสุขของ 3 จว.ชายแดนภาคใต้ตามพระราชเสาวนีย์ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ 5.เร่งฟื้นฟูความสัมพันธ์และพัฒนาความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และได้ย้ำการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนในขณะนี้จากสภาวะเงินเฟ้อ ซึ่งแนวทางจะออกเป็นยุทธศาสตร์ต่างๆ ทั้งหมดนายกฯ ได้สั่งการให้เลขาธิการคณะรัฐมนตรี จัดพิมพ์และส่งรัฐสภาในวันที่ 19 ส.ค.นี้ ซึ่งส่วนกำหนดการแถลงอยู่ที่ประธานรัฐสภาเป็นผู้กำหนด และสั่งการเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเชิญส่วนราชการประชุมทันทีเพื่อชี้แจงนโยบาย วันถัดไปหลังจากสภาได้พิจารณาร่างแถลงนโยบายรัฐบาลแล้ว และนายกฯ ได้ย้ำว่าหลังแถลงนโยบายให้ชี้แจงหัวหน้าส่วนและเริ่มจัดทำแผนบริหารราชการ แผ่นดิน และการจัดทำงบประมาณปี 2555 ทันที
พร้อมแถลงนโยบายตั้งแต่ 22 ส.ค.
น.พ.สุ รวิทย์ คนสมบูรณ์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานเรื่องการแถลงนโยบายรัฐบาลกับทางรัฐสภา ซึ่งรัฐบาลพร้อมแถลงตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค.เป็นต้นไป ส่วนจะเป็นวันใดขึ้นอยู่กับทางสภา สำหรับกรอบการอภิปรายจำนวนวันนั้น ยังไม่ได้หารือเป็นเรื่องของสภา อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 25 ส.ค. นายกรัฐมนตรีจะเรียกประชุมข้าราชการระดับสูงเพื่อชี้แจงนโยบายรัฐบาล และจะให้เวลาข้าราชการ 5 วัน ไปจัดทำแผนปฏิบัติราชการ นอกจากนี้นายกฯ ยังได้เน้นย้ำในที่ประชุม ครม.ให้รัฐมนตรีทุกคนทำงานแบบไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ติดตามปัญหาต่างๆ อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องอุทกภัย โดยมอบให้นายยงยุทธ เป็นประธานดูแลศูนย์เตือนภัย และเยียวยาผู้ประสบภัย
ยื่นนโยบายสภา 19 ส.ค.นี้
นาย เผดิมชัย สะสมทรัพย์ รมว.แรงงาน กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.ได้ให้ความเห็นชอบร่างนโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว โดยจะส่งให้สำนักงานเลขาธิการสภาฯ ในวันที่ 19 ส.ค.นี้ เพื่อบรรจุเข้าวาระการประชุมวันที่ 22 ส.ค.นี้ ส่วนจะใช้เวลาพิจารณากี่วันขึ้นอยู่กับข้อตกลงของสภาฯ สำหรับนโยบายเร่งด่วนที่จะแถลงต่อรัฐสภานั้น ในส่วนการปรับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทรวมอยู่ในนั้นด้วย และหลังจากแถลงเสร็จแล้ว จะมีการจัดทำแผนบริหารราชการแผ่นดินและจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2555 ซึ่ง ครม.ประเมินว่างบปี 55 จะต้องใช้ล่าช้าออกไป 3-4 เดือน จากกำหนดเดิมต้องใช้เดือน ต.ค.นี้ แต่สามารถใช้งบประมาณปี 2554 ไปพลางก่อนได้
“ฐิติมา” นั่งโฆษกรัฐบาล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม ครม.ยังไม่มีการมอบหมายแบ่งงานให้รองนายกฯ โดยทราบว่าจะแบ่งงานในการประชุม ครม.หลังการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นก่อน แต่วันนี้ ครม.ยิ่งลักษณ์น่าจะได้ตัวโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้วคือ น.ส.ฐิติมา ฉายแสง อดีต ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย เพราะวันนี้ น.ส.ฐิติมา เข้าร่วมสังเกตการณ์การประชุม ครม. และมานั่งฟังการแถลงผลการประชุม ครม.ซึ่งนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการ ครม.ได้เป็นผู้แถลงมติ ครม.เป็นครั้งที่ 2 เพราะ ครม.ยังไม่มีการแต่งตั้งข้าราชการการเมืองและแบ่งงาน ทั้งนี้ทราบมาล่วงหน้าระยะหนึ่งแล้วว่าพรรคจะมอบให้ น.ส.ฐิติมา เป็นโฆษกประจำสำนักนายกฯ เพราะตระกูลฉายแสงสอบตกในการเลือกตั้งครั้งนี้ทั้ง 2 คนคือ นายวุฒิพงศ์ และ น.ส.ฐิติมา พรรคจึงมอบตำแหน่งนี้เป็นการปลอบใจ
ค่าแรง 300-เงินเดือนหมื่นห้าทำทันที
