Showing posts with label เยาวชน. Show all posts
Showing posts with label เยาวชน. Show all posts
Thursday, September 8, 2011

ปิดตาเปิดใจ สอนน้องถ่ายภาพ



สดจากเยาวชน
ปฤษณา กองวงค์


"เอาคนตาบอดมาถ่ายรูป พูดให้ใครฟังก็ถูกมองว่าตลก ผมก็เคยคิดแบบนั้น

หลัง สอนเด็กถ่ายรูปได้เป็นกำลังใจย้อนกลับมาหาผม เมื่อเราคิดและใครๆ ต่างก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ผมทำให้เป็นไปได้ แล้วจะมีอะไรอีกบ้างที่ผมจะทำไม่ได้

เด็กๆ ทำให้เราหลับตาลง คิดมากขึ้น ทำอะไรให้ช้าลง และเป็นกำลังใจที่ดีที่สุดให้กับเราในเรื่องความมานะพยายาม"

คำ กล่าวของ นายเจษฎา สุธรรม อาสาสมัคร Pict4All ในโครงการ "สอนนักเรียนตาบอดถ่ายภาพ ปี 2554" จัดขึ้นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักเรียนตาบอดเห็นคุณค่าในศักยภาพตัวเอง โดย บริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) ร่วมกับกลุ่มอาสาสมัคร Pict4All ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดพระมหาไถ่ พัทยา จ.ชลบุรี

ภาพครูอาสา 2-3 คนต่อลูกศิษย์ผู้พิการทางสายตา 1 คน สอนให้ทำความรู้จักกล้องดิจิตอลคู่ใจผ่านการสัมผัสทุกๆ ด้าน ตำแหน่งหน้าที่ของแต่ละปุ่ม การจับกล้องที่ถูกวิธีทั้งแนวตั้งและแนวนอน การเปลี่ยนแบตเตอรี่ เมมโมรี่การ์ด ฝึกจนคล่องก่อนลงมือถ่ายภาพบุคคล ภาพหมู่และถ่ายภาพมาโคร

เมื่อได้ภาพครูจับนิ้วมือน้องๆ สัมผัสกรอบภาพแอลซีดีให้รู้ขนาดภาพและบอกลักษณะภาพที่ได้ โดยทุกครั้งจะได้ยินคำชมเป็นกำลังใจตลอด

"พี่ ครับถ่ายรูปไหมครับ" เสียงหนุ่มน้อยกล่าวทัก พร้อมขออนุญาตสัมผัสตัว ไหล่ นางแบบ-นายแบบ เพื่อคะเนความสูง เสร็จเดินถอยหลังไป 2-3 ก้าว ก่อนยกกล้องดิจิตอลวางทาบที่คิ้วแนบติดกับจมูก ล็อกกล้องไม่ให้สั่นไหว ก้มหน้าลงเล็กน้อย กดชัตเตอร์เบาๆ เงี่ยหูฟังเสียงติ๊ดๆ ที่บ่งบอกระยะโฟกัสและมือที่นิ่งแล้ว พร้อมนับ 1-3 ยิ้ม ก่อนกดชัตเตอร์

หาก ถ่ายภาพหมู่น้องๆ จะเดินไปจับไหล่ทุกๆ คน นับก้าวในใจจากคนแรกถึงคนสุดท้าย สมมติได้ 5 ก้าว ตากล้องก็จะเดินย้อนกลับไปสองก้าวครึ่ง นั่นหมายถึงกึ่งกลางภาพ แล้วหยุดกับที่ เดินถอยหลังไปสัก 4-5 ก้าว ยกกล้องแนบคิ้ว ก้มหน้า ขอเสียงก่อนลั่นชัตเตอร์

การถ่ายภาพระยะใกล้ ช่างภาพจะสัมผัสวัตถุที่ต้องการถ่าย เหยียดแขนตรง ตั้งฝ่ามือปลายนิ้วใกล้กับวัตถุ วางกล้องแนบฝ่ามือให้ได้ฉาก เลื่อนเข้าออกหาระยะ ก่อนกดชัตเตอร์

"คนที่สูญเสียการมองเห็นประสาท สัมผัสส่วนอื่นจะเฉียบแหลม ทั้งการสัมผัส กลิ่น เสียง พอเขาทำเป็นแล้วจะจดจำไม่ลืม แต่ก่อนอื่นเราต้องปรับเขากับกล้องให้เข้ากันก่อน" นายเจษฎากล่าว

นาย นพดล ปัญญาวุฒิไกร ที่ทดลองใช้ชีวิตอยู่ในโลกมืดและเดินทางถ่ายภาพในสถานที่ต่างๆ เล่าว่า เราต้องการให้สังคมฉุกคิดว่า คนด้อยโอกาสจำเป็นต้องไร้โอกาสหรือเปล่า เพราะคนส่วนใหญ่เอากรอบความคิดของตนเองมาตัดสินคนอื่น คิดว่าการท่องเที่ยวคือการมองเห็น ไม่เห็นไม่ต้องเที่ยว เช่นกันกับการถ่ายภาพต้องมองเห็น ถ้ามองไม่เห็นจะถ่ายภาพได้อย่างไร จึงไม่มีใครคิดให้เขาถ่ายภาพได้ เราจึงจับเรื่องที่คอนทราสต์กันมากและคิดว่าทำได้มาสอน ถึง 9 รุ่นแล้ว เด็กมีสมาธิ มีความสุขและอารมณ์ดี เมื่อผลงานออกมาดีจะทำให้เขามั่นใจและภูมิใจกับตัวเอง

"ผมเชื่อว่า หลังจากนี้เขาจะคิดว่าไม่มีอะไรยากเกินไปสำหรับการใช้ความวิริยะ อุตสาหะ และการใช้ปัญญาในการแก้ปัญหา เหมือนการถ่ายภาพที่คุณคิดว่าถ่ายไม่ได้ แต่เราต้องประยุกต์เทคนิคการถ่ายภาพ ความรู้ให้สอดคล้องกับเขา และตัวเขาต้องอาศัยการฝึกฝนและเพียรพยายามประกอบกันก็จะสามารถทำได้ ทุกอย่าง"

นพดลกล่าวอีกว่า หลายคนคิดว่ามีประโยชน์อะไรในเมื่อคนตาบอดมองไม่เห็นสิ่งที่ถ่าย กลับไปที่คำตอบว่าความสุขอยู่ที่การกระทำ และทำให้เขาเห็นคุณค่าของตัวเอง การถ่ายภาพจะเป็นเครื่องมือสื่อสารระหว่างโลกของคนตาดีและคนตาบอด ภาพยังเป็นเครื่องบันทึกความทรงจำและเชื่อมใจเข้าด้วยกัน

ด้าน นายภูวพงษ์ ผจญอริพ่าย กล่าวว่า ต่างประเทศมีการสอนคนตาบอดถ่ายภาพ เช่น เยอรมนี ญี่ปุ่น และอิสราเอล แต่สอนผู้ใหญ่วัยทำงานที่สนใจ เรามองถึงอนาคต แม้จะเป็นการสอนที่สุดโต่ง แต่ถ้าเขาถ่ายได้สิ่งที่ได้คือคำชมจากคนตาดี ไม่ใช่แค่สวย แต่มาพร้อมกับคำว่า "ทำได้ไง" ทำให้เขาคิดได้ว่าแม้จะตาบอดแต่ถ่ายภาพได้ ฉะนั้น อะไรๆ ในโลกเขาทำได้หมด สักวันเขาอาจกลายเป็นนักถ่ายภาพ

น้องเม น.ส.เมธินี เอี่ยมเพชร อายุ 18 ปี ชักชวนครูสำรวจรอบโรงเรียน ครั้นได้ยินเสียงพี่ๆ น้องๆ ที่เดินผ่าน เธอเอ�ยวาจาไพเราะขอถ่ายภาพทันที เมบอกว่าสนใจถ่ายรูปเพราะเป็นประสบการณ์ใหม่ อยากเรียน มีความสุข ไม่คิดว่าตัวเองจะถ่ายภาพได้ พอรู้หลักแล้วก็ทำได้

น้องกิ๊บ น.ส.ดวงพร คล้ายแดงคำ อายุ 19 ปี เล่าว่า ตอนแรกรู้สึกกังวล ตอนนี้มั่นใจขึ้นแล้ว แต่ต้องฝึกให้มาก อยากถ่ายภาพครอบครัวคนที่เรารัก อยากออกไปถ่ายภาพสถานที่ท่องเที่ยว

ว่าแล้วน้องกิ๊บก็ถ่ายภาพตัวเองโชว์ให้ดู ทั้งยังถ่ายภาพคู่กับครูด้วย

อบ นายเกรียงไกร สีมาพัด อายุ 19 ปี พิการทางสายตามาตั้งแต่กำเนิดและมีความฝันอยากเป็นนักร้อง เผยว่า เมื่อมีโอกาสและได้ลงมือทำแล้ว ไม่มีอะไรยาก ภูมิใจมาก จะมีคนพิการทางสายตาสักกี่คนที่ได้เรียนถ่ายภาพ ผมอยากถ่ายรูปพ่อกับแม่เก็บไว้เป็นแรงบันดาลใจ เป็นกำลังใจเมื่อท้อ