น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า การประมาณการตัวเลขของจีดีพี หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปีแรก หลังจากที่รัฐบาลจัดทำร่างนโยบายเรียบร้อยแล้ว เราจะมีการชี้แจงในขั้นตอนของการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ซึ่งที่ประชุม ครม.จะเป็นส่วนของการทำเรื่องนโยบายของรัฐบาลเพื่อให้ ครม.อนุมัติ เห็นชอบหลักการ หลังจากจบการทำนโยบายแล้ว จะส่งมอบนโยบายให้ประธานรัฐสภาเพื่อความพร้อมนัดประชุมสภา เพื่อชี้แจงนโยบาย หลังจากนั้นจะมีการชี้แจงเรื่องตัวเลขอีกครั้งหนึ่ง ส่วนการบริหารนโยบายทางด้านเศรษฐกิจ เราต้องมองว่าภาพรวมของเศรษฐกิจต่างประเทศมีความผันผวน เรื่องการส่งออกจึงต้องหันมาเน้นเศรษฐกิจที่จะเป็นลักษณะระดับประเทศมากขึ้น โดยจะเป็นในส่วนของการกระตุ้นรายได้ให้เกิดขึ้นในประเทศ และเศรษฐกิจหลักๆ เราจะมองถึงรายได้ของประชาชน รวมทั้งเรื่องของการลดค่าใช้จ่าย สำหรับนโยบายที่จะแถลงต่อรัฐสภา เราจะมีนโยบายที่ชัดเจน ซึ่งการทำงานเราจะแบ่งเป็นภาค ทั้งในเรื่องนโยบายเร่งด่วน นโยบายด้านสังคม ด้านเศรษฐกิจ และการศึกษา ส่วนค่าแรง 300 บาท/วัน กับเงินเดือนข้าราชการปริญญาตรีแรกเข้า 15,000 เป็นหัวข้อที่เราจะหารือทันที เมื่อถามว่า เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญบรรจุอยู่ในนโยบายเร่งด่วนหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ตอบคำถามดังกล่าว จากนั้นก็เดินฝ่าออกจากกลุ่มผู้สื่อข่าวทันที
ยันรัฐแถลงนโยบายตามที่หาเสียง
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า นโยบายรัฐบาลที่จะแถลงต่อรัฐสภา พรรคได้หาเสียงเอาไว้คือ คืนความสุขให้ประเทศไทย คืนประชาธิปไตยให้ประชาชน ซึ่งเป็นภาพรวม ยังไม่ลงลึกว่าเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญมาตราหรือบทบัญญัติมาตราไหน แต่หลักการคือพรรคหาเสียงเอาไว้ พรรคก็ต้องบอกกับรัฐสภา และคิดว่าจะไม่กลายเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้ง อะไรทำให้ดีขึ้นจะไม่เป็นชนวนเพราะทุกฝ่ายต้องเห็นด้วยกัน
ถกนโยบาย 22-24 ส.ค.นี้
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า จากที่คณะรัฐมนตรีได้ให้ความเห็นชอบในหลักการร่างนโยบายของรัฐบาลแล้ว อยู่ระหว่างการจัดพิมพ์ร่างเสนอให้รัฐสภาภายในวันที่ 19 ส.ค.นี้ ซึ่งจากการประสานงานถึงความพร้อมรัฐบาลแล้วจึงได้กำหนดนัดให้สมาชิกร่วม ประชุมแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ในระหว่างวันที่ 22-24 ส.ค.นี้ จะประชุมวันละ 12 ชั่วโมง ตั้งแต่เวลา 09.30 น. สำหรับส่วนสัดในการอภิปรายให้เป็นหน้าที่ของวิปทั้ง 3 ฝ่าย คือ พรรคร่วมรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ไปประสานหารือกันต่อไป
ตั้ง “เสนาะ” ปธ.ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์
นาย พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุม ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ว่า ได้มีการประชุม ส.ส.บัญชีรายชื่อของพรรคเพื่อไทย ที่มีอยู่ 61 คน ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนกับการประชุม ส.ส.ภาคต่างๆ เช่น ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาค กทม. ทั้งนี้ ที่ประชุมมีมติเลือกนายเสนาะ เทียนทอง เป็นประธาน พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ เป็นรองประธานคนที่ 1 และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย เป็นรองประธานคนที่ 2 และเลือกตนเป็นเลขานุการ โดยจะประชุมทุกวันอังคารตั้งแต่เวลา 13.00-14.00 น. ส่วนกรณีที่รัฐมนตรีจะต้องลาออกจากการเป็น ส.ส.เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อในลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาเป็น ส.ส.แทนนั้น ยังไม่มีการหารือในเรื่องดังกล่าว การประชุมในวันนี้เป็นเพียงการวางกรอบประสานงานกับ ส.ส.เขตและพรรคว่าควรจะมีรูปแบบอย่างไรเท่านั้น เนื่องจาก ส.ส.บัญชีรายชื่อ ส่วนใหญ่ล้วนแต่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิและมีประสบการณ์มากมาย

0 comments:
Post a Comment