"ดีใจ ที่ถ่ายภาพได้ เป็นสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะทำได้ ทำให้เราเปลี่ยนมุมมองใหม่ อะไรก็เกิดขึ้นได้ แม้จะไม่มีดวงตามองเห็น บางสิ่งที่หายไปเราก็สามารถทำได้ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนวิธีการเท่านั้น" อบทิ้งท้าย
Sunday, August 28, 2011

คอลัมน์ หนอนแก้วชวนอ่าน




ทุกวันอาทิตย์หยิบจับหนังสือมาชวนหนูๆ อ่านสนุกและมีประโยชน์ เช่นเคย

ครอบ ครัวสามสีซุกซน ตอน นักสู้ตัวน้อยตัวนิด หนังสือภาพเล่าเรื่องสนุกๆ แฝงข้อคิดดีๆ ของครอบครัวสามสี ช่วยเสริมสร้างความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหา จากตัวอย่างที่สีน้ำพาน้องๆ ไปดู ไม่ว่าจะเป็นเหล่ามดตัวน้อยที่เดินเรียงแถวช่วยกันขนอาหารชิ้นยักษ์กลับรัง อย่างขมีขมัน หรือแม่นกจอมขยันที่กว่าจะสร้างรังแสนอบอุ่นขึ้นได้ ไม่รู้ว่าต้องคาบหญ้าแห้งกี่ร้อยรอบ ยังมีน้ำผึ้งแสนหวานผลงานของผึ้งจอมขยัน ที่ดูดน้ำหวานจากดอกไม้มาสะสมไว้ที่รัง เห็นตัวอย่างดีๆ แบบนี้แล้วคงทำให้หนูๆ ขยันและอดทนกันเต็มที่ เล่มละ 90 บาท สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์

ส่องสำรวจแมลงตัวจิ๋ว รู้จักกับการจัดอันดับหรือการจำแนกและแบ่งแมลงออกเป็นหมวดหมู่ โดยมีชื่อที่นักวิทยาศาสตร์ตั้งให้ เช่น อันดับดิปเทอรา คือแมลงกลุ่มที่มีสองปีก ทั้งแมลงวัน ยุง แมลงหวี่ อันดับไฮเมนอปเทอรา กลุ่มแมลงที่มีปีกเป็นเยื่อบางๆ ซ้อนกัน เช่น ผึ้ง ต่อ มด หรือ อันดับแมน โทดี ที่หมายความว่าคล้ายหมอดู ได้แก่ ตั๊กแตนตำข้าว เพราะมีท่ายืนเหมือนคนที่เป็นหมอดู ค้นหาว่าแต่ละชนิดมีประโยชน์อย่างไร เราจะเจอแมลงได้ที่ไหน บางชนิดสามารถสร้างรังได้ยาวถึง 100 กิโลเมตร บางชนิดตัวยาวกว่าไม้บรรทัด หรือแม้กระทั่งบอกอุณหภูมิได้ ราคา 115 บาท สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์

ไฮเทคเกินร้อย สาวน้อยคนเก่ง เมื่อการใช้เทคโนโลยีอย่างการเขียนบล็อกลงบนเว็บไซต์กลายเป็นการทำลาย มิตรภาพ กลุ่มเพื่อนอย่าง ชินบี ยูจิน ซงอี และ ชีวอน จะยังคงรักษาความเป็นเพื่อนเอาไว้ได้หรือไม่ ต้องติดตาม เพราะตอนนี้ ชินบี สาวน้อยแสนสวยและร่าเริง เกิดอิจฉา ซงอี จึงแอบไปถ่ายรูปมาแฉในเว็บไซต์ เรียนรู้การใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และเกิดประโยชน์ไปพร้อมกับเพื่อนๆ กลุ่มนี้ เล่มนี้ 179 บาท สำนักพิมพ์บุ๊คเวฟ

งอแง-ได้โรคอ้วน


คอลัมน์ เจ๊าะแจ๊ะวิทยาศาสตร์


เวลา เด็กๆ อยากได้อะไรก็มักจะงัดไม้เด็ดนั่งลงกับพื้นชักดิ้นชักงอ จนคุณพ่อคุณแม่ต้องยอมแพ้ซื้อของให้ นอกจากจะเป็นกิริยาที่ไม่น่ารักแล้ว อาจได้โรคติดตัวมาด้วย!

ดีน่า บอร์เซคอฟสกี้ ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอพกินส์ สหรัฐอเมริกา ศึกษา "ปัจจัยการบ่น" ที่เกิดขึ้นกับเด็กๆ ในวัย 3-5 ปี ด้วยการสอบถามคุณแม่ 64 คน เรื่องการรับประทานอาหาร การดูโทรทัศน์หรือสื่อต่างๆ รวมถึงการช็อปปิ้งซื้อข้าวของเข้าบ้านในแต่ละเดือน ปรากฏว่าเด็กๆ ที่ชอบดูทีวีมักใช้กลยุทธ์การบ่นเป็นข้อต่อรองกับพ่อแม่ หากไม่ยอมซื้อของไร้ประโยชน์อย่างอาหารจังก์ฟู้ดและเครื่องดื่มน้ำอัดลมให้ ขณะที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่จะยอมทำตามเพื่อตัดความรำคาญ จนกลายเป็นปัญหาสะสมของโรคอ้วนในเด็ก

คุณแม่กว่าร้อยละ 35 แนะนำว่าการอนุญาตให้ลูกๆ ดูโทรทัศน์น้อยลง พร้อมอธิบายสร้างความเข้าใจถึงผลเสียของการบริโภคอาหารขยะนั้น ได้ผลดีต่อการควบคุมพฤติกรรมช่างกินของเด็กๆ มากกว่าการตามใจนั่นเอง

เด็กไทย"วัยแอพ" สนุกโลกไอแพด

คอลัมน์ สดจากเยาวชน


องค์การ พิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ (อพวช.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับ iStudio จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านไอแพด 2 อุปกรณ์อิเล็ก ทรอนิกส์แห่งปี ในงานมหกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ประจำปี 2554

โดย นำไอแพด 2 (iPad 2) ให้นักเรียน นิสิตนักศึกษา คณาจารย์ หน่วยงานรัฐ วิสาหกิจ และบุคคลทั่วไป ทดลองใช้งานแอพพลิเคชั่นทางการศึกษาที่ทันสมัยและตื่นตาตื่นใจ สามารถเพิ่มเติมพื้นฐานการเรียนรู้และนำไปใช้ได้ในหลักสูตร การเรียนและชีวิตประจำวัน ณ ที่ศูนย์นิทรรศการและการประ ชุมไบเทค บางนา

ปัจจุบัน หลายสถาบันการศึกษาในประเทศไทยพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนโดยใช้ไอแพดเป็น ส่วนเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้ด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ ให้กับนักเรียนนิสิตนักศึกษาทั้งในระดับก่อนวัยเรียน จนถึงระดับมหาวิทยาลัย

ประโยชน์ ของไอแพดต่อการศึกษา ไม่เพียงแต่การหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต หรือการอ่านหนังสือดิจิตอลเท่านั้น แต่ยังสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นทางการศึกษาที่น่าสนใจในรายวิชาต่างๆ เพื่อเพิ่มความรู้และเสริมพื้นฐานรายวิชาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

โดยแอ พพลิเคชั่นในปัจจุบันได้พัฒนาการนำเสนอในแบบ interactive ที่สร้างความน่าสนใจ ตลอดจนการใช้งานที่ง่ายขึ้นและสะดวกต่อการค้นหาเพื่อเข้าถึงข้อมูล

โซน Digital Pavilion เป็นโซนกิจกรรมที่รวบรวมแอพพลิเคชั่นการศึกษาที่เป็นประโยชน์มาไว้ในไอแพด 2 ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากจากน้องๆ นักเรียน นิสิตนักศึกษาจากสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศ ที่ได้ทดลองเล่นและใช้แอพพลิเคชั่น อาทิ การฝึกผ่ากบเสมือนจริงซึ่งน้องๆ สามารถเรียนรู้การผ่ากบ เพื่อศึกษาและวิจัยโครงสร้างภายในของกบที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์ได้ง่ายๆ ด้วยปลายนิ้ว

หรือการจำลองการดูดาวบนท้องฟ้าแบบเสมือนจริงที่จะทำ ให้น้องๆ เหมือนเข้าไปอยู่บนโลกแห่งดวงดาวที่สามารถมองพิกัดของกลุ่มดาวต่างๆ ได้โดยการจับสัญญาณจีพีเอสเพื่อเปรียบเทียบข้อมูลของกลุ่มดาวจากตำแหน่งจริง

ยัง มีตารางธาตุแบบ 3 มิติ บิงโกคณิตศาสตร์ และอื่นๆ อีกมากมายภายในโซน Digital Pavilion โดยมีพี่ๆ คอยให้คำแนะนำวิธีใช้แอพพลิเคชั่นต่างๆ อย่างใกล้ชิด

น้อง ฟอส ด.ญ.มุฑิตา สุขสมัย นักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนอนุบาลสุธีธร จ.นครปฐม เล่าว่า "หนูกับเพื่อนๆ ทดลองใช้แอพพลิเคชั่นผ่ากบ ที่พี่ๆ ทีมงานแนะนำให้ทดลองเล่นดู มันเหมือนจริงมากๆ ค่ะ ทำให้รู้ว่าในอวัยวะของกบคล้ายกับคนตรงส่วนไหนบ้าง และใช้ชีวิตเป็นอย่างไรในโลกใบนี้ ทำให้ได้ความรู้ในวิชาวิทยาศาสตร์และเข้าใจสัตว์เล็กๆ อย่างกบมากขึ้นค่ะ ตื่นเต้นมากๆ"

น้องหมีพู ด.ช.ณัฐภัทร ลือสกลกิจ นักเรียนชั้น ป.5 โรงเรียนสุพรรณภูมิ จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า "ผมกับเพื่อนๆ ทดลองใช้ไอแพด 2 ดูตารางธาตุแบบสามมิติที่หมุนไปมาตามแรงนิ้วสัมผัส ทำให้รู้ที่มาที่ไปของธาตุแต่ละชนิดว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร และธาตุแต่ละชนิดนำไปใช้ทำอะไรได้บ้าง ผมกับเพื่อนๆ ตื่นเต้น มากครับ"

อีก หนึ่งสาวน้อย ด.ญ.มนัสนันท์ หมัดนะฮู นักเรียนชั้นป.5 โรงเรียนคลองกุ่ม กรุงเทพฯ บอกว่า "สนุกมากๆ ค่ะ ที่ได้มางานในวันนี้ ขอบคุณคุณครูที่พาหนูมา ได้พบเพื่อนใหม่ๆ จากหลายโรงเรียน ได้ลองเล่นเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไอแพด 2 ที่หนูไม่เคยรู้ว่ามันมีโปรแกรมต่างๆ ที่มีประโยชน์สำหรับการศึกษาของหนูและเพื่อนด้วย หนูชอบมากค่ะๆ อยากให้โรงเรียนนำเทคโนโลยีแบบนี้มาใช้กับโรงเรียนหนูบ้าง"

ปิดท้าย ด้วย น้องเกมส์ ด.ช.ธนวินท์ รัตน มณี ชั้นม.1 โรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคม จ.พิษณุโลก บอกเล่าว่า "ดีใจมากๆ ครับที่ได้มาในงานวันนี้ ได้ทดลองเล่นไอแพด 2 ที่ทำให้ผมหลุดไปอยู่อีกโลกหนึ่งที่มีแต่ดวงดาวทั้งฟ้า และมีข้อมูลต่างๆ ของหมู่ดาวที่ผมสามารถจดบันทึกความรู้ใหม่ๆ ที่ได้ในวันนี้ไปส่งคุณครูที่โรงเรียนว่าได้ความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ บ้าง และนำเทคโนโลยีเหล่านั้นไปทำอะไรได้บ้างครับ"

Tuesday, August 23, 2011

'ดาว'ดวงใหม่ โจ๋ดาราศาสตร์

สดจากเยาวชน


"ในมุมมองของเอกภพ มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญต่อระบบสุริยจักรวาล

ความจริงแล้วสิ่งที่ทุกคนมองว่าอยู่นอกโลกนอกจักรวาล มันคือจุดกำเนิดทั้งหมดของเรา

ผมบอกไม่ได้ว่าทำไมถึงรักดาราศาสตร์ รู้แค่ว่าได้ศึกษาได้มองท้องฟ้าแล้วมันมีความสุข"

คำพูดจากใจของ น้องสกาย นายนัดเรศ อินทนะ อายุ 17 ปี ยุวทูตดาราศาสตร์ ประจำปี 2553 เยาวชนคนเก่งชั้น ม.6 โรงเรียนจักรคำคณาทร จ.ลำพูน ว่าที่นักดาราศาสตร์สายวิศวกรรม ที่ไม่พลาดโอกาส มาร่วมงาน "การประชุมวิชาการสหพันธ์ดาราศาสตร์นานาชาติภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ครั้งที่ 11" หรือ APRIM 2011 จัดโดยสถาบันดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโน โลยี เมื่อไม่นานนี้

ภายในงานมีการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์แก่นักดาราศาสตร์เยาวชนคนรุ่น ใหม่ให้ได้แสดงพลัง ทัศนคติ หาแนวทาง และสร้างความเข้มแข็ง ของวงการดาราศาสตร์ในระดับภูมิภาคต่อเนื่องไปจนถึงความร่วมมือในระดับสากล ภายใต้กลุ่ม "SEAYAC" หรือ "South East Asia Young Astronomers Collaboration"

ศ.โรเจล เซเซ่ นักดาราศาสตร์ชาวฟิลิป ปินส์ วัย 30 ปี อาจารย์ในมหาวิทยาลัยฟิลิป ปินส์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้ง SEAYAC ปัจจุบันเป็นคณะกรรมการกลุ่ม กล่าวถึงความสำคัญที่เยาวชนควรสนใจในศาสตร์แขนงนี้ว่า

"ดาราศาสตร์ ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเท่านั้น แต่ดาราศาสตร์เติบโตมาพร้อมๆ กับวัฒนธรรม อารยธรรมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ตั้งแต่ยุคแรกๆ เริ่มจากการสังเกตท้องฟ้า แบ่งแยกกลางวันกลางคืน ไปจนสร้างเป็นเวลา วันเดือนปี และฤดูกาล เรายังใช้ประโยชน์จากดาราศาสตร์ในการคาดคะเนปัจจัยต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อโลก ทั้งการพยากรณ์สภาพอากาศ และการรับมือจากภัยธรรมชาติ

ตัวผมเองชอบ ดาราศาสตร์มาตั้งแต่เด็ก เพราะหนังสือเล่มแรกที่ผมได้อ่านก็เป็นเรื่องนี้ อ่านไปอ่านมาจึงค่อยๆ ซึมซับ ฝันอย่างไร้เดียงสาว่าอยากจะเป็นนักบินอวกาศเหมือนเด็กๆ ทั่วไป จนเมื่อได้มีกล้องดูดาวอันแรกในชีวิต พอส่องสำรวจดูท้องฟ้าเท่านั้นแหละ ผมคิดทันทีว่านอกโลกมันต้องมีอะไรมากกว่าที่เราเห็นในตำรา จุดนี้เองที่กลายเป็นแรงผลักดันให้ผมจริงจังและมุ่งมั่นที่จะเดินตามฝันของ ตัวเอง"

เช่นเดียวกับ นายวิภู รุโจปการ ว่าที่นักดาราศาสตร์อนาคตไกลของประเทศไทย วัย 28 ปี นักศึกษาทุน พสวท. ซึ่งกำลังเรียนอยู่ในระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยอริโซนา สหรัฐ อเมริกา กล่าวว่า "ผมเองก็เริ่มสนใจมานานแล้ว น่าจะราวๆ มัธยมต้นที่ได้มีโอกาสเข้าไปทำงานในหอดูดาวเกิดแก้ว จ.กาญจนบุรี ผมได้ลองตั้งกล้องตั้งพิกัดดูดาว ถ่ายภาพวัตถุบนท้องฟ้า ทั้งสังเกตและจดบันทึก จนกลายเป็นความชอบและรักที่จะทำงานด้านนี้อย่างจริงจัง"

"ดารา ศาสตร์ช่วยให้เยาวชนเกิดความคิดและสร้างจินตนาการ ไปพร้อมๆ กับการสนใจด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น รู้ความเป็นมาว่าเราอยู่ตรงไหนของจักรวาล ยิ่งศึกษามากก็จะยิ่งเห็นเราในบริบทที่กว้างขึ้น ได้เห็นว่าอะตอมในตัวเรานั้นมาจากดาวทั้งหมด เป็นศาสตร์ที่สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์เข้ากับมนุษย์ได้ อย่างอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งโทร ศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูป หรือระบบจีพีเอส ก็ล้วนแต่พัฒนามาจากงานด้านดาราศาสตร์ทั้งนั้น"

ขณะที่ น้องแนนซี่ น.ส.ลลิตวดี กวินวณิชกิจ วัย 23 ปี สาวคนเก่งจากคณะวิทยาศาสตร์ เอกฟิสิกส์ มหาวิทยาลัยมหิดล เยาวชนอนาคตสดใสอีกคนหนึ่งในวงการดาราศาสตร์บ้านเรา ที่มาร่วมเสนอผลงาน "เครื่องตรวจวัดนิวตรอน" อวดศักยภาพความสามารถของเด็กไทยบนเวทีนานาชาติ

"พอดีเข้าร่วมโครงการทำวิจัยทางดาราศาสตร์ จึงลองสำรวจและศึกษาด้านนี้ ผ่านเครื่องมือและวิธีการแบบดาราศาสตร์จริงๆ ได้ฝึกใช้ซอฟต์แวร์ กล้อง โทรทรรศน์ควบคุมทางไกล จนอยากทำเป็นอาชีพในอนาคต ดาราศาสตร์ช่วยฝึกทักษะด้านการคิดให้เรามองแบบวิทยาศาสตร์มากขึ้น ส่วนตัวอยากเป็นนักดาราศาสตร์อยู่แล้ว จะได้ศึกษาระบบของจักรวาลให้ถ่องแท้ ก่อนนำมาถ่ายทอดให้คนอื่นๆ ได้สัมผัสตัวตนจริงๆ ของดาราศาสตร์บ้างค่ะ" น้องแนนซี่กล่าว

นายเจียง โผชชิ นักศึกษาปริญญาเอก สาขาดาราศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติภาคกลาง ประเทศไต้หวัน อีกหนึ่งหนุ่มที่ใกล้จะเป็นนักดาราศาตร์ ร่วมแสดงความคิดเห็นว่า "ผมโชคดีที่ได้ทำในสิ่งที่รัก หลายคนต้องทำงานเลี้ยงครอบครัวด้วยการอดทนทำงานแลกเงินอย่างเลือกไม่ได้ แต่ผมกลับมีรายได้อยู่กับความสุขจากการดูดาว การเฝ้าสำรวจจักรวาล และยังได้เป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์โลก"

ศ.โรเจล เซเซ่ กล่าวว่า แม้ตนจะเป็นอาจารย์แล้ว แต่ก็ยังศึกษาเพิ่มเติมอยู่เสมอ เพราะดาราศาสตร์ไม่ได้หยุดนิ่งเป็นสมการตายตัว ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในระบบมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งเอกภพ

น้องสกายเองก็ยึดหลักมุ่งมั่นและต้องทำให้ได้เช่นกัน "ตอนผมอายุ 13-14 ปี คิดว่าน่าจะลงมือทำอะไรสักอย่างตามฝัน จากโครง การด้านดาราศาสตร์ที่เข้าร่วม จนผมได้รับกล้องดูดาวเป็นอุปกรณ์สร้างจินตนาการ แต่แค่นี้มันไม่พอสำหรับแรงบันดาลใจ ก็เลยคิดทำหอดูดาวขึ้นมา เพราะเวลาผมสำรวจท้องฟ้า สถานที่ที่เหมาะที่สุดคือสวนใกล้บ้านที่เป็นป่ามืดๆ ทั้งออกแบบ หาวัสดุ เลื่อยไม้เอง ประกอบเอง ทำโครงสร้างตึกด้านล่างแบบปูน แม้จะยังไม่เสร็จสมบูรณ์แต่ผมจะสานต่อหลังจากเข้ามหาวิทยาลัยแน่ๆ ครับ"

"ทุก วันนี้เยาวชนเริ่มสนใจดาราศาสตร์มากขึ้น แต่ยังติดอยู่ที่การสนับสนุนจากคนรอบข้าง น้องๆ ที่อยากเรียนอะไรทำอะไรควรลงมือตามความตั้งใจ" สกายฝากทิ้งท้าย
Sunday, August 21, 2011

เด็กไทยซิวรางวัล ศิลปะ"รถในฝัน"

คอลัมน์ สดจากเยาวชน


เด็ก ไทยสร้างชื่อให้ประเทศอีกครั้ง ด้วยการคว้า 5 รางวัลใหญ่จากโครงการประกวดวาดภาพระบายสี หัวข้อ "รถยนต์ในฝัน 2553" ที่ประเทศญี่ปุ่น โดยทั้งหมดเดินทางไปรับประกาศนียบัตรและเงินรางวัลที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อต้น เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

นายนิกร ประเสริฐสม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด แถลงว่า 5 เยาวชนไทยชนะการประกวดโครงการประกวดวาดภาพระบายสี หัวข้อ "รถยนต์ในฝัน 2553" หรือ "Dream Car Art Contest 2010" โครงการประกวดวาดภาพระบายสีรายการใหญ่ของโลก ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี จาก 50 ประเทศทั่วโลก แสดงความสามารถในการคิดและใช้จินตนาการผ่านงานศิลปะ ในหัวข้อเดียวกันคือ "รถยนต์ในฝัน" มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดกว่า 1.2 แสนผลงาน โดยเด็กไทย 5 คน จาก 5 โรง เรียน มาจาก 5 จังหวัด ได้รับ 5 รางวัลใหญ่ระดับโลก จากการตัดสินทั้งหมด 20 รางวัล ดังนี้

รางวัล Gold Award ระดับอายุ 10-12 ปี ด.ช.พรดนัย วัฒนาประดิษฐ์ชัย จากโรงเรียนกาฬสินธุ์พิทยาสรรค์ จ.กาฬสินธุ์ ผลงาน "รถขายก๋วยเตี๋ยว" น้องพรดนัย เล่าว่า "ผมได้แรงบันดาลใจมาจากอากงครับ เพราะอากงของผมขายก๋วยเตี๋ยว และผมอยากให้รถนี้มีจริงเพื่อจะได้ไว้ช่วยร้านค้าขายอาหาร ต่างๆ ในการบริการลูกค้าให้สะดวกมากขึ้นครับ"

รางวัล Gold Award ระดับอายุ 13-15 ปี ด.ช.พิพัฒน์ ตุ่นกระโทก จากโรงเรียนบ้านท่าตะแบก จ.นครราชสีมา ผลงาน "รถรักษ์โลก" เจ้าตัวเล่าว่า "อยากให้มนุษย์เลิกสร้างควันเสียให้ธรรมชาติ เพราะแถวหมู่บ้านของผมชอบมีการตัดไม้ทำลายป่า ผมเห็นแล้วรู้สึกเสียใจมาก จึงส่งความรู้สึกผ่านรูปวาดนี้ที่เป็นรถในอนาคต สามารถดูดสารพิษและกรองออกมาเป็นอากาศบริสุทธิ์ครับ"

ด้าน ด.ญ.พลอยน้ำผึ้ง แพรศิริ จากโรงเรียนบวรรัตนศาสตร์ จ.ระยอง คว้ารางวัล Silver Award ระดับอายุ 10-12 ปี จากผลงาน "Children Car" กล่าวว่า "หนูอยากให้รถคันนี้พาเด็กๆ ไปเที่ยวอย่างปลอดภัยค่ะ ตอนหนูออกแบบรถ หนูนำสัตว์ต่างๆ ที่หนูชอบมาเป็นแบบ เช่น กระต่าย สุนัข เต่า หนูอยากให้มีรถแบบนี้อยู่จริงๆ จะได้เป็นสีสันให้โลกเราด้วยค่ะ"

ขณะ ที่ เจ้าของรางวัล Silver Award ระดับอายุ 13-15 ปี นายเกียรติศักดิ์ นันทนาณัฐกุล จากโรงเรียนอักษรพัทยา จ.ชลบุรี เล่าถึงผลงาน "รถพิทักษ์ชีพ" ว่า "รถที่ผมออกแบบเป็นรถที่มีของเหลวอยู่ล้อมรอบ จะทำให้ลดการเกิดอุบัติเหตุที่รุนแรงได้ ทำให้บนท้องถนนเต็มไปด้วยความปลอดภัย"

รางวัล Bronze Award ระดับอายุ 13-15 ปี ด.ช.ปัญญาวัฒน์ มหันตปัญญ์ จากโรงเรียนวัดราชโอรส กรุงเทพมหานคร คว้ารางวัลนี้ไปจากผลงาน "รถยนต์เพื่อสิ่งแวดล้อม" น้องปัญญาวัฒน์ เล่าว่า "ผมได้แรงบันดาลใจมาจากการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ตอนที่วาดรูปผมนึกถึงการ์ตูนเรื่อง Wall-E ซึ่งเป็นการ์ตูนที่ผมชื่นชอบ รถที่ผมจินตนาการขึ้นมานั้นสามารถบินได้ และยังกรองของเสียให้กลายเป็นอากาศบริสุทธิ์ด้วย ตัวรถจะมีปีกซึ่งเป็นแผ่นพลังงานรับแสงอาทิตย์ได้ด้วยครับ"

ผลงานของ ตัวแทนประเทศไทยที่ส่งไปประกวดในระดับโลกนั้น มีทั้งหมด 15 ผลงาน คัดเลือกมาจากผลงานกว่า 1 หมื่นชิ้นจากเด็กนักเรียนทั่วทุกภาคของประเทศไทย โดยผลงานของเด็กไทยผ่านเข้ารอบสุดท้ายถึง 13 ผลงานและคว้ารางวัลใหญ่ในรายการนี้ไปถึง 5 รางวัลดังกล่าว

น้องๆ ทุกคนต่างมีแรงบันดาลใจในการวาดภาพมาจากผู้คนรอบตัวและสิ่งแวดล้อม บวกกับความสดใสร่าเริงตามธรรมชาติของเด็กๆ ที่อยากให้โลกของเรามีเทคโนโลยีที่ทั้งทันสมัยและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

เด็กๆ ทุกคนล้วนทุ่มเทและหวังว่าในอนาคตรถที่ตัวเองได้ออกแบบจินตนาการเอาไว้นั้น จะมีอยู่จริง เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์และโลกใบนี้ให้สวยงามตลอดไป
 
© Copyright 2010-2011 THAI NEWS All Rights Reserved.
Template Design by Herdiansyah Hamzah | Published by Borneo Templates | Powered by Blogger.com